พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 438 กลอุบายเล็ก ๆ ของเจียงเซิง
ปีใหม่นี้ช่างวุ่นวายเหลือเกิน
หิมะตกหนักต่อเนื่องในวันที่สองของปีใหม่ ปกคลุมทั่วทั้งเมือง
หลวง ถนนหนทางที่เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการเมืองหลวงขยันขันแข็ง
กวาดออกไปด้วยความยากลำบาก กลับถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน
อีกครั้ง
หิมะในที่ที่ยังไม่ละลายทับถมกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถซ่อน
ตัวคนได้
สวี่โม่ยืนอยู่หน้าเตาผิง เลิกม่านผ้าฝ้ายขึ้นพลางขมวดคิ้ว “ปีนี้
หิมะในเมืองหลวงตกหนักผิดปกติ น่าจะเรียกได้ว่าหาดูได้ยากนัก
เจ้ารองอยู่ข้างนอกคงเดินทางลำบากแน่ ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”
อีกทั้งเจ้าสี่ที่ติดตามเจียงเซิงเข้าวังไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้
สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง
แม้แต่การไปพบที่เขาวางแผนไว้แต่เดิมก็ไม่รู้ว่าควรดำเนินการ
ตามกำหนดหรือไม่
คนถูกหิมะขัดขวาง แต่เวลาไม่คอยใคร
เขาเก็บซ่อนความกังวลไว้ตรงหว่างคิ้ว ปลายนิ้วขยับเบา ๆ
ขณะปล่อยม่านผ้าฝ้ายลง เสียงดังหนึ่งก็แว่วมาจากด้านนอก
ทันใดนั้นประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออก เจียงเซิงที่สวมเสื้อคลุมปุยฝ้าย
ตัวหนาเดินเข้ามา ปลายจมูกยังมีเขม่าจากก้นหม้อติดอยู่ ฝ่ามือก็ดำ
ไปหมด มีเพียงท่าทางที่เคารพนอบน้อมราวกับกำลังถือทองและเงิน
เท่านั้น
“พี่ใหญ่ ข้าให้ท่าน”
สวี่โม่เพ่งมองอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็นมันเผาที่เพิ่งออกจากเตา
ใหม่ ๆ
“เผาด้วยเถ้าถ่านก้นหม้อ ภายนอกดูสกปรก แต่ข้างในนุ่มและ
หอมหวานมาก” นางใช้ข้อศอกถูผ้าเช็ดมือด้วยความระมัดระวังและ
ห่อห่ออย่างดี “ถึงพวกพี่ชายไม่อยู่ แต่ข้าก็ต้องมีความสุขนะ”
หากพูดถึงความคิดในการใช้ชีวิตก็ต้องยกให้เจียงเซิงน้อย
สวี่โม่อดขำไม่ได้ รับมันเผามาอย่างคล่องแคล่ว แกะเปลือกนอก
ออกจนเผยให้เห็นเนื้อด้านในที่อุ่นร้อน พอกัดเข้าปากคำหนึ่ง
รสชาติก็หวานนุ่มละมุนลิ้น
จิตใจของเขาพลันสงบลงทันที
เจ้ารองเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งมาหลายปี เมื่อเจอหิมะตกหนัก
กะทันหันย่อมไม่โง่เขลาอยู่เฉย ๆ ตอนนี้เขาอาจหาที่หลบ รอจนกว่า
หิมะละลายหมดถึงจะกลับมา
เจ้าสี่แม้จะขี้ขลาดอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีนิสัยดื้อรั้น
และแข็งแกร่ง เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วก็จะไม่หันหลังกลับ เขามี
พรสวรรค์ด้านการแพทย์อันยอดเยี่ยม สิ่งสำคัญที่สุดคือเขายอม
ตั้งใจพยายาม การไปที่สำนักหมอหลวงเพื่อรวบรวมความรู้จากคนที่
เชี่ยวชาญหลากหลายอย่าง จะเป็นประโยชน์มากสำหรับเขา
แม้ว่าในวังหลวงจะเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย แต่มีเจ้าห้าที่เจ้า
เล่ห์คอยดูแลอยู่ย่อมสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ
แต่ในสภาพอากาศที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ไม่เหมาะจะไปเยี่ยม
เยียนนัก ทว่าเมื่อนึกถึงแผนการที่จะเกิดต่อไป นึกถึงความพยายาม
ที่เจ้าสี่และเจ้าห้าที่กำลังทุ่มเท นึกถึงเรื่องการทุจริตการสอบที่กำลัง
เป็นที่พูดถึงในเมืองหลวง และนึกถึงหวังอวี้เหยาที่หลบซ่อนตัวอยู่ใน
ตระกูลฟาง
สีหน้าของสวี่โม่พลันเปลี่ยนจากลังเลเป็นมุ่งมั่น เขากินมันเผา
คำสุดท้าย ใช้ผ้าเช็ดมุมปากอย่างสง่างาม ลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม พร้อม
เผชิญหน้ากับลมฝน
“พี่ใหญ่…” เสียงบ่นอย่างน้อยใจดังมา “ทำไมท่านถึงกิน
หมดแล้วเล่า?”
สวี่โม่หันกลับไปมองอย่างตกใจ จึงพบว่าเจียงเซิงเหมือนจะได้
มันเผาแค่หัวเดียว
แต่เขาเข้าใจผิดคิดว่ายังมีอีกมากจึงกินจนหมดด้วยไม่อยากให้
เหลือทิ้ง
“ข้ายังไม่ได้กินเลยนะ” เจียงเซิงเบะปาก กลอกตาไปมา ทำให้สวี่
โม่รู้สึกอึดอัดจนหนังศีรษะมึนชา “ท่านกินมันเผาของข้าหมดแล้ว
เช่นนั้นต้องพาข้าออกไปข้างนอกด้วย ห้ามทิ้งข้าไว้ที่บ้านคนเดียว”
เขาจึงตระหนักได้ทันที เด็กสาวตัวอวบผู้นี้กำลังเล่นลูกไม้กับเขา
ก่อนอื่นนางนำมันเผามาให้เพียงส่วนเดียว จงใจไม่อธิบายให้
ชัดเจน มองสวี่โม่ที่กินจนหมดแล้วค่อยบ่นพึมพำ สุดท้ายก็ใช้เรื่องนี้
เป็นข้ออ้างขอออกไปด้วย
คิดไม่ถึงจริง ๆ ไม่ใช่แค่เจ้าสี่ที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้น แม้แต่
น้องสาวก็รู้จักวางกับดักแล้ว
สวี่โม่ทั้งขำทั้งเศร้า เห็นใจที่นางต้องอยู่คนเดียวเหงา ๆ หลังจาก
ครุ่นคิดแล้วจึงพยักหน้า “ได้” เช่นนั้นไปด้วยกันเถอะ
ข้างนอกพายุหิมะยังคงโหมกระหน ่า สองพี่น้องสวมเสื้อคลุม
ตัวหนาทับด้านนอก สวมหมวกสานไม้ไผ่ เดินฝ่าหิมะที่ทับถมสูงถึง
ข้อเท้าไป
ด้านหลังคือเจียงซานกับเจียงซื่อที่ถือของขวัญ ก้าวเดินพลางใช้
เท้าสร้างรอยเหยียบต่าง ๆ อย่างไม่เป็นระเบียบ
ยังมีจางเซียงเหลียนที่พาพ่อครัวใหญ่ยืนมองอยู่ตรงประตู ช่าง
ประกอบเป็นภาพที่เรียบง่ายแต่น่าอัศจรรย์
จากเรือนเล็กไปถึงจวนตระกูลโต้วไม่ถือว่าห่างไกล
พายุหิมะรุนแรงไม่เหมาะกับการขับรถม้า หลายคนต้องเดินเท้า
เพียงสองถ้วยชาก็มายืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลโต้ว
ในฐานะตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงบรรดา
บ่าวรับใช้มากมาย หิมะที่ทับถมถูกกวาดออกอย่างรวดเร็ว เหลือ
เพียงชั้นสีขาวบาง ๆ ที่เพิ่งตกลงมาบนพื้นหินเขียว
เจียงซานก้าวไปเคาะประตู ไม่นานคนเฝ้าประตูจวนตระกูลโต้วก็
โผล่หน้าออกมาถามว่า “ใครมาหรือ”
“ขุนนางฮั่นหลินสวี่โม่ มาขอพบ” สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงสงบ
เดิมทีคิดว่าคนเฝ้าประตูจะต้องกลับไปรายงาน แต่ไม่คิดว่าเขาจะ
เปิดประตูใหญ่ทันที พลางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “คารวะใต้เท้าสวี่
นายท่านของพวกข้าเคยบอกไว้ว่าหากเป็นใต้เท้าสวี่จากสำนักราช
บัณฑิตมา ไม่จำเป็นต้องรายงาน ให้นำไปพบได้เลย”
นี่ก็ถือเป็นความโปรดปรานในระดับหนึ่งแล้ว
สวี่โม่รู้สึกซาบซึ้งใจ แต่กลับยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น เขาเดินตาม
คนเข้าไปในลานบ้านเงียบ ๆ
ตระกูลโต้วและตระกูลเจียงมีสถานะใกล้เคียงกัน ลานบ้านและ
ระเบียงทางเดินก็คล้ายคลึงกันมาก บนทางเดินหินสีเทาเต็มไปด้วย
หิมะที่เพิ่งตกลงมา กิ่งไม้บนภูเขาจำลองสะอาดและเป็นระเบียบ
รอยเท้าบนหิมะของผู้คนที่เดินผ่านจะถูกกวาดทำความสะอาดอย่าง
รวดเร็ว
เมื่อเดินมาถึงห้องรับรอง ด้านในจุดเตาถ่านให้ความอบอุ่นไว้
แล้ว ที่ประตูมีสาวใช้ยืนรอรับหมวกและเสื้อคลุมอยู่ ขณะที่บ่าวชาย
ถือของขวัญพร้อมกับพาเจียงซานเจียงซื่อไปพักผ่อน
เจ้าบ้านมีมารยาทในการต้อนรับแขกแบบหนึ่ง คนรับใช้ก็มี
มารยาทในการต้อนรับแขกอีกแบบหนึ่ง
สมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง สวี่โม่เพิ่งนั่งลงและจิบ
ชาร้อนสองสามอึกเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น ก็ได้ยินสาวใช้เดิน
เข้ามารายงาน “คารวะใต้เท้าสวี่ นายท่านของพวกข้าออกไปดื่มชา
และสนทนากับท่านเจ้ากรมพิธีการ ตอนนี้มีเพียงฮูหยินและคุณหนู
อยู่ที่จวน พวกข้าส่งคนไปตามนายท่านแล้ว ฮูหยินกำลังจะมาในไม่
ช้า รบกวนใต้เท้าสวี่รออีกสักครู่”
ท่านเจ้ากรมพิธีการที่กล่าวถึงน่าจะเป็นเจ้ากรมพิธีการฉี
หากเป็นผู้ที่ไม่ต้องการพบปะกับสตรีในเรือนหลัง ตอนนี้ก็ควรจะ
ลุกขึ้นบอกลาแล้ว
แต่สวี่โม่กลับยิ้มพลางพยักหน้า ประสานมือกล่าวว่า “ขอบคุณ
แม่นางมาก”
เขาหน้าตาหล่อเหลา สง่างามและมีมารยาท สาวใช้ถึงกับรู้สึก
เขินอาย พวกนางทำความเคารพอย่างสุภาพแล้วถอยออกไป
ไม่นาน ฮูหยินโต้วก็พาบุตรสาวเดินเข้ามา
สวี่โม่และเจียงเซิงลุกขึ้นพร้อมกัน หลังจากทำความเคารพแล้วก็
ไม่ลืมจะกล่าวขอบคุณ “ข้ารู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของ
อาจารย์หญิง ความเมตตาอันยิ่งใหญ่นี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลยขอรับ”
เขาเป็นบัณฑิตจากเขตอันสุ่ย สามารถเรียกโต้วเว่ยหมิงที่เคย
เป็นผู้ว่าการเขตอันสุ่ยว่าอาจารย์ได้ ก็ย่อมเรียกฮูหยินโต้วว่าอาจารย์
หญิงได้เช่นกัน
“อย่ามากพิธีไปเลย ข้าเคยได้ยินเรื่องของเจ้าแต่ยังไม่เคยพบ
หน้า วันนี้ได้พบกันจึงรู้ว่าไม่เสียชื่อที่ได้รับการยกย่องมามากมาย
ท่านจอหงวนช่างเป็นมังกรและหงส์ในหมู่ผู้คนจริง ๆ” ดวงตาของฮู
หยินโต้วเป็นประกายวาววับ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูเขา
ส่วนคุณหนูตระกูลโต้วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังคงนั่งนิ่งสงบ ไม่เอ่ย
แทรกหรือแสดงท่าทีใด ๆ
นางไม่ได้แสดงความอึดอัดจากความล้มเหลวในการแย่งชิง
คู่ครอง และไม่ได้แสดงความดีใจของเด็กสาวที่กำลังมีความรัก ความ
สงบนิ่งของนางช่างผิดแปลกเหลือเกิน
“อย่างที่อาจารย์หญิงทราบ คนที่อาศัยอยู่ในวังหลวงนั้นคือ
น้องชายต่างบิดามารดาของข้า การเรียกเขาออกมาก็เพื่อส่งดวง
วิญญาณของคนรู้จักเก่าเท่านั้น” เรื่องเหล่านี้ตระกูลโต้วรู้อยู่แล้ว
การปิดบังต่อไปก็ไม่มีความหมาย สวี่โม่จึงกล่าวอย่างเปิดเผย
ตรงไปตรงมา “แต่การให้ตระกูลโต้วเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจราชวงศ์
เป็นความคิดที่ไม่รอบคอบของข้าเอง”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่คนตระกูลโต้วก็ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาย่อม
เข้าใจความหมายของการช่วยเหลือองค์ชายห้าและยังแสดงท่าทีว่า
ยินดีจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายนี้
สวี่โม่รู้ดีว่าตระกูลโต้วมีสถานะที่เหนือกว่า พวกเขาไม่ได้
แสวงหาอำนาจหรือตำแหน่ง และยิ่งไม่ได้หวังผลประโยชน์จากการ
สนับสนุนผู้ที่จะขึ้นครองบัลลังก์
สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงลูกเขยที่โดดเด่นยอดเยี่ยมเท่านั้น
สายตาของนางในเวลานี้ ชัดเจนว่าเป็นสายตาของแม่ยายที่มอง
ลูกเขย ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ
เจียงเซิงใช้สายเลือดผูกมัดคนตระกูลเจียง เขาจึงต้องใช้สาย
สัมพันธ์แห่งการแต่งงานมาผูกมัดตระกูลโต้ว
สองตระกูลใหญ่ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือ สามารถค ้าจุนองค์ชาย
ห้าที่อ่อนแอได้
ก่อนหน้านี้สวี่โม่คงจะดูแคลนและหวังเพียงบ้านเมืองที่สงบสุข รอ
คอยให้แผ่นดินสงบร่มเย็น
แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นความกตัญญูหรือการผูกมัดก็ตาม
นับตั้งแต่ตอนที่เขาได้ขอความช่วยเหลือจากตระกูลโต้ว เด็กหนุ่มก็
เต็มใจจะใช้เรื่องการแต่งงานแล้ว
บทที่ 156 พี่สามตัดสินใจไปจาก
ถ้อยคำแสนอ่อนโยนกลับทำให้น ้าตาของเจียงเซิงไหลพรากยิ่ง
กว่าเก่า
เด็กหญิงตัวน้อยกำเสื้อของพี่สามแน่น พลางสะอื้นไห้พูดว่า “พี่
สาม ข้านึกว่าท่านจะไม่สนใจข้าแล้ว ท่านไม่พูดกับข้า ท่านนิสัยไม่
ดี…”
“ใช่ ๆ ๆ พี่สามของเจ้าเป็นคนนิสัยไม่ดี ทำให้เจียงเซิงน้อยตกใจ
แล้ว” ฟางเหิงกล่าวอย่างอดทน พยายามใช้แขนเสื้อเช็ดน ้าตา
น้องสาวอย่างงุ่มง่าม
เมื่อเสียงร้องไห้หยุดลงในที่สุด ฟางเหิงจึงถอนหายใจ พอเงย
หน้าขึ้นมาก็เจอกับสายตาตำหนิอีกสามคู่
เขากลืนน ้าลาย อธิบายว่า “ข้าไม่เป็นไร แค่กำลังคิดอะไร
บางอย่าง”
“พี่สามคิดอะไรอยู่ถึงได้ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเป็นรูปปั้นหิน
ขนาดนั้น” เวินจืออวิ่นไม่พอใจ “หรือว่าเป็นภูตหินแปลงกายมา”
“ข้าว่าเขาคงไม่เห็นว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกัน มีเรื่องอะไรถึง
ได้คิดอยู่คนเดียว” จ่างเยี่ยนพูดจาประชดประชันไม่เกรงใจใคร
เม็ดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผากของฟางเหิง
พอมองไปทางสวี่โม่ เขาก็ภาวนาในใจว่าพี่ใหญ่คนดีคงไม่คิด
เหมือนน้องชายพวกนี้
แต่ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าพูดเตือนสติเจ้า
อยู่ตั้งนาน กลับสู้น ้าตาสองหยดของเจียงเซิงไม่ได้ ดูท่าในใจของเจ้า
สาม พวกเราพี่น้องชายคงถูกจัดไว้รั้งท้ายเสียแล้ว”
หากเป็นอย่างนั้นเขาไม่พูดช่วยเสียยังดีกว่า
ฟางเหิงรู้สึกเสียใจยิ่งนัก หากรู้เช่นนี้แต่แรกเขาน่าจะปล่อยให้
สถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกสักพัก ยอมทำตัวเป็นรูปปั้นหินดีกว่า
ต้องเผชิญหน้ากับพี่น้องชายสามคนนี้
“พอเถอะ ๆ”
สุดท้ายเจ้าสี่ผู้อ่อนโยนก็เป็นคนไกล่เกลี่ย “ใกล้เที่ยงแล้ว ป้าจาง
คงทำอาหารเสร็จแล้ว พวกเรากลับไปกินข้าวกลางวันเถอะ”
ฟางเหิงรีบพยักหน้าตาม “ใช่ ๆ ๆ กลับไปกินข้าวเถอะ”
ทุกคนจึงเข้าไปนั่งในรถม้า
ขณะรีบเดินทางจากชานเมืองฝั่งตะวันตกของเขตอันสุ่ยกลับไป
ยังเรือนดอกไม้ ระหว่างทางก็บังเอิญพบกับพวกเจิ้งหรูเชียนที่ดู
เหนื่อยล้าจากการเดินทาง
นับดูแล้วพวกเขาจากไปราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดวัน ไม่รู้ว่าไปที่ใด
มา เสื้อผ้าที่เคยสะอาดตอนนี้กลับขาดไปหมด มวยผมที่เคยเรียบร้อย
ก็ยุ่งเหยิง รองเท้าก็มีรูสองรู หากบอกว่าหนีภัยพิบัติมาก็คงมีคนเชื่อ
เมื่อเห็นเจียงอี แววตาของเจิ้งหรูเชียนก็เป็นประกาย เขาขับรถ
ม้าตรงมาหา “พวกเจ้าไปไหนกันมา!? เจ้าสามเล่า? คนอื่น ๆ เล่า?”
วังเสี่ยวซงอธิบายอยู่ด้านหลัง “พวกเรากลับไปถึงเรือนดอกไม้
ป้าจางบอกว่าพวกท่านถูกคุณหนูใหญ่หวังเรียกตัวไป เขาเป็นห่วงจึง
ออกมาตามหา ไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยซ ้า”
นี่แหละคือพี่น้อง
นี่แหละคือญาติพี่น้อง
พี่รองเพิ่งกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ยังไม่ทันได้ดื่มน ้าสัก
อึกก็รีบออกมาตามหาคน พี่ใหญ่กับเจ้าสี่เจ้าห้าที่แม้จะเป็นห่วง แต่ก็
ยังใช้คำพูดมาตำหนิเพื่อให้เขาสนใจเรื่องอื่น และเจียงเซิงน้อยที่เดิม
นิสัยเข้มแข็ง นางถูกตีถูกว่าก็ไม่ยอมร้องไห้ แต่กลับร้องไห้โฮเพื่อ
เขา
ในเมื่อมีครอบครัวแบบนี้อยู่ เขาจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร เขาควร
ต้องเข้มแข็งขึ้นต่างหาก
ฟางเหิงกลั้นน ้าตาที่เอ่อคลอ โผล่หน้าออกมาจากรถม้า แสร้งทำ
อารมณ์ดีแล้วพูดว่า “พี่รอง! ข้าไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เจียงเซิงหันมาโผล่หน้าออกมาบ้าง ฟ้องเขาว่า “ใช่แล้ว เมื่อครู่พี่
สามทำข้าตกใจแทบแย่”
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง เหลือบมองไปทาง
ฟางเหิงด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง
ทุกคนรีบเร่งกลับมาที่เรือนดอกไม้
ป้าจางเตรียมน ้าร้อนและเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็น
เจิ้งหรูเชียนกลับมาในที่สุด นางรู้สึกสงสารจึงไล่เขาเข้าไปในห้อง
“เจ้ารีบไปอาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยมาเถอะ รองเท้าก็เตรียมไว้ให้
แล้ว ทั้งหมดเป็นของใหม่ที่เจียงเซิงซื้อมา”
วังเสี่ยวจูก็ทำหน้าเคร่งเครียดเอ่ยเร่งพี่ชาย “ท่านรีบไปล้างเนื้อ
ล้างตัวให้สะอาดเถอะ”
นางทำงานเป็นหมอหญิงที่สำนักแพทย์ หาเงินได้มากมาย นับดู
แล้วยังมากกว่าวังเสี่ยวซงเสียอีก ดังนั้นในช่วงข้ามปีนางจึงใจกว้าง
ผิดปกติ ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ให้วังเสี่ยวซงด้วย
เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซักแล้วมีกลิ่นหอมของแสงแดด เนื้อผ้าที่นุ่ม
คุณภาพดีทำให้วังเสี่ยวซงลูบคลำไปมาอย่างรักใคร่ สุดท้ายสูดกลิ่น
หอมเข้าลึก ๆ แล้วกอดไว้แนบอก “ท่านแม่ น้องสาวซื้อเสื้อผ้าให้ข้า
ได้แล้ว”
การพึ่งพาอาศัยกันไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งต้องคอยพึ่งพิงอีกฝ่าย แต่เป็น
การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก้าวเดินไปด้วยกันและร่วมมือกัน
ในที่สุดคนสองคนที่เหมือนหนีภัยร้ายมาก็กลับมาสะอาดสะอ้าน
และแต่งตัวเรียบร้อย
ป้าจางยกอาหารร้อน ๆ มาวางบนโต๊ะใหญ่ในเรือนดอกไม้ แล้ว
เรียกทุกคนมา “กินข้าวได้แล้ว กินข้าว ๆ”
ไม่มีอะไรจะเทียบได้กับข้าวร้อน ๆ สักชามท่ามกลางฤดูหนาวอัน
หนาวเหน็บ
พอได้ยินเสียงเรียกนี้ พวกพี่น้องที่เดิมทียังทำตัวเย่อหยิ่งอยู่บ้าง
ต่างก็รีบวิ่งกรูกันเข้ามา ไม่ทะเลาะ ทำตัวไม่เย็นชา กระทั่งกลอกตา
ใส่กันก็ไม่ทำ
พวกเขาต่างหาที่นั่งของตนเอง ในมือถือถ้วย ทำราวกับเป็นลูก
หมูรอคอยอาหารอย่างโหยหิว “ป้าจาง ข้าขอหนึ่งทัพพี ข้าขอข้าว
หนึ่งทัพพี ให้ข้าด้วยหนึ่งทัพพี”
ป้าจางอุ้มหม้อใบใหญ่มาพลางยิ้มตาหยี ค่อย ๆ นึกถึงความรู้สึก
เมื่อครั้งต้องเลี้ยงหมูในหมู่บ้านสิบลี้
หลังทานอาหาร
ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็ผ่อนคลายอารมณ์ ถอนหายใจยาว “ชีวิต
ภายนอกช่างไม่เหมือนชีวิตของมนุษย์เลย ทั้งหนาวทั้งหิว ทั้งยังต้อง
คอยเร่งเดินทางให้กลับมาก่อนวันสิ้นปี ข้ากลัวว่าจะกลับมาไม่ทัน
แล้วเจียงเซิงจะร้องไห้”
เจียงเซิงเบ้ปาก “ข้าไม่ร้องไห้หรอก”
นางพูดทั้ง ๆ ที่เพิ่งร้องไห้ไปเมื่อครู่นี้
“แต่การเดินทางไปไกลขนาดนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน ในที่สุดข้าก็
ได้ออกจากเขตอันสุ่ย โลกนี้กว้างใหญ่จริง ๆ นอกเขตอันสุ่ยนั้นยังมี
เมืองอีกมากมาย สภาพอากาศของพวกเขาแตกต่างจากพวกเรา ผัก
ที่ปลูกก็ต่างกัน แม้แต่รสชาติอาหารก็ยังต่างกันด้วย” เจิ้งหรูเชียน
โบกไม้โบกมือเล่าเรื่องจนน ้าลายกระเด็น “จากเขตอันสุ่ยเดินทางไป
ทางใต้ก็จะถึงอำเภออันหยาง หากลงใต้ไปอีกก็จะเข้าเขตตันหยาง
ผู้คนที่นั่นชอบกินรสหวาน อาหารของพวกเขาหวานมาก หวานจน
เกือบทำข้าตายเลย…”
“แต่เป็ดของพวกเขาอร่อยมาก” วังเสี่ยวซงกล่าวเสริม
เจิ้งหรูเชียนหันไปจ้องเขา “ห้ามแย่งข้าพูด”
วังเสี่ยวซงหดตัวกลับ ไม่กล้าส่งเสียงอีก ใครใช้ให้อีกฝ่ายเป็น
คุณชายของเขาเล่า
“เขตตันหยางมีเป็ดเป็นของขึ้นชื่อ เป็ดของที่นั่นถูกย่างด้วยไม้
ผลในเตาจนหนังกรอบเนื้อนุ่ม แล้วจุ่มในน ้าจิ้มรสหวาน รสชาติ
อร่อยเป็นที่สุดเลย” เจิ้งหรูเชียนหยิบห่อสองห่อออกมาจากห่อผ้าราว
กับกำลังโอ้อวดสิ่งล ้าค่า “ข้าสั่งให้คนห่อมาสองตัว แม้จะไม่อร่อยเท่า
ตอนเพิ่งออกจากเตา แต่หากนำไปอุ่นให้ร้อนก็น่าจะยังกินได้”
เพราะมันเป็นอาหารจากแดนไกล ทุกคนจึงมองดูอย่างสนใจ
“พี่รองเดินทางถึงแค่เขตตันหยางแล้วกลับมาหรือ?” เจียงเซิง
ถาม
เจิ้งหรูเชียนโบกมือ “จะเป็นไปได้อย่างไร จากที่นี่ไปเขตตันหยาง
ก็ใช้เวลาแค่เจ็ดแปดวัน การเดินทางครั้งนี้ข้าใช้เวลาถึงสิบห้าวัน
เต็ม”
“ถูกต้อง เพราะคุณชายเดินทางไปถึงเขตอวี๋หัง” วังเสี่ยวซงเอ่ย
ปากอีกครั้ง
คราวนี้ได้รับสายตาคมกริบราวกับใบมีดจากเจิ้งหรูเชียน
กระทั่งวังเสี่ยวจูก็จ้องมาทางเขาด้วย
วังเสี่ยวซงก้มหน้าเหมือนนกกระทาตัวน้อย ตัดสินใจจะปิดปาก
เงียบจริง ๆ
“เขตอวี๋หังอยู่ที่ไหนหรือ?” เจียงเซิงผู้เคยเดินทางไปไกลสุดแค่
เขตอันสุ่ยถามอย่างสงสัย
“เขตอวี๋หังอยู่ทางใต้ของเขตตันหยาง ได้ยินว่าหากเดินทางลง
ใต้ต่อไปอาจได้เห็นทะเล น่าเสียดายที่เวลามีไม่พอ ไม่อย่างนั้นข้าคง
นำของฝากสด ๆ มาให้แน่” เจิ้งหรูเชียนยังคงพูดจาอย่างคล่องแคล่ว
โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่นัก ทางใต้มีเขตตันหยางกับอวี๋หัง
ทางเหนือมีหลางหยาและเจียวตง ทางตะวันออกมีซินอันและเป่ยเฉียว
ทางตะวันตกมีฮั่นจงและเมืองหลวง
ทุกที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีมากมายนับไม่ถ้วน มีคนแปลก
หน้าให้พบเห็นไม่รู้จบ แล้วเหตุใดจึงต้องรั้งตัวเองให้อยู่แค่ในเขต
อันสุ่ย ทั้งยังนำพาความทุกข์ยากมาสู่พวกพี่น้องด้วย
ฟางเหิงสีหน้าเคร่งเครียด อ้าปากอยู่หลายครั้งก่อนจะรวบรวม
ความกล้า “ข้าตั้งใจจะไปจากที่นี่”