พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 436 พี่น้องวางแผนลับ
ไม่ว่าจะอยู่ที่เขตอันสุ่ยหรือในเมืองหลวงก็ตาม การที่พวกเขา
อ่อนแอทำให้ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาล้วนถูกบีบให้ต้องรับมือ ต้องคิด
หาทางแก้ไขสถานการณ์สุดความสามารถ
แต่ครั้งนี้ฝูเฟิงได้ปูทางเอาไว้ก่อนแล้ว กระแสที่กำลังเกิดขึ้น
ตามมา คดีการทุจริตการสอบขุนนางได้สร้างความวุ่นวายไปทั่ว และ
ตระกูลฟางกลายเป็นศูนย์กลางของวังวนนี้
ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจส่วนตัวที่อยากจะแก้แค้นให้สหาย หรือ
คำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม การฉวยโอกาสนี้โค่นล้มตระกูลฟางลง
จากอำนาจถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แม้จะไม่สามารถสั่นคลอนตระกูลใหญ่ที่มั่นคงได้ อย่างน้อยก็
ต้องลากตัวฟางหยวนลงมา!
แต่การลากคนลงมานี้ก็เหมือนกับอาจารย์ที่ฝึกม้าพยศ ยากเย็น
เหลือเกิน
“ด้วยความสามารถของตระกูลฟาง ไม่ว่าหลักฐานการทุจริตการ
สอบขุนนางจะชัดเจนแค่ไหน พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อพลิก
สถานการณ์ อย่างน้อยก็คงหาแพะมารับบาปแทน อย่างมากก็ต้องมา
เอาชีวิตข้า” สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงช้า ๆ แสดงถึงความชำนาญที่มา
จากการคลุกคลีในแวดวงขุนนาง
จ่างเยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย แล้วรีบตอบกลับ “พี่ใหญ่ต้องการ
ควบคุมตระกูลฟางใช่หรือไม่?”
ทำให้ตระกูลฟางวุ่นวายกับเรื่องอื่นจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องการ
ทุจริตการสอบขุนนาง ก็จะไม่สามารถปกป้องฟางหยวนได้
เรื่องอื้อฉาวของการทุจริตการสอบขุนนางที่วุ่นวายมาเกือบสอง
ปี ในที่สุดก็ถึงเวลาจะจบลงเสียที
ระหว่างสวี่โม่กับฟางหยวน ต้องมีคนใดคนหนึ่งเสียชื่อ ต้องมีคน
หนึ่งตกลงมา
“ข้าต้องไม่ทำให้ความปรารถนาดีของสหายสูญเปล่า และยิ่งต้อง
เดินบนเส้นทางราชการอย่างใสสะอาด” สวี่โม่มองมาด้วยสายตาเคร่ง
ขรึม “ตระกูลใหญ่ครอบงำราชสำนัก คณะราชเลขาธิการไร้อำนาจ
ตระกูลฟางยิ่งสนับสนุนองค์ชายในอนาคตอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
หากมีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์จริง แผ่นดินนี้ก็คงมีคนแซ่ฟางเกิน
ครึ่ง”
“เจ้าห้า แล้วเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร?”
การเป็นคนในราชวงศ์ นับตั้งแต่เกิดมาก็ถูกกำหนดให้ต้องแบก
รับทั้งอำนาจและความรับผิดชอบไปพร้อมกัน
ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก ต้องการหรือไม่ต้องการ เขาก็ยังแซ่จู้
จู้จ่างเยี่ยน
เด็กหนุ่มแย้มยิ้มขมขื่น สายตาของเขาเปลี่ยนจากเลื่อนลอยเป็น
มุ่งมั่น “พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยท่านเอง”
ไม่เพียงช่วยท่าน แต่ยังช่วยให้ตระกูลจู้ปกครองใต้หล้า ช่วยให้
ประชาชนมีชีวิตที่สงบสุข ช่วยให้ขุนนางที่ซื่อสัตย์และคนดีได้มีอายุ
ยืนยาว
นับตั้งแต่เขาได้พบกับพี่น้องที่มีจิตใจรักชาติบ้านเมือง ความ
รับผิดชอบก็เหมือนจะติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง
จิตใจของมนุษย์กว้างใหญ่ เหมือนเช่นพี่ใหญ่ที่ต้องการเป็นขุน
นางที่ดีและยุติธรรม หรือพี่สามที่ต้องการทำให้บ้านเมืองสงบสุข
แต่ขณะเดียวกัน จิตใจของมนุษย์ก็เล็กนิดเดียว เหมือนอย่าง
เจียงเซิงที่ต้องการเพียงกินอิ่มนอนอุ่น
ส่วนเขา สิ่งที่หวังมาตั้งแต่ต้นจนจบก็แค่อยากปกป้องคนรอบ
ข้างให้อยู่รอดปลอดภัยเท่านั้น
“ตอนนี้การจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกค่อนข้างยาก พวกเรามีกำลังไม่
พอจะต่อกรกับใครได้ แต่ก็ไม่อาจนั่งรอความตายและมองพวกเขา
วางแผนต่อไป” จ่างเยี่ยนใช้มือซ้ายเคาะหลังมือขวา พูดด้วยน ้าเสียง
หนักแน่น “บางที อาจถึงเวลาแล้วที่ข้าควรให้พี่ชายผู้สูงศักดิ์ที่ซ่อน
ตัวอยู่เบื้องหลังเผยตัวออกมา”
การต่อต้านตระกูลฟาง แท้จริงแล้วก็คือการแย่งชิงอำนาจราช
บัลลังก์
แม้ว่าการที่องค์ชายห้าผู้นี้ปิดประตูตำหนักมาครึ่งปี จะทำให้
ผู้คนบางส่วนลดความระแวดระแวงลงไป แต่ก็ยังมีคนที่คอยสงสัยและ
หวาดระแวงพยายามหยั่งเชิงเขาอยู่เสมอ
แทนที่จะคาดเดาไปมา สู้ทำให้คำตอบแน่ชัดไปเสียเลยดีกว่า
ถือโอกาสนี้นั่งดูเสือสองตัวต่อสู้กันเองด้วย
“ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายรองหรือองค์ชายสี่ก็ไม่มีกำลังเพียงพอจะ
ต่อกรกับจวีกุ้ยเฟยได้” จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง “พวกเราต้องสร้างเหตุผลที่
ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกมาแข่งขัน”
ตระกูลฟางทุ่มเทรับใช้สองเจ้านาย ย่อมเผยจุดอ่อนต่าง ๆ และ
อาจถึงขั้นยุ่งเหยิงวุ่นวาย
สวี่โม่สามารถใช้โอกาสนี้ดึงฟางหยวนลงมาเพื่อยุติเรื่องการ
ทุจริตการสอบขุนนางได้
สองพี่น้องร่วมใจย่อมตัดโลหะให้ขาดได้
พวกเขาอาจพลิกแผ่นดินหรือพลิกสถานการณ์นี้ไม่ได้ แต่พวก
เขาสามารถสร้างความวุ่นวายและโจมตีอย่างระมัดระวัง
“แต่เจ้าห้า” สวี่โม่ลังเลเล็กน้อย “มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้คนที่
ซ่อนตัวมาหลายปีเผยตัวออกมาเล่า?”
แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะไม่ได้ฉลาดเฉลียวนัก แต่ด้วยมีพระมารดา
ที่เข้มแข็งและทรงอิทธิพลอย่างจวีกุ้ยเฟยคอยสนับสนุน ทำให้สถานะ
และตำแหน่งของเขามั่นคงมาก
ส่วนองค์ชายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังนั้นแม้จะมีความสามารถ แต่
ขาดอำนาจที่มากพอจึงจำต้องหลบซ่อนไป
สิ่งที่จะทำให้เขาลงมือได้มีเพียงความเป็นไปได้สองอย่าง
อย่างแรก ฝ่าบาทกำลังอ่อนแอ หากไม่รีบลงมือชิงมาก็จะสาย
เกินไป
อย่างที่สอง จวีกุ้ยเฟยสูญเสียอำนาจ ไม่อาจสั่นคลอนเขาได้อีก
ต่อไป
ไม่ต้องพูดถึงว่าฮ่องเต้อายุสี่สิบปีซึ่งกำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น
เต็มที่ การจะทำให้จวีกุ้ยเฟยตกต ่านั้นยิ่งเป็นเรื่องยาก
แม้ว่าสถานะของตระกูลจวีจะไม่อาจเทียบได้กับตระกูลฟางและ
ตระกูลเจียง แต่ด้วยความตั้งใจของจวีกุ้ยเฟยที่คอยส่งเสริม ทำให้มี
ลูกหลานของตระกูลจวีสองคนได้เข้าสู่คณะราชเลขา และได้รับ
ตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหัวหน้าคณะราชเลขาก็แก่ชรามากแล้ว รอง
หัวหน้าคณะราชเลขาก็อยู่ในวัยเดียวกับเจียงจี้จง ส่วนขุนนางชั้น
ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเข้ามาในคณะราชเลขานั้น อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เห็น
ได้ชัด
“ตระกูลจวียากจะตกต ่า” จ่างเยี่ยนตอบ
ดังนั้น เขาจึงต้องเสี่ยงวางยาพิษฮ่องเต้?
ดวงตาของสวี่โม่พลันเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่
อยากจะเชื่อ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมน้องชายหลายครั้ง “เจ้าห้า เจ้า
จะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ไม่ได้… เรื่องนี้ร้ายแรงเกินไป แม้ว่าฮ่องเต้องค์
ปัจจุบันจะไม่ได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่พระองค์ก็สร้างคุณูปการ
มากกว่าความผิดนะ”
ที่สำคัญคือเขาไม่อาจปล่อยให้เจ้าห้าต้องแบกรับโทษข้อหาฆ่า
บิดาและถูกสาปแช่งไปชั่วกาล
“ในอดีต ฮ่องเต้ถังไท่จงเคยสังหารพี่ชายและบิดา แม้เวลาผ่าน
ไปหลายปี ผู้คนก็ยังคงประณามพระองค์ ถึงแม้พระองค์จะสร้างยุค
ทองเจิ้นกวน แต่หลายปีต่อมา สิ่งที่คนยังคงพูดถึงกันคือเหตุการณ์ที่
ประตูเสวียนอู่” สวี่โม่พยายามอ้อนวอน “หากทำสำเร็จก็จะถูก
สาปแช่งไปหมื่นปี หากพ่ายแพ้ก็จะต้องจบชีวิตทันที เจ้าห้า เจ้าไม่
อาจเสี่ยงทำเรื่องเช่นนี้ได้ พี่ใหญ่ไม่เห็นด้วย”
เมื่อเห็นว่าเขาถึงกับจะยอมสละตำแหน่งราชการ และถึงขั้นพูด
ว่าจะพาน้อง ๆ ไปใช้ชีวิตที่ชนบท
จ่างเยี่ยนก็รีบยิ้มอธิบาย “พี่ใหญ่ใจเย็นก่อน ใครบอกว่าข้าจะ
ลอบปลงพระชนม์เสด็จพ่อเล่า”
“ข้าไม่…” สวี่โม่ตกตะลึงไป “แต่เจ้าเพิ่งบอกว่าตระกูลจวียากจะ
ตกต ่า ดังนั้นจึงต้องลงมือกับฝ่าบาทเท่านั้น”
“ใช่ว่าจะต้องลงมือ แต่ไม่จำเป็นต้องลงมือกับร่างกายของเขา
เสมอไปหรอก” จ่างเยี่ยนใช้มือซ้ายตบเบา ๆ บนหลังมือขวา สีหน้า
เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ท่านรู้แค่ว่าแม่ของข้ามาจากตระกูลเหยียน รู้ว่า
ตระกูลเหยียนอ่อนแอลงในช่วงหลายปีมานี้ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าตระกูล
เหยียนเริ่มต้นจากอะไร?”
สวี่โม่ส่ายหน้าแสดงความไม่เข้าใจ
“คือหมอ” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงเข้ม “ท่านตาข้าเป็นหมอผู้มี
ชื่อเสียง ฝีมือเป็นเลิศ ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮัวโต๋มีชีวิต เป็นเปี่ยน
เชวี่ยกลับชาติมาเกิด เขามีนิสัยใจกว้างไม่หวงวิชา สอนศิษย์
มากมายจนมีฝีมือยอดเยี่ยมเหนือชั้น”
หมอหลวงอู๋ก็เป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์เหล่านั้น
ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในสำนักหมอหลวงล้วนเป็นคนที่ตระกูลเห
ยียนส่งมาแทรกซึม
ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หรือคนตระกูลเหยียนที่เปลี่ยนชื่อแซ่
“ท่านตาบอกว่า ตระกูลเหยียนไม่ได้หวังในอำนาจใหญ่โต แต่
ต้องการปกป้องสายเลือดให้อยู่รอดปลอดภัย การส่งคนเข้าไปใน
สำนักหมอหลวงก็เพื่อหวังจะคุ้มครองให้ข้าเติบโตขึ้นมาอย่าง
ปลอดภัย” จ่างเยี่ยนยกยิ้ม ดวงตาแดงเรื่อ “คราวก่อนที่ข้าใช้เพียงถุง
น ้าร้อนสิบใบก็ปิดบังความลับเรื่องพิษไข้ได้ ก็เป็นเพราะได้รับความ
ช่วยเหลือจากพวกหมอหลวง”
เมื่อเขาไม่อยู่ สำนักหมอหลวงก็เป็นเพียงสำนักหมอหลวงเท่านั้น
ตอนนี้เขากลับมาแล้ว สำนักหมอหลวงก็สามารถใช้ประโยชน์
ได้!
นี่คือกลอุบายร้ายที่ตระกูลเหยียนทิ้งไว้ให้หลานชายตัวน้อย และ
เป็นไพ่ตายที่ฮองเฮาเหยียนทิ้งไว้ให้บุตรชาย
“แม้ว่าจะยังมีคนนอกปะปนอยู่บ้าง แต่การที่ฮ่องเต้ประชวรนั้น
เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง เขาคงไม่กล้าประกาศให้เป็น
ที่รู้กันแน่นอน” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน ้าเสียงมั่นใจ “แค่ไม่กี่วันก็
เพียงพอจะทำให้คนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังรู้สึกหวาดหวั่นแล้ว”
ฝ่าบาทมีเมตตา เพียงการวินิจฉัยผิดพลาดเล็กน้อยก็คงไม่ทำให้
หมอหลวงต้องรับผิด
นี่เคยเป็นจุดอ่อนของเขา แต่ตอนนี้กลับเหมือนจะกลายเป็นจุด
แข็งไปเสียแล้ว
จ่างเยี่ยนหันกลับมา “พี่ใหญ่ เรื่องในวังมอบให้ข้า ส่วนเรื่องนอก
วังมอบให้ท่าน ตระกูลโต้วเป็นตระกูลใหญ่ที่เทียบเคียงกับตระกูลฟาง
ได้ การสนับสนุนของพวกเขา ท่านต้องรักษาไว้ให้ดี”
ครั้งนี้ที่เขาหลบหลีกพวกสายลับได้ก็เพราะอาศัยฮูหยินโต้วและ
คุณหนูโต้วช่วยอำพรางให้
นี่คือน ้าใจ ยากจะปฏิเสธ
สวี่โม่ถอนหายใจแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าต้องกลับวังแล้ว” จ่างเยี่ยนมองสีของท้องฟ้า แล้วหันไปมอง
พี่สี่กับน้องสาว
น้องสาวยังดีหน่อย เพราะอย่างน้อยก็ได้พูดคุยกันในวังมาแล้ว
ส่วนพี่สี่ของเขาต่างหากที่เป็นคนที่เขาไม่ได้พบหน้ามานานจริง
ๆ