พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 439 คุณหนูโต้ว
บางทีเขาอาจไม่สามารถรักได้อย่างจริงใจ แต่เขาเป็นสุภาพบุรุษ
ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เขาจะดูแลภรรยาเป็นอย่างดี และยิ่งกว่านั้นเขาจะ
รักษาความบริสุทธิ์ใจของตนเอง เคารพและเทิดทูนภรรยา
เขาจะไม่รับอนุภรรยาและไม่บังคับเรื่องทายาท เขาเพียง
ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความรู้สึกผิด ชดเชยให้กับหญิง
สาวที่เขาเลือกไม่ใช่เพราะความรัก แต่เป็นเพราะญาติมิตรใกล้ชิด
“ในเมื่อก้าวเข้าไปแล้วก็ต้องก้าวต่อไป ถึงแม้ตระกูลโต้วจะวางตัว
เป็นกลางมาหลายปี แต่ไม่เคยเกรงกลัวใครมาก่อน” ฮูหยินโต้วรับคำ
ทันที “เว่ยหมิงเขาชื่นชมเจ้ามาก ข้าเองก็ชอบเจ้า เท่านี้ก็พอแล้ว”
ชอบอะไรกัน?
ชอบว่าเหมาะสมที่จะเป็นลูกเขย
สวี่โม่ถอนหายใจพลางประสานมือตอบ “ฮูหยินวางใจได้ ข้าจะ
จดจำทุกสิ่งไว้ในใจตลอดไป ไม่มีวันลืมขอรับ”
นี่คือการรับปากว่าจะดูแลบุตรสาวตระกูลโต้วให้ดี
ฮูหยินโต้วยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้น เจียงเซิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
งุนงงสับสน คุณหนูโต้วกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ในที่สุดดวงตานาง
ก็มีความรู้สึกบางอย่างปรากฏขึ้น
ไม่ใช่ความดีใจ ไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นความลังเล
นางใช้โอกาสในช่วงความเงียบสั้น ๆ นั้นเอ่ยขึ้น “ตระกูลโต้วส
นับสนุนท่าน นอกจากความชื่นชมของท่านพ่อแล้ว ก็ยังเห็นด้วยกับ
การสืบทอดบัลลังก์สายตรงมากกว่า ไม่ต้องการให้บุตรนอกสมรสก่อ
ความวุ่นวายในราชสำนัก”
คำพูดนี้ทำให้เจตนาดั้งเดิมของตระกูลโต้วเปลี่ยนจากการ
ต้องการได้บุตรเขย กลายเป็นการสนับสนุนทายาทที่ถูกต้องตาม
ประเพณี
ฮูหยินโต้วตกตะลึง หันไปมองหลายครั้ง
แต่คุณหนูโต้วกลับไม่ตอบสนอง เพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย
บรรยากาศในห้องรับรองชะงักไป โชคดีที่สาวใช้เข้ามารายงาน
ว่า “นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ กำลังรอใต้เท้าสวี่ที่ห้องหนังสือ”
ฮูหยินโต้วจึงลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยความรู้สึกขอโทษเต็มเปี่ยม
“เช่นนั้นก็ให้สาวใช้พาเสี่ยวโม่พาไปเถิด”
นางทอดสายตามองใบหน้ากลมป้อมของเจียงเซิง แล้วกล่าวด้วย
ความเข้าอกเข้าใจ “ส่วนคุณหนูเจียงตามพวกเราไปเล่นที่เรือนหลัง
เถอะ”
การไปรออยู่ในห้องหนังสือชัดเจนว่าจะต้องสนทนากันเรื่อง
ราชการ และบางทีอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องขององค์ชาย
สวี่โม่ได้แต่ลุกขึ้นยืน ลูบศีรษะน้องสาว “เชื่อฟังฮูหยินดี ๆ รอ
พี่ชายกลับมารับ”
เมื่อเห็นเจียงเซิงพยักหน้าให้ เขาจึงวางใจ เดินไปยังห้องหนังสือ
ของตระกูลโต้ว
ฮูหยินโต้วคงจะสืบมาแล้วว่าเจียงเซิงชอบกิน จึงยิ้มสั่งให้บ่าวนำ
ขนมอร่อย ๆ มาให้
คุณหนูโต้วลุกขึ้นยืน “ท่านแม่ ให้ข้าไปเลือกขนมเองดีกว่าเจ้า
ค่ะ”
เจียงเซิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าฮูหยินโต้วดูตกใจเล็กน้อย แต่ก็
ยังพยักหน้าอนุญาต
แม่ลูกคู่นี้ทำไมถึงต้องพูดจาเป็นปริศนากันด้วยนะ
นางรู้สึกแปลกใจ จึงอาศัยช่องลมตรงหน้าต่าง ใช้หางตาชำเลือง
มองและพบว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
หลังจากที่คุณหนูโต้วเดินออกมาจากห้องรับรอง นางก็ไม่ได้ไป
ที่ห้องครัวใหญ่เลย แต่กลับรีบเดินไปขวางทางพี่ใหญ่ แล้วพูดอะไร
บางอย่างด้วยท่าทีนิ่งสงบ
หิมะตกหนักแต่สายลมพัดเบา สุ้มเสียงจึงล่องลอยมาเพียงแว่ว ๆ
“ใต้เท้าสวี่” คุณหนูโต้วเรียกอย่างเยือกเย็น รูปร่างบอบบาง แม้
จะต้องเงยหน้ามองเขาก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัว “การหยุดท่านไว้ในครั้ง
นี้ เป็นเพราะข้ามีเรื่องจะพูด”
สวี่โม่เม้มริมฝีปาก “ข้าเป็นเพียงขุนนางขั้นหก คุณหนูเรียกชื่อ
ข้าตรง ๆ ก็ได้”
“เรียกท่านว่าคุณชายแล้วกัน” คุณหนูโต้วหลุบตา “ท่านพ่อของ
ข้าชื่นชมท่านมาก ท่านแม่ข้าก็ยอมเข้าวังหลวงเพื่อท่าน พวกเรา
ต่างรู้ดีว่านี่คือการมองหาคู่ครอง ตระกูลโต้วมีอำนาจมากจึงไม่ควร
แต่งงานกับคนตระกูลใหญ่ ดังนั้นจึงมองหาคนหน้าใหม่ที่มี
ความสามารถแทน”
คนหน้าใหม่ หมายถึงไม่มีตระกูลใดคอยช่วยเหลือ เหมือนกับ
เป็นการแต่งเข้าตระกูลโต้วมากกว่า
คนที่มีความสามารถ หลีกเลี่ยงการขยายอำนาจ ขณะเดียวกันก็
เดิมพันกับศักยภาพ เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
ยิ่งกว่านั้น สวี่โม่ยังมีองค์ชายคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
หากตระกูลโต้วผูกมัดคนที่มีความสามารถถึงขั้นเป็นจอหงวน
คนนี้ไว้ได้จริง ในอนาคตใครจะได้เปรียบก็ยังคาดเดาได้ยาก
“แต่หากเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่ยุติธรรมกับท่านมากเกินไป” คุณหนู
โต้วกล่าวด้วยถ้อยคำที่น่าตกใจ “ไม่ว่าตระกูลโต้วจะช่วยเหลือท่าน
หรือช่วยเหลือองค์ชายห้าก็ตาม ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์
ทั้งสิ้น ข้าจะพูดโน้มน้าวบิดามารดาไม่ให้หาคู่ครองอีก และหวังว่า
คุณชายจะไม่เก็บเรื่องที่ผ่านมาไว้ในใจ”
เมื่อพูดจบ นางก็ค้อมกายเล็กน้อยแล้วบอกลา ทิ้งให้สวี่โม่ยืน
ตะลึงอยู่กับที่ ไม่อาจตั้งสติได้อยู่นาน
เขาอยากถามว่าในเมื่อคุณหนูโต้วเคยไปจับคู่ใต้ป้ายประกาศ
รายชื่อผู้สอบผ่าน ย่อมต้องเล็งเห็นเขาผู้เป็นจอหงวนแล้ว เหตุใด
บัดนี้จึงกลับไม่ต้องการเขาเสียแล้วเล่า
แต่ที่จริงไม่ต้องถามก็เข้าใจได้ สิ่งที่คุณหนูโต้วต้องการคือคนที่
จะรักกันด้วยใจจริง ไม่ใช่สามีที่เคารพนับถือกันเยี่ยงแขก
การมาหยุดยั้งครั้งนี้เป็นทั้งคำอธิบายและการกระทำเพื่อรักษา
ศักดิ์ศรีของนาง
หิมะค่อย ๆ เบาลง ใต้เท้าโต้วยังคงรออยู่ในห้องหนังสือ สวี่โม่
ไม่ได้ยืนนิ่งอยู่นาน เพียงแต่ในใจเกิดความชื่นชมต่อเด็กสาวผู้นี้
เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อมาถึงห้องหนังสือ โต้วเว่ยหมิงชัดเจนว่ารับรู้เรื่องเมื่อครู่แล้ว
แววตาที่เคยดูน่าเกรงขามบัดนี้แฝงไว้ด้วยความเศร้าใจเล็กน้อย
“หญิงสาวในบ้านโตแล้ว เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว”
หากมองอย่างละเอียด เขายังรู้สึกภูมิใจมากกว่าผิดหวัง “แต่ใน
เมื่อนางพูดเช่นนี้ เรื่องการหาคู่ครองให้ก็ต้องขอพักเอาไว้ก่อน พวก
เรามาพูดถึงสถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้ดีกว่า”
เมื่อไม่พูดถึงเรื่องคู่ครองก็ต้องมองจากมุมมองของผลประโยชน์
ตระกูลโต้วสามารถสนับสนุนองค์ชายห้าได้ แต่ต้องแน่ใจว่า
กำลังสนับสนุนผู้ที่เป็นรัชทายาทถูกต้อง เป็นอนาคตของราชวงศ์
สวี่โม่โค้งคำนับนอบน้อม แล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า “ขอใต้เท้า
วางใจ น้องชายของข้าสามารถเป็นฮ่องเต้ที่ชาญฉลาดได้”
เขาเล่าถึงตระกูลฟางที่เหยียบเรือสองแคม พูดถึงองค์ชายใหญ่
ว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้น กล่าวถึงตระกูลจูที่จะต้องใช้อำนาจใน
ฐานะญาติฝ่ายใน และพูดถึงตระกูลฟางที่พยายามควบคุมอำนาจ
ของฝ่าบาท
ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายคนไหนก็ตาม หลังจากได้ขึ้นครองแผ่นดิน
แล้ว ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงการควบคุมอำนาจของฮ่องเต้จากคนตระกูล
ใหญ่ได้
โต้วเว่ยหมิงยิ้มถาม “เช่นนั้นเจ้าไม่กังวลหรือว่าตระกูลโต้วและ
ตระกูลเจียงจะควบคุมราชสำนักและลดทอนอำนาจของฝ่าบาทใน
อนาคต?”
หากเป็นคนอื่นคงตกใจราวกับฟ้าผ่า แต่สวี่โม่ยังคงไม่ตื่น
ตระหนก เขาตอบว่า “ใต้เท้ามีใจห่วงใยชาวบ้านและราชสำนัก”
“บรรพชนมากมายได้พิสูจน์ผ่านประวัติศาสตร์มานานแล้วว่า
การที่ราชวงศ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นไม่เหมาะสม และการที่มีคนตระกูล
ใหญ่คอยควบคุมก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน หากจะคำนึงถึงประชาชน
อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีฮ่องเต้ที่ซื่อสัตย์ดีงามและขุนนางที่
จงรักภักดีคอยให้คำแนะนำร่วมกัน”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไปล้วน
ไม่ดี ควรมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยที่แต่ละฝ่ายต่างมีสิทธิ์มีเสียง
หากราชวงศ์เสื่อมทราม ตระกูลใหญ่ก็สามารถมีบทบาท
เหนือกว่าได้
หากคนตระกูลใหญ่ไม่โปร่งใส ราชวงศ์ก็สามารถเลือกคนใต้
ปกครองใหม่ได้เช่นกัน
แม้ว่าตระกูลเจียงและตระกูลโต้วจะมีอำนาจมากในอนาคต แต่
ตราบใดที่ผู้นำตระกูลเข้าใจ ตราบใดที่กฎของตระกูลยังเข้มงวด
พวกเขาก็สามารถเป็นดาบที่ดีในมือของฮ่องเต้ได้
การคำนึงถึงประชาชนคือความดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ และ
เป็นคุณสมบัติของคนที่ควรยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ
“ดี ๆ ดีมาก” โต้วเว่ยหมิงเอ่ยคำว่าดีติดต่อกัน “สมแล้วที่เจ้าเป็น
คนที่ผู้นำตระกูลหลายคนต้องการตัว ใต้เท้าสวี่จะต้องได้ขึ้นสู่
ตำแหน่งสูงสุด มีปณิธานจะดูแลคนทั่วหล้า และต้องมีชื่อเสียงตรา
ตรึงไปนานแสนนานแน่”
“ข้าสัญญากับเจ้า แม้ว่าจะไม่ได้เลือกให้เป็นบุตรเขย ข้าก็ยินดี
จะนำพาตระกูลโต้วเลือกฝ่ายและสนับสนุน”
“หากการวางตัวเป็นกลางไม่สามารถนำมาซึ่งราชสำนักที่ใส
สะอาดได้ แล้วการเลือกข้างไว้ก่อนจะเป็นไรไป การแย่งชิงอำนาจ
ราชบัลลังก์จะเป็นไรไป”
“สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแผ่นดินนี้!”
ผู้ที่มีความรักอันยิ่งใหญ่ในหัวใจย่อมไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์
พวกเขามองเพียงผลลัพธ์เท่านั้น
“ต่อจากนี้ พวกเจ้ามีแผนอะไรบ้างหรือไม่?” โต้วเว่ยหมิงได้สติ
กลับมา ยิ้มตาหยีเอ่ยถาม
สวี่โม่ประสานมือคำนับอีกครั้ง เอ่ยเสียงกังวาน “ปล่อยข่าวลือ
ขอรับ!”
กระจายข่าวลือว่าฮ่องเต้ป่วยหนักในราชสำนักและแพร่สะพัดไป
ทั่วทั้งเมืองหลวง
การทุจริตในการสอบขุนนางเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่าง
กว้างขวาง บรรดาบัณฑิตมากมายเรียกร้องให้มีการปราบปราม เขา
ต้องการฉวยโอกาสนี้บีบให้ตระกูลฟางสับสนวุ่นวาย เขาต้องการให้
องค์ชายที่อยู่เบื้องหลังออกมาแสดงตัว เขาต้องการให้เกิด
สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายสู้กันเอง แล้วตนเองได้รับผลประโยชน์
ทั้งหมด
เขาต้องการดึงฟางหยวนลงจากอำนาจ!
เขาต้องการทำให้แผนการแสวงหาความมั่งคั่งของหวังอวี้เหยา
ล้มเหลว!
เขาต้องการแก้แค้นให้สหาย!
ข้าต้องทำให้การสอบขุนนางเป็นไปอย่างยุติธรรมและเข้มงวด!