พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 435 ปีใหม่ที่ไม่สมบูรณ์
ฟางเหิงเดินทางไกลไปยังชายแดนทางเหนือ เจิ้งหรูเชียนติดขัด
อยู่ข้างนอก จ่างเยี่ยนติดอยู่ในวังหลวง ฝูเฟิงเสียชีวิต
ในลานบ้านที่เคยคึกคักมีชีวิตชีวา เหลือเพียงสามพี่น้อง หรือ
อาจจะนับรวมหวังหมิงอวี่ที่มาแวะพักชั่วคราวและอาจารย์จากเขต
อันสุ่ยที่ยังไม่เต็มใจจะออกเดินทาง
“พวกเขาบอกว่าจะส่งฝังร่างฝูเฟิงลงหลุมก่อนแล้วค่อยไป” หวังห
มิงอวี่ก้มหน้าลง เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ยั้งปากไว้ “แล้วหรูเชียน
ล่ะ? เขาไม่กลับมาฉลองปีใหม่เลยหรือ?”
ตามหลักแล้วเขาควรจะกลับมาก่อนปีใหม่
แต่เขาพาฝูงแกะกลับมาด้วยก็ยากลำบากอยู่แล้ว หากจะล่าช้า
ไปบ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้ากลับมาไม่ได้ก็ช่างเถอะ
ตอนเด็กยังไร้เดียงสาและไม่รู้อะไร มักคิดว่าการฉลองปีใหม่
จำเป็นต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
เมื่อโตขึ้นถึงได้รู้ว่าทุกคนต่างมีเรื่องของตัวเองที่ต้องวุ่นวาย การ
แยกจากกันต่างหากที่เป็นเรื่องปกติ
ขอเพียงหัวใจยังคงผูกพัน ขอเพียงร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันทุกสิ่ง
อย่าง แม้อยู่ห่างไกลกันก็ไม่เป็นไร
เขาคิดว่าหวังหมิงอวี่อาจมีเพียงสหายคนนี้เท่านั้น สวี่โม่จึง
เปลี่ยนคำพูดที่จะเอ่ยออกมาแล้วกล่าวว่า “คงจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ แต่
เรื่องตระกูลหวัง พี่ฝูเฟิงมีพูดอะไรบ้างหรือไม่”
หวังหมิงอวี่ตั้งสติแล้วตอบว่า “ท่านอาสามกับหวังฮ่าวหรานจ้อง
จะชิงอำนาจ แต่ป้ายหยกเจ้าบ้านและกุญแจห้องสมบัติอยู่ในมือข้า ฝู
เฟิงบอกว่าตระกูลหวังล่มสลายได้ แต่กิจการของตระกูลหวังไม่ได้
เพราะมีชาวบ้านมากมายที่ต้องพึ่งพาร้านค้าและที่นาของตระกูลหวัง
เลี้ยงชีพอยู่”
หลายปีมานี้ เขาเรียนรู้กลยุทธ์มากมายมาจากลูกพี่ลูกน้อง แม้
อาจไม่สามารถทำให้ตระกูลหวังเติบโตขึ้นได้ แต่การรักษาสถานะ
เดิมไว้ก็เพียงพอแล้ว
“ดี เจ้าต้องควบคุมตระกูลหวังให้ได้ คอยดูนายท่านสามหวังกับ
บุตรนอกสมรสตระกูลหวังให้ดี” สวี่โม่หันหน้ามา ดวงตายังคงสงบนิ่ง
แต่แฝงประกายคมกริบ “ที่ข้าบอกให้ดูแลให้ดี หมายถึงต้องให้พวก
เขามีชีวิตอยู่อย่างดี”
นี่ไม่ใช่การเล็งเป้าหรือจงใจกลั่นแกล้ง แต่เป็นการดูแลเอาใจใส่
อย่างแท้จริง
แต่พวกเขาคือตัวการที่ทำให้ฝูเฟิงต้องตายนะ
หวังหมิงอวี่มีสีหน้างุนงง นึกอยากจะพูดแต่แล้วก็หยุดชะงัก
สวี่โม่หัวเราะเสียงต ่า เด็กหนุ่มที่เคยสง่างามกลับเย็นชาลงอย่าง
ฉับพลัน “ปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งนายท่านสามหวัง
หวังฮ่าวหราน ฮูหยินสามหวังและตระกูลโจว ให้พวกเขาทุกคนมีชีวิต
อยู่ต่อไป ข้าจะไปแก้แค้นให้พี่ฝูเฟิงด้วยตัวเอง ข้าจะส่งพวกคนเลวลง
นรกด้วยมือของข้าเอง”
“ไม่ต้องส่งข่าวการตายของพี่ฝูเฟิงไป บอกแค่ว่าเขาพักรักษาตัว
อยู่ในเมืองหลวง ส่วนอาจารย์กับท่านที่ปรึกษา ข้าจะไปบอกให้พวก
เขาปิดปากเอง”
“แต่ว่า…” หวังหมิงอวี่ลังเล “แต่หวังอวี้เหยารู้เรื่องนี้แล้ว นาง
จะต้องส่งข่าวไปที่เขตอันสุ่ยแน่”
สวี่โม่ลุกขึ้นและกล่าวว่า “วางใจเถอะ นางคงไม่มีเวลาจะไปส่ง
ข่าวอีกแล้ว”
ดูเหมือนว่าพิษที่หวังฝูเฟิงได้รับจะเป็นฝีมือของนายท่านสามหวัง
และบุตรชาย โดยมีหวังอวี้เหยาช่วยเหลือเล็กน้อย แต่ตระกูลฟางจะ
รอดพ้นจากเรื่องนี้ได้อย่างไร
พวกเขาเพียงต้องการทำลายสวี่โม่ แต่กลับทำร้ายผู้บริสุทธิ์
พวกเขาสมควรตาย ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายสายลมหนุนได้สละ
ชีวิตเพื่อร้องเรียนความยุติธรรมในการสอบขุนนางเพื่อปูทางอัน
ราบรื่นให้แก่เขา แล้วเขาจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้อย่างไร
“ตระกูลฟางสมควรตาย ฟางหยวนสมควรตาย หวังอวี้เหยา
สมควรตาย…”
สวี่โม่พึมพำเคร่งเครียดขณะเดินเข้าบ้าน
ยามนี้ตรงกับคืนส่งท้ายปีเก่าพอดี หิมะตกหนักราวกับขนห่านที่
ร่วงหล่น แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความสุขได้ เสียงประทัดและดอกไม้ไฟดัง
ขึ้นไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองหลวงถือโคมไฟสีแดงเดินผ่านไปมา
พร้อมเสียงหัวเราะ แต่กลับทำให้เรือนเล็กยิ่งเงียบเหงาและหนาวเหน็บ
พ่อครัวคงฝากคนไปซื้อโลงศพเก่าที่แข็งแรงมา ตอนนี้คุณชาย
สายลมหนุนกำลังนอนอยู่ข้างใน
เจียงเซิงและเวินจืออวิ่นยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูห้อง จ้องมองหิมะที่
ตกลงมาอย่างเหม่อลอย
พวกเขาอาจจะคิดถึงพวกพี่ชายอยู่กระมัง
สวี่โม่เดินเข้าไปหา ลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสอง แล้วหมุนตัวเดินฝ่า
หิมะไปที่หน้าโลงศพ
ความเงียบงันดำเนินไปไม่รู้นานเท่าไหร่ จู่ ๆ บนท้องฟ้าก็เต็มไป
ด้วยดอกไม้ไฟอันตระการตา
ตระกูลใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะในวังหลวงราวกับกำลังประกาศ
อำลาปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ก้าวสู่ศักราชใหม่
“พี่ฝูเฟิง ในที่สุดข้าก็อายุเท่าท่านแล้ว” เด็กหนุ่มก้มตัวลง
ท่ามกลางหิมะหนา พลางพึมพำข้างโลงศพ “สิบเจ็ดปีแล้ว ข้าอายุสิบ
เจ็ดปีแล้ว”
“แค้นของเจ้า ข้าจะแก้แทนเอง อุดมการณ์ของเจ้า ข้าจะทำให้
สำเร็จแทนเอง อนาคตของเจ้า ข้าจะเดินหน้าต่อแทนเอง”
“นกใหญ่ทะยานขึ้นพร้อมสายลมหนุน บินสูงตรงขึ้นไปถึงเก้า
หมื่นลี้”
“พี่ฝูเฟิง เจ้าคอยดูให้ดี”
ตามธรรมเนียมโบราณร่างของผู้ตายต้องตั้งศพเจ็ดวันก่อนฝัง
ต้องร ่าไห้ส่งดวงวิญญาณ ต้องสวมชุดไว้ทุกข์
แต่ฝูเฟิงไม่ต้องการมัน
ในวันแรกของปีใหม่ สวี่โม่เดินวนเวียนอยู่แถวนอกเมือง เลือก
ยอดเขาทางทิศตะวันตกของเมืองให้เขา
ญาติมิตรทั้งหมดเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าสีเรียบ ๆ และส่งเขาไป
อย่างเงียบงัน
หลุมศพนั้นจ้างคนมาขุดด้วยเงินพิเศษ ส่วนโลงศพเจียงซานกับ
เจียงซื่อใช้รถม้าขนมา
เมื่อผ่านเมืองหลวงก็ยังได้ยินเสียงเหล่าบัณฑิตถกเถียงกันอย่าง
ดุเดือด ต่อต้านโชคชะตา ต่อต้านความไม่เป็นยุติธรรม ต่อต้านคน
ตระกูลใหญ่
การสอบขุนนางที่มีการทุจริตกลายเป็นเรื่องร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตามการพูดคุยสนทนา ตระกูลฟางกลับมาเป็นศูนย์กลางของกระแส
วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
แต่มันยังไม่พอ นี่ยังห่างไกลจากคำว่าพอ
รถม้าหยุดลงตรงเชิงเขาทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง เส้นทาง
ที่เหลือต้องใช้คนแบกไป
ผู้ชายทั้งหมดที่อยู่ในที่นั้นยกเว้นเวินจืออวิ่นต่างใช้บ่าของตนเอง
ร่วมแรงร่วมใจยกโลงไม้ขึ้นแล้วนำไปวางในหลุมลึกที่เตรียมไว้
“จะฝังศพตอนนี้เลย หรือจะเลือกฤกษ์ดีก่อน?” หวังหมิงอวี่ข่ม
กลั้นความเศร้าเอ่ยถามไม่รู้ตัว
สหายของลูกพี่ลูกน้องได้กลายเป็นเสาหลักของเขาไปแล้ว
“รออีกหน่อย” สวี่โม่เหม่อมองไปไกล
แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจ แต่ต่างก็เงียบและรอคอย
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา เด็กหนุ่มในชุดดำก็วิ่งหอบมาถึง เขาพา
องครักษ์คนสนิทเพียงคนเดียวมาด้วย พร้อมกับแผ่นหยกประจำตัว
ขององค์ชาย
“พี่ชายฝูเฟิง” จ่างเยี่ยนข่มความเศร้าเอาไว้ “ข้าถึงกับไม่ได้เห็น
หน้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
“พี่ห้า” เจียงเซิงเม้มริมฝีปาก ทั้งเสียใจและตกใจ “ท่านออกมา
ได้อย่างไร แล้วท่านรู้ได้อย่างไรด้วย”
คนที่ติดอยู่ในวังหลวงนั้นแม้จะขอเข้าพบก็ยังยากเย็น ยิ่งไม่ต้อง
พูดถึงการส่งข่าวไปหา
การที่เขาสลัดหลุดจากเหล่าสายลับแล้วรีบมาที่นี่ ไม่รู้ว่าต้องใช้
ความพยายามมากเพียงใด
“เมื่อวานข้าไปขอร้องใต้เท้าโต้ว” สวี่โม่หลุบตาลง “ฮูหยินโต้ว
เข้าวังไปช่วยส่งข่าวให้ข้า พยายามทุกวิถีทางเพื่อติดต่อกับเจ้าห้า”
แต่เดิมเขาไม่เต็มใจจะขอความช่วยเหลือ ยิ่งไม่เต็มใจจะติดค้าง
บุญคุณใคร
การที่สามารถเดินหมากมาได้ถึงขั้นนี้ ชัดเจนว่าเขาอดทนจนถึง
ขีดสุดแล้ว
จ่างเยี่ยนกับหวังฝูเฟิงอยู่ร่วมกันในเรือนตระกูลหวังมานาน
มิตรภาพระหว่างกันจึงไม่ต้องพูดถึง เขาจำต้องส่งสหายเก่าเป็นครั้ง
สุดท้าย
“ในเมื่อมาแล้วก็วางโลงศพลงเถอะ” สวี่โม่ถอนหายใจเบา ๆ
หิมะหยุดตกไปแล้ว โลงศพถูกปัดกวาดจนสะอาด พวกเขาร่วม
แรงร่วมใจกันนำร่างคุณชายฝูเฟิงผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินวางลงในหลุมลึก
ใช้ดินที่เรียบง่ายที่สุดกลบทับ
เมื่อเงาของโลงศพหายไป คุณชายซึ่งขัดเกลาคุณธรรมอย่าง
ประณีตดุจหยกงามก็จมสู่การหลับใหลอันยาวนานในที่สุด
“คุณชาย ไปสู่สุคตินะขอรับ” เสียงของบ่าวตระกูลหวังผู้ซื่อสัตย์
แหบแห้งด้วยความเศร้าโศก
เพียงประโยคเดียวนั้นก็ทำให้น ้าตาไหลรินอาบแก้ม
ท่านที่ปรึกษาแห่งเขตอันสุ่ยเช็ดน ้าตาพลางก่อรูปทรงของหลุม
ศพด้วยดินโคลน
ไม่มีป้ายหลุมศพ แม้แต่ป้ายไม้ก็ยากที่จะตั้งขึ้น
ได้แต่ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งสหายของเขาจะสลักชื่อบนป้ายหิน
ใหม่ให้เขาเอง
“ฝูเฟิง ไปสู่สุคตินะ!”
หลังจากฝังศพสหายเก่าแล้ว สวี่โม่ก็ไม่ได้กลับไป แต่นำรถม้าที่
บรรทุกข้าวของเต็มคันมาส่งหวังหมิงอวี่และคนอื่นกลับบ้าน
“เดิมทีข้าคิดว่าพวกเราจะมาด้วยกันกลับด้วยกัน ไม่คิดว่าจะ
ขาดไปคนหนึ่ง” อาจารย์เฉียนกล่าวด้วยดวงตาแดงก ่า “เจ้าวางใจได้
เรื่องนี้ข้าจะเก็บเป็นความลับไว้ในท้องแน่นอน”
“พี่สวี่วางใจได้ ข้าจะดูแลตระกูลหวังให้ดี จะดูแลท่านอาสามกับ
หวังฮ่าวหรานอย่างดีด้วย” หวังหมิงอวี่กำหมัดแน่นและสัญญา
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้รอสหายของตน จากไปอย่างเดียวดาย
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป จนในที่สุดก็หายลับไปจาก
สายตา
สวี่โม่หันกลับมา มองไปทางจ่างเยี่ยนที่กำลังปลอมตัว ดวงตา
ของเขาลึกล ้าและเย็นชา “เจ้าห้า ข้าไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้ว”
อีกทั้งเขาไม่อยากเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วย