พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 434 พาฝูเฟิงกลับบ้าน
หิมะเริ่มตกแล้ว
เกล็ดประกายดั้งเดิมกลายเป็นขนห่านขาว หมุนวนร่วงหล่นลง
มา
คุณชายผู้งดงามดุจหิมะ นอนนิ่งอยู่บนเวทีสูง ดวงตาเหม่อลอย
เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ลมหายใจอ่อนระโหย
หยาดเลือดที่เปรอะเปื้อนกระจายอยู่รอบกาย ทำให้ปกคอขนสี
ขาวของเขาสกปรกและอาบย้อมเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นสี
แดง
นี่ช่างเลวร้ายจริง ๆ คุณชายสายลมหนุนที่เป็นคนรักความ
สะอาดมาตลอด แม้แต่เมื่อสามปีก่อนในเรือนที่มืดมิด เขาก็ยังสวม
เสื้อตัวในที่ขาวสะอาดรอคอยความตาย
โชคดีที่ยังมีหิมะ สีที่บริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียวโปรยปรายลงมา
ในช่วงเวลาที่เงียบสงัดนี้ กลบฝังร่างของเขาเอาไว้
โลกพลันสงบลงเป็นพิเศษ ได้ยินเพียงเสียงหายใจแผ่วเบา ไม่มี
สิ่งอื่นอีก
ผีเสื้อหิมะกระพือปีกโบยบิน ในความพร่าเลือนนำมาซึ่งเสียง
เรียกของมารดา “ฝูเฟิง… ฝูเฟิง…”
น่าขันนัก
เขาฝืนยิ้มอย่างลำบาก นึกถึงสตรีผู้เงียบขรึมที่มักนั่งเคาะไม้อยู่
ในศาลบรรพชน
นางเป็นสตรีตระกูลโจว นางยอมสละลูกในไส้ของตนเองเพื่อ
แสวงหาความเจริญรุ่งเรืองให้ตระกูลโจว
บางครั้งเขาอิจฉาลุงแท้ ๆ ที่ได้รับความรักมากมายจากมารดา
ส่วนเขามีเพียงตัวเองเท่านั้น
“ร่างกายเจ้าอ่อนแอปานนั้น ทำไมต้องมาถืออำนาจด้วยเล่า เจ้า
เกิดมาก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่แล้ว เจ้ามันสมควรตายไปเสีย” เสียงโกรธ
เกรี้ยวของบิดาถาโถมเข้ามา เจือไปด้วยความแค้นเคืองและไม่พอใจ
เขาเจ็บป่วยอ่อนแอ เขาจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน ชะตากรรมของเขา
ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เขาเป็นคนไร้ค่า ไม่มีใครมองเขาในแง่ดี ไม่มีใครสงสารเขา ไม่มี
ใครต้องการให้เขามีชีวิตอยู่
หากไม่ได้พบกับแสงสว่างสายหนึ่ง แล้วจะมีช่วงเวลาสามปีที่เขา
พยายามมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
“ฝูเฟิง…”
เสียงครั้งนี้ดังขึ้นจากใกล้ไกล ความเงียบสงบถูกทำลาย เสียง
อึกทึกและความมีชีวิตชีวาหลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่นซัด
มีคนอุ้มเขาขึ้นมา น ้าตาร้อน ๆ หยดลง เป็นพี่ชายต่างสายเลือด
ของเขาที่กำลังร้องตะโกน “ฝูเฟิง เจ้าตื่นขึ้นมาสิ!”
มีคนจับมือของเขา พยายามมอบความอบอุ่นให้เขาสักนิด แสดง
ท่าทางร้อนใจอย่างหาได้ยาก “พี่ฝูเฟิง เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ เจ้าอยู่
ต่อไปได้หรือไม่”
ยังมีน้องชายน้องสาวที่ส่งเสียงจอแจ พวกเขาน ้าตาคลอ ราย
ล้อมอยู่รอบข้าง เรียกหาเขาทีละคน “พี่ชายฝูเฟิง พี่ชายฝูเฟิง”
เขาชื่อฝูเฟิง เขาไม่อยากใช้แซ่หวัง ดังนั้นสวี่โม่จึงเรียกเขาว่าพี่
ฝูเฟิงแทนที่จะเป็นพี่หวัง
ต่อมา เขาก็ลืมแซ่นั้นไปจริง ๆ
เขาชอบที่จะถูกเรียกว่าฝูเฟิง และชอบยิ่งกว่าเมื่อพี่สวี่เรียกหา
เหมือนตอนนี้ เรียกหาครั้งแล้วครั้งเล่า
พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยและสงบ ในที่สุดเขาก็จมดิ่งลงสู่ความมืด
ได้อย่างมั่นคง
“พี่ฝูเฟิง!” สวี่โม่ตะโกนด้วยเสียงแหลม “เจ้าสี่ เจ้าสี่ เจ้ารีบมาเร็ว
เข้า”
เวินจืออวิ่นที่สะดุดล้มรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พยายามทำใจ
ตัวเองให้นิ่งแล้วยื่นมือไปจับชีพจร ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้างทันที
เขาไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบแทรกเข้าไปเปิดดูม่านตา
ของฝูเฟิงอีกครั้ง แล้วหยิบเลือดสีดำขึ้นมาพิจารณา แทบพูดอะไรไม่
ออก
“เจ้าสี่ พี่ฝูเฟิงเป็นอะไรไปกันแน่ เกิดอะไรขึ้นกับเขา” สวี่โม่ถาม
เสียงสะอื้น “เขาเป็นกังวลมากเกินไปใช่หรือไม่ หรือว่าเหนื่อยล้าจาก
การเดินทาง เป็นความผิดของข้าที่ทำให้เขาลำบากถึงเพียงนี้
ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”
เวินจืออวิ่นส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตาคล้ายลูกกวางน้อยของเขาเต็ม
ไปด้วยความทุกข์ใจ ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “มีพิษ”
ทุกคนบนเวทีสูงต่างพากันเงียบลง
คุณชายสายลมหนุนผู้สูงส่งกลับถูกวางยาพิษเสียแล้ว
“เป็นไปไม่ได้! ใครกันจะกล้าวางยาพิษพี่ชายฝูเฟิง” เจียงเซิง
ส่ายหน้าพลางกลั้นน ้าตา
ผู้นำตระกูลหวังที่มีอำนาจเด็ดขาดและจิตใจสูงส่งเหนือสามัญ
เป็นคนที่มีอิทธิพลอันดับหนึ่งในเขตอันสุ่ย ใครกันจะกล้าทำร้ายเขา
และใครกันจะสามารถทำร้ายเขาได้
เว้นเสียแต่…
“เป็นท่านอาสาม” หวังหมิงอวี่เอ่ยในที่สุด แววตาเต็มไปด้วย
ความเกลียดชัง “ท่านอาสามกับหวังฮ่าวหรานร่วมมือกับหวังอวี้เหยา
วางยาพิษฝูเฟิง เพื่อจะช่วงชิงอำนาจไปได้เร็วขึ้น พวกเขาทำมา
ตั้งแต่อยู่เขตอันสุ่ยแล้ว ทำทุกวิถีทางแม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
การเดินทางพันลี้โดยไม่แสดงอาการอ่อนแอ นั่งอยู่บนที่สูง
สนทนาอย่างมั่นคง กระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้น ปล่อยวางจิตใจที่
เคร่งเครียดลงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ถึงวาระสุดท้ายอย่างเป็น
ธรรมชาติ
เขารู้ว่าตนเองไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ จึงอยากทุ่มเทกำลังอัน
น้อยนิดก่อนที่ชีวิตจะดับสูญ
ไม่เพียงเพื่อสหายอย่างสวี่โม่เท่านั้น แต่ยังเพื่อบัณฑิตทั่วหล้า
เพื่อความยุติธรรมของการสอบขุนนาง และเพื่อความยั่งยืนของ
บ้านเมือง
“เขาบอกว่าอำนาจของคนตระกูลใหญ่มั่นคงเกินไป ยากจะก้าว
ข้ามชนชั้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อราชวงศ์ต้าอวี๋ เปรียบเสมือนผิวน ้าแข็ง
ในฤดูหนาว ยิ่งแช่แข็งนานเท่าไหร่ น ้าแข็งก็ยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น ปลา
ใต้น ้าก็ยิ่งยากจะทะลุผ่านน ้าแข็งขึ้นมา”
“เมื่อเวลาผ่านไปนาน ปลาก็จะไม่คิดดิ้นรนต่ออีก น ้าแข็งก็จะ
หยิ่งผยอง บ้านเมืองก็จะตกอยู่ในอันตรายและเกิดการเปลี่ยนแปลง
ราชวงศ์”
“แม้ว่าใต้หล้านี้ รวมกันนานย่อมแยก แยกกันนานย่อมรวม แต่ฝู
เฟิงก็ยังหวังว่าแผ่นดินนี้จะสงบราบรื่นไปอีกนาน นานยิ่งขึ้นไปอีก”
“เขาไม่ได้รักตระกูลหวัง แต่เขารักผืนแผ่นดินที่ให้กำเนิดและ
เลี้ยงดูเขามา รักบ้านเมืองนี้ รักความสงบสุขของโลกนี้”
“เขาบอกว่าหลังจากตายแล้วก็ไม่ต้องส่งร่างกลับไปเขตอันสุ่ย
เขาจะอยู่ที่นี่ ให้ฝังร่างอยู่ใต้เนินเขาที่สูงที่สุด จะได้มองความรุ่งโรจน์
ของบ้านเมือง มองสหายที่ประสบความสำเร็จ”
หวังหมิงอวี่มองลูกพี่ลูกน้องที่ดูราวกับกำลังหลับใหล น ้าเสียง
ของเขาสั่นเครือ แต่ทุกถ้อยคำนั้นหนักอึ้ง
เขาถ่ายทอดคำพูดทั้งหมดที่ได้รับการสั่งเสียไว้ในยามดึกอย่าง
ละเอียด
“เขาบอกว่า เขาโชคดีมากที่ได้พบกับพี่สวี่ ได้เห็นพี่สวี่เดินทาง
จากหมู่บ้านมาสู่เมืองหลวง ได้เห็นพี่สวี่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดทีละก้าว
บางครั้งก็รู้สึกราวกับว่าเป็นตัวเขาเองที่แข็งแรงและไม่มีโรคภัย…”
ดังนั้นเขาจึงพร้อมช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างไม่เสียดาย ดังนั้นเขา
จึงปลุกเปลวไฟในช่วงสุดท้ายของชีวิต
เขาคงเคยคิดว่าหากตนเองไม่ใช่คนขี้โรค ชีวิตของเขาควรจะ
เป็นเช่นไร
แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่สวี่โม่มี เขาก็คงยากจะได้สัมผัสในชาตินี้
ได้แต่อวยพรให้เท่านั้น
อารมณ์ของหวังหมิงอวี่ในที่สุดก็มาถึงจุดวิกฤต เขาสะอื้นไห้
พลางหันหน้าหนี
สวี่โม่ยืนนิ่งอยู่กับที่ น ้าตาไหลอาบแก้ม
เจียงเซิงจับมือของหวังฝูเฟิงราวกับกำลังพยายามส่งผ่านความ
อบอุ่นสุดกำลัง
มีเพียงเวินจืออวิ่นที่รู้สึกถึงชีพจรที่หายไปจากปลายนิ้ว เขาถอน
หายใจแล้วกล่าวว่า “พี่ชายฝูเฟิงจากไปแล้ว”
เขาจากไปแล้ว
ชาตินี้ไม่ได้เห็นหิมะในวัยสิบแปด
เขายังคงดูสงบราวกับอุ่นใจที่มีสหายอยู่เคียงข้าง
โลกใบนี้ไม่ได้มอบความสุขให้เขามากนัก ความเย็นชาของ
มารดาและความโหดร้ายของบิดาล้วนเป็นบาดแผลในใจ ร่างกายที่
อ่อนแอทำให้เขาได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในเรือน แสงอาทิตย์ไม่อาจส่องถึง
ตัวเขา ความสุขเพียงหนึ่งเดียวคือการได้อ่านจดหมายที่ส่งมาหา
เขามีพรสวรรค์โดดเด่นในโลกนี้ มีสติปัญญาเฉียบแหลม แต่
กลับขาดเพียงสุขภาพที่แข็งแรง
เขางดงามเกินไป สวรรค์จึงต้องการพรากเขาไปก่อนเวลา
หิมะบนท้องฟ้าตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเป็นการเฉลิมฉลอง
การมาถึงของปีใหม่หรือเพื่อปกปิดความสกปรกโสมมทั้งหมดกัน
ขนห่านสีขาวทอเป็นผ้าห่มขนนก ปกคลุมร่างคุณชายผู้สูงศักดิ์
และงดงามเหนือใคร
สวี่โม่เส้นผมขาวทั่วศีรษะ ในที่สุดก็ก้มตัวลงอุ้มสหายรู้ใจเพียง
คนเดียวในชีวิตนี้ขึ้นมา “พาฝูเฟิงกลับบ้านกันเถอะ”
ตระกูลหวังไม่ใช่บ้านของเขา
เช่นนั้นบ้านของพวกเขาก็มอบให้อีกฝ่ายไป
ณ ที่ไกลออกไป ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่คนคุ้นเคยต่างรีบมาถึง บ้าง
ตกใจ บ้างกังวล บ้างเยาะเย้ย บ้างเย็นชา
สวี่โม่ทำเหมือนไม่ได้ยิน ไหล่ที่บอบบางราวกับมีพลัง โอบอุ้ม
คุณชายที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกเดินไปทางรถม้า
เวินจืออวิ่นชะลอฝีเท้า เจียงเซิงตามติดใกล้ชิด หวังหมิงอวี่มอง
ส่งด้วยน ้าตานองหน้า
บรรดาอาจารย์ที่เดินทางมาจากเขตอันสุ่ยพร้อมกันลุกขึ้นด้วย
ความปวดใจ แล้วไล่ตามไปด้วยน ้าตาอาบหน้า
รัชศกเหอฉิ่งที่สิบสาม การเปลี่ยนผ่านระหว่างเก่าและใหม่ หิมะ
ตกหนักทั่วเมืองต่อเนื่องกว่าสามวัน
หิมะก่อหนาเกินข้อมือ ลึกจนสามารถท่วมหัวคนได้
ในปีนั้น คุณชายสายลมหนุนสิ้นใจ เมื่ออายุครบสิบเจ็ดปีพอดี