พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 437 น ้าตาของพี่สี่
ในวันแรกของปีใหม่หิมะหยุดตกแล้ว แต่ด้วยหิมะที่ตกลงมาหนัก
เหมือนขนห่าน ทำให้พื้นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาถึงข้อเท้า เมื่อ
เหยียบลงไปก็มีเสียงดัง
หลังจากแยกจากกันเป็นเวลาครึ่งปี เหล่าเด็กหนุ่มร่างผอมบาง
เหมือนจะสูงขึ้นไม่น้อย จากไหล่ของพี่ชายคนโตสูงขึ้นไปถึงหูของ
เขา
เมื่อสังเกตอย่างละเอียด จ่างเยี่ยนดูจะสูงกว่าเวินจืออวิ่นที่อายุ
เท่ากันอยู่เล็กน้อย
หากไม่ใช่เพราะเจียงเซิงบังคับให้เรียงลำดับตามที่คนเก็บมาได้
ก็คงยากจะบอกได้ว่าใครเป็นพี่ชายใครเป็นน้องชายระหว่างสองคนนี้
แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความรู้สึกอันลึกซึ้งของพวกเขา
และไม่ได้ขัดขวางเวินจืออวิ่นจากการที่พอเห็นเจ้าห้าแล้วก็นิ่งค้าง
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ
แม้จ่างเยี่ยนจะเข้ามาประจบประแจงและเรียก “พี่สี่” ซ ้าแล้วซ ้า
เล่า เขาก็ยังคงก้มหน้าอย่างงุนงง
“เจ้าสี่เป็นอะไรไป ดูเหมือนจิตวิญญาณจะล่องลอยไปไกลแล้ว
นะ” สวี่โม่รู้สึกกังวลอยู่บ้าง
เจียงเซิงยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ “จิตวิญญาณ
ล่องลอยอะไรกัน พี่สี่กำลังทำตัวเย่อหยิ่งต่างหาก”
เขาแอบหนีออกไปในคืนแต่งงานของท่านป้า เขาได้พบพี่ใหญ่
กับน้องสาว แอบช่วยเหลือพี่สามลับ ๆ แม้แต่พี่รองก็ยังใช้ลิ้นจี่เป็น
สื่อกลางในการติดต่อกับจ่างเยี่ยน มีเพียงเวินจืออวิ่นเท่านั้นที่ไม่เคย
พบน้องชาย และไม่เคยติดต่อใด ๆ กับน้องชายเลย
สหายที่อยู่เคียงข้างกันทุกวัน คนวัยเดียวกันที่สนิทสนมที่สุด จู่ ๆ
ก็หายไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีการติดต่ออีกเลย
หากเป็นคนที่ไม่ใส่ใจก็คงไม่เป็นไร แต่เวินจืออวิ่นกลับเป็นคน
จิตใจอ่อนไหว ยามค ่าคืนก็ไม่รู้ว่าเขาแอบร้องไห้ไปมากมายแค่ไหน
สิ่งเดียวที่เขายังมีความเกี่ยวข้องกับน้องชายก็คือหมอหลวงอู๋
ด้วยเหตุนี้เขาจึงทุ่มเทเรียนวิชาแพทย์สุดชีวิต ฝึกฝนการฝังเข็มอย่าง
หนัก ตื่นแต่เช้ามืดและพักผ่อนยามดึกดื่น
เขาทุ่มเทจิตใจทั้งหมดให้กับวิชาแพทย์ นอกจากการเรียนวิชา
แพทย์แล้ว เขาแทบไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก
เขาเป็นคนไร้ประโยชน์ ไม่เหมือนพี่ใหญ่ที่ซื่อตรงและสง่างาม
ไม่เหมือนพี่รองที่เชี่ยวชาญการคำนวณ ไม่เหมือนพี่สามที่มีพลัง
ยุทธ์เหนือกว่าใคร แล้วก็ไม่เหมือนน้องสาวที่มีตระกูลเจียงคอย
สนับสนุน
เขาไม่มีอะไรเลย เขาเป็นภาระของน้องชาย
ดังนั้นการที่ไม่มีใคร ๆ จะสนใจเขาก็ถือเป็นเรื่องปกติใช่หรือไม่
เวินจืออวิ่นยืนนิ่งเลื่อนลอย มือเท้าเย็นเฉียบไร้ความอบอุ่น เขา
เงยหน้าขึ้นมา แต่ในดวงตากลับไม่มีประกาย ราวกับกำลังมองทะลุ
ผ่านความว่างเปล่าไป
“พี่สี่!” จ่างเยี่ยนถอนหายใจ แล้วจับมือพี่ชายเหมือนตอนเป็น
เด็ก ๆ “ข้าไม่ได้ทอดทิ้งท่านนะ ข้าแค่ไปทำเรื่องที่สำคัญมาก ข้ากลัว
ท่านจะเป็นห่วง เลยไม่ได้บอกท่านต่างหาก”
จริงหรือ?
คนโกหก ที่แท้ก็กลัวข้าจะเป็นภาระ
“ข้าไม่ใช่ว่ากลัวท่านจะเป็นภาระหรอก” จ่างเยี่ยนพูดต่อไปราว
กับอ่านใจออก “ข้ารอให้ท่านเป็นหมอเทวดา สืบทอดวิชาของท่าน
ตาข้าอยู่ ตระกูลเหยียนมีประวัติด้านการแพทย์ยาวนาน ถ้าขาดลงที่
รุ่นข้าก็น่าเสียดายเกินไป พี่สี่เหมือนเป็นของขวัญที่สวรรค์ส่งมาให้
วิชาแพทย์ของตระกูลเหยียนจะต้องรุ่งเรืองในมือท่านแน่นอน”
“ยิ่งไปกว่านั้น พี่สี่ก็เก่งมาก ย่อมจะต้องเก่งกว่าคนรุ่นก่อนแน่
ต่อไปถ้าข้าปวดหัวตัวร้อนก็จะพึ่งท่านให้รักษาโรคเท่านั้น ข้าไม่ไว้ใจ
คนอื่นหรอก”
เมื่อพูดถึงการยั่วยุคน ต้องยกให้จ่างเยี่ยนเป็นที่หนึ่ง
เขาพูดจาคล่องแคล่วเป็นชุด ๆ ที่สำคัญคือทำให้คนฟังไม่รู้สึก
รำคาญใจ
เห็นได้ชัดว่าแววตาของเวินจืออวิ่นค่อย ๆ กลับมา เจียงเซิง
และสวี่โม่ที่อยู่ด้านข้างต่างก็ยิ้มออก
“เจ้าห้า เจ้า…เจ้าหลอกลวงผู้อื่นอีกแล้ว” หมอน้อยผู้อ่อนแอก้ม
หน้าลง “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก เจ้าเป็นแค่คนโกหก”
“พี่สี่ ท่านต้องเชื่อข้าสิ ข้าจะไม่มีวันหลอกท่านหรอก” จ่างเยี่ย
นตบอกตัวเอง “ด้วยความรู้สึกของน้องชายที่มีต่อท่านมาหลายปี
เชื่อข้าเถอะ รับรองว่าไม่ผิดแน่นอน”
เวินจืออวิ่นพลันเปลี่ยนท่าทีแล้วกล่าวว่า “หากจะให้ข้าเชื่อใจเจ้า
ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องที่เจ้าวางแผนลับกับพี่ใหญ่ ข้าเองก็อยากช่วย
ด้วย”
จ่างเยี่ยน “…”
สวี่โม่ “…”
พวกเขาประมาทเกินไปแล้ว ใครจะคิดว่าเวินจืออวิ่นผู้อ่อนแอ
และขี้อายที่มักร้องไห้เสมอจะมีความคิดเจ้าเล่ห์เช่นนี้ด้วย
เขาเข้าใจแผนการลับที่สองพี่น้องวางไว้และยังพยายามจะมีส่วน
ร่วมอีกด้วย
“แต่ว่านะพี่สี่…” จ่างเยี่ยนอธิบายอย่างยากลำบาก “เรื่องนี้
อันตรายมาก แม้ข้าจะพูดไป แต่ความโกรธของฮ่องเต้นั้นไม่มีใคร
คาดเดาได้ ข้าไม่อยากให้ท่านเข้าไปพัวพัน…”
เวินจืออวิ่นเงียบและก้มหน้าลง บนพื้นหิมะปรากฏรอยหลุมเล็ก ๆ
หลายหลุมอย่างไม่มีสาเหตุ
รอยที่ทั้งใหญ่ทั้งเล็กรวมกันอยู่ตรงตำแหน่งหลังเท้าของเขา
จ่างเยี่ยนรู้ดีว่าพี่สี่กลัวความเหงาและความว้าเหว่ที่สุด กลัวว่าจะ
ช่วยเหลือคนในครอบครัวไม่ได้ที่สุด กลัวการเป็นคนไร้ประโยชน์
ที่สุด
เขามักพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้ พยายามทำประโยชน์ให้
ครอบครัว พยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีประโยชน์
แม้ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจ แม้ต้องเผชิญหน้า
กับคมดาบทั้ง ๆ ที่เขาขี้ขลาดแต่กลับต้องกล้าหาญ ทั้งที่แต่เดิมเขาขี้
กลัวแต่กลับต้องใจกล้า
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ “การเป็นคนมีประโยชน์ สำคัญถึงเพียงนั้น
เชียวหรือ?”
เวินจืออวิ่นเงยหน้า บนใบหน้าขาวผ่องมีรอยน ้าตาสองสาย
ดวงตาคล้ายลูกกวางน้อยนั้นน่าสงสาร แต่มีเพียงแววตาที่แน่วแน่
มุ่งมั่น “สำคัญมาก”
เขาเรียนรู้ที่จะกล้าหาญ เผชิญหน้ากับกงชินอ๋องซื่อจื่อและผู้คน
นับหมื่นแสน
เขาค่อย ๆ กลายเป็นคนใจกล้า ปกป้องพี่ชายคนโตต่อหน้าเหล่า
บัณฑิตที่กำลังโกรธด้วยความอาย
เขาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
เขาไม่ใช่กระต่ายขาวตัวน้อยที่ต้องการให้ผู้อื่นดูแล แต่เป็น
พี่ชายที่สามารถปกป้องน้องชายและน้องสาวได้
“ดี เช่นนั้นข้าจะให้หมอหลวงอู๋จัดการให้ท่านเข้าสำนักหมอ
หลวง เริ่มจากทำงานเบ็ดเตล็ดก่อน” จ่างเยี่ยนยอมแพ้ในที่สุด
ลองคิดในอีกมุมหนึ่ง การมีพี่ชายอยู่เคียงข้าง ชีวิตในวังก็คงไม่
ลำบากนัก
“ตกลงตามนั้น” เวินจืออวิ่นหยุดร้องไห้และยิ้มออกมา ดวงตา
ของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เขาจะได้เป็นคนที่มีประโยชน์ เขาจะได้ไปช่วยน้องชายแล้ว
มีเพียงเจียงเซิงที่ปล่อยแขนลงและเพิ่งรู้ตัวว่านางคือคนที่ถูกทิ้ง
ให้อยู่คนเดียว
“เอ๊ะ ไม่ถูกนะ พวกท่านจะทิ้งข้าไปได้อย่างไร” น้องสาวกระโจน
เข้ามาพร้อมกับท่าทางดุดัน
เด็กทั้งสามคนที่มีอายุใกล้เคียงกันวุ่นวายกันเป็นกลุ่ม หัวเราะกัน
อย่างสนุกสนาน
สวี่โม่ยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาอันแสนงดงามมักสั้นเสมอ
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด จ่างเยี่ยนก็ต้องพาองครักษ์กลับไปแล้ว
เวินจืออวิ่นเริ่มน ้าตาคลออีกครั้ง แต่เมื่อนึกว่าอีกไม่กี่วันก็จะได้
พบกันอีกก็พยายามกลั้นน ้าตาเอาไว้ แต่กำชับซ ้าแล้วซ ้าเล่าว่า “เจ้า
ต้องดูแลตัวเองให้ดี ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
“พี่ห้า ท่านไปคนเดียวก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมต้องพาพี่สี่ไปด้วย
เล่า” เจียงเซิงรู้สึกเศร้าใจนัก “พี่ใหญ่รับราชการ พี่รองยุ่งอยู่กับ
การค้า พี่สามก็อยู่ชายแดน ตอนนี้บ้านเราเหลือแค่ข้าคนเดียวแล้ว”
เมืองหลวงกับราชสำนักเต็มไปด้วยกลอุบายและการหักหลัง การ
จากลาย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จ่างเยี่ยนลูบศีรษะน้องสาวอย่างจนปัญญา แล้วมองพี่ชายทั้งสอง
คนก่อนจะปีนกำแพงจากไปด้วยความช่วยเหลือขององครักษ์
เขาถึงกับไม่สามารถเดินเข้าออกประตูหน้าได้…
“หวังว่าวันเช่นนี้จะจบลงเร็ว ๆ” เจียงเซิงพนมมือ รู้สึกเสียดายที่
ไม่ได้ไหว้พระที่วัดฟ่าเหมินให้มากกว่านี้
“ข้าจะไปค้นคว้าตำราโบราณ จำได้ว่าการตรวจรักษาสามารถ
เปลี่ยนแปลงชีพจรได้ ด้วยวิธีนี้เจ้าห้าก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงใช้การ
ตรวจแบบผิด ๆ แล้ว” เวินจืออวิ่นนึกขึ้นได้และรีบลุกขึ้น
ในลานที่กว้างใหญ่เหลือเพียงสวี่โม่เท่านั้น
เขาปัดหิมะที่เหลืออยู่บนไหล่ออก มองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม นึกถึงคำ
กำชับของจ่างเยี่ยน ในที่สุดก็ลุกขึ้นไปเตรียมของขวัญ
ปีใหม่เช่นนี้ไม่เพียงต้องไปคารวะใต้เท้าโต้วเท่านั้น แต่เขายัง
ต้องไปคารวะภรรยาของใต้เท้าโต้วด้วย
หรืออาจจะคุณหนูโต้วคนนั้นด้วย