พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 440 เจ้าสี่ปกป้องน้องชาย
สองพี่น้องสวี่โม่ออกจากจวนตระกูลโต้วตอนที่หิมะเริ่มเบาลงและ
ดูเหมือนว่าจะหายไป
“คราวนี้หิมะคงจะหยุดตกแล้ว” เขาจูงมือน้องสาวพลางพูดแล้ว
ถอนหายใจ
“ทำไมหรือพี่ใหญ่” เจียงเซิงที่ไม่เคยสังเกตสภาพอากาศมาก่อน
ถามอย่างสงสัย
สวี่โม่ยกมุมปากขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความหวังและมีชีวิตชีวา
“เพราะแสงอาทิตย์จะปรากฏขึ้นแล้ว”
พายุฝนทั้งหมดจะสิ้นสุดลงด้วยแสงอาทิตย์ เหมือนกับที่การ
วางแผนทั้งหมดในที่สุดก็ไม่อาจต้านทานความยุติธรรมและผลกรรม
ได้!
คนตัวใหญ่ตัวเล็กก้าวไปอย่างมั่นคง เบื้องหลังพวกเขาคือแสงสี
ทองที่ส่องประกายขึ้นมา
ในเมืองใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากหิมะตกหนักเช่นกัน เด็ก
หนุ่มผมเผ้ารุงรังและใบหน้าสกปรกกระโดดลุกขึ้นมา เงยหน้าหัวเราะ
ดังลั่น “หิมะหยุดตกแล้ว! ในที่สุดก็หยุดตกแล้ว อีกสองวันพอหิมะ
ละลายข้าก็จะได้กลับบ้าน แกะเอ๋ยแกะ พวกเจ้าต้องอดทนไว้นะ ถ้า
พวกเจ้าตายไปน้องสาวข้าจะเสียใจมาก”
แสงตะวันแผ่ขยายเข้าไปในสำนักหมอหลวง เด็กหนุ่มร่างผอม
บางที่อดหลับอดนอนค้นคว้าตำราโบราณมาสองคืนลุกขึ้นร้อง
ตะโกนด้วยความดีใจ “เจอแล้ว ๆ !”
ข้าง ๆ เขา อู๋จื่อโหยวที่กำลังเอาแก้มพิงโต๊ะงีบหลับอยู่ หรือก็คือ
หลานชายที่ไปก่อกวนสำนักแพทย์เวินรวมกลุ่มกับปู่และบิดาพึมพำ
ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นว่า “เจออะไร บอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องหา ใน
โลกนี้มีเพียงการฝังเข็มเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้”
เวินจืออวิ่นรู้ว่าการฝังเข็มสามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้ เขาเห็น
มาแล้วตอนอยู่กับหมออาวุโสอู๋ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลง
คือชีพจรของฮ่องเต้ ใครจะกล้ายืนขึ้นมาพูดอย่างโจ่งแจ้งว่า “ฝ่าบาท
ขอให้กระหม่อมฝังเข็มพระองค์สักเข็มเถอะ”
การฝังเข็มโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เวินจืออวิ่นก็ไม่อยากเสี่ยง
ด้วยการวินิจฉัยผิดพลาด หากฝ่าบาททำการสืบสวนอย่างจริงจัง นี่
ไม่ใช่จะลากหมอหลวงครึ่งหนึ่งของสำนักหมอหลวงไปสู่ความตาย
หรอกหรือ
หากมีใครกลัวตายแล้วเปิดโปงองค์ชายห้าที่อยู่เบื้องหลังขึ้นมา
เรื่องคงยากจะจบลงอย่างราบรื่น
ก่อนมา เวินจืออวิ่นได้ถามพี่ชายถึงสถานการณ์แล้ว เขารู้ว่าจ
วีกุ้ยเฟยหมายตาบรรดาองค์ชายอย่างมาดร้าย องค์ชายห้าในฐานะ
องค์ชายที่เป็นพระโอรสองค์เดียวของฮองเฮาย่อมเป็นที่จับตามอง แม้
จะพยายามซ่อนตัวก็ยังมีคนหาเรื่อง
เขายังรู้อีกด้วยว่าในหมู่องค์ชายยังมีคนหนึ่งที่แกล้งโง่เพื่อจับ
ปลาใหญ่ ร่วมมือกับตระกูลฟาง พร้อมจะเผยเขี้ยวเล็บออกมาทุกเมื่อ
ไม่รู้ว่าจะแทงใครเข้า
ในฐานะพี่ชายคนที่สี่ เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องปกป้องน้องชาย
และน้องสาวของตนเอง
ไม่ว่าจะตอนไหนก็ตาม
“การฝังเข็มเปลี่ยนแปลงชีพจรและกระตุ้นจุดฝังเข็มเช่นกัน โดย
เฉพาะที่จุดจี๋เฉียนและจุดหยวนเยี่ย หากพวกเราสามารถใช้วิธีการ
นวด กดจุดทั้งสองโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น…” เวินจืออวิ่นชี้ไปที่ตำรา
โบราณซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วก็
สามารถทำให้เกิดการกระตุ้นได้”
อู๋จื่อโหยวชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าหมอน้อยที่ดูผอมบางและ
อ่อนแอคนนี้จะมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ “แต่ว่าจะให้นวดฝ่าบาทได้
อย่างไรเล่า?”
เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การแพทย์ การนวดและการกด
จุดมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนราชวงศ์ฉิน รุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์
สุยและราชวงศ์ถัง ต่อมาก็หยุดไประยะหนึ่งเนื่องจากการรุกรานของ
ชนต่างเผ่า ถึงปัจจุบันจะไม่ถึงขั้นสูญหายแต่ก็มีการใช้น้อยมาก
เวินจืออวิ่นแต่เดิมเพื่อช่วยพี่ชายและน้องชายสืบข่าว จึงได้สร้าง
หมอนวดหญิงขึ้นมา บัดนี้ก็นับว่ามีความรู้อยู่บ้าง
“ทำไมการนวดให้ฝ่าบาทถึงทำให้เจ้า…ทำให้องค์ชายห้าต้อง
กังวลด้วยเล่า” เขารีบแก้คำพูด “ช่วงสองสามวันนี้ ข้าจะฝึกฝนให้ดี”
การนวดเน้นที่เรื่องแรงกด นิ้วมือที่อ่อนนุ่มไร้กระดูกหลังออกแรง
ก็สามารถบดผลก่านเหอเถาแห้งที่ขนส่งมาจากชายแดนเหนือให้
แหลกได้
ต่อจากนี้ ก่านเหอเถาแห้งในสำนักหมอหลวงคงขาดไปไม่ได้
อู๋จื่อโหยวทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังคงแบกหีบยาประจำตัวพยายาม
ส่งข่าวไปยังตำหนักสามตะวันตก
การทำให้ฮ่องเต้ยอมรับการบีบนวด อาจกล่าวได้ว่ายากและง่าย
ในเวลาเดียวกัน
ความยากอยู่ที่เวินจืออวิ่นอายุน้อยเกินไป คนทั้งสำนักหมอหลวง
ล้วนเต็มไปด้วยชายชราหนวดเคราขาวโพลน ไม่ก็เป็นชายวัย
กลางคนอย่างบิดาของอู๋จื่อโหยว
ร่องรอยที่ทิ้งไว้ตามกาลเวลาคือยาที่ดีที่สุดในสายตาคนไข้
ในนั้นมีประสบการณ์มากมาย การสั่งสมความรู้ รวมถึงความคิด
ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
กล่าวง่าย ๆ เป็นเพราะฝ่าบาทขยันปกครองและรักประชาชน จึง
มักจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงงานตลอดทั้งคืน พาให้คอและบ่าปวดเมื่อยเป็น
ประจำ นางกำนัลทั้งหมดในตำหนักเฉียนชิงต้องคอยนวดบ่าให้ผ่อน
คลายอยู่เสมอ
จ่างเยี่ยนไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมาก แค่ตั้งใจพูดลอย ๆ ว่าพอเอว
กับหลังรู้สึกไม่สบาย เขาก็จะเรียกหมอฝึกหัดมาบีบนวด ขันทีใหญ่อู๋
พลันตาเป็นประกายทันที “หากช่วยบรรเทาอาการปวดเอวปวดหลัง
ได้ แล้วจะช่วยบรรเทาอาการปวดบ่าและคอได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“อาจจะได้กระมัง” จ่างเยี่ยนพูดอ ้าอึ้ง “ข้าก็ไม่แน่ใจนัก”
อย่างไรเสียก็ทำงานอยู่ในสำนักหมอหลวง หากอยากรู้คำตอบก็
แค่เรียกตัวมาถามเท่านั้น
ขันทีใหญ่อู๋ไม่ลังเล ในวันนั้นก็เรียกตัวเวินจืออวิ่นมา ก่อนหน้านี้
ก็รู้แล้วว่าเป็น “หมอฝึกหัด” ที่อายุยังไม่มาก แต่พอได้เห็นตัวจริงก็ยัง
รู้สึกตกใจ
“เด็กน้อยคนนี้อายุแค่สิบสองสิบสามปีหรือ?” เด็กน้อยเช่นนั้น
อย่างมากก็แค่คัดเลือกยาได้ จะรู้เรื่องอะไรมากมายกัน
หากนวดไม่สำเร็จ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ขึ้นมา แม้มีแปด
ศีรษะก็ไม่พอให้ตัดทิ้ง
พอเห็นขันทีใหญ่อู๋ลังเล เวินจืออวิ่นจึงบีบฝ่ามือและก้าวออกมา
“คารวะท่านขันทีใหญ่ ข้าน้อยอายุสิบสี่ปีแล้ว มีวิชาการนวดที่สืบ
ทอดมาจากครอบครัว แม้จะไม่สามารถบรรเทาอาการได้ แต่ก็ไม่มี
อันตรายใด ๆ ขอรับ”
“เจ้าบอกว่าไม่มีอันตรายก็ไม่มีอันตรายหรือ? หากเกิดเรื่อง
ขึ้นมา ข้ายังอยากเก็บหัวไว้กินข้าวอยู่นะ” ขันทีใหญ่อู๋โบกมือ
ตัดสินใจว่าควรใช้วิธีฝังเข็มจะปลอดภัยกว่า
“ท่านขันทีใหญ่” เวินจืออวิ่นยังคงพยายามต่อรอง “เช่นนั้น ให้
ข้าน้อยนวดบ่าคอให้ท่านก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีเถอะขอรับ”
ขันทีใหญ่อู๋ชะงักไป ในฐานะผู้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ เขาต้องยืน
นาน ๆ เหมือนกับที่ฮ่องเต้นั่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกปวดเมื่อย
เพียงแต่ฮ่องเต้สามารถเรียกนางกำนัลมานวดไหล่ได้ แต่เขากลับ
ต้องเรียกให้ลูกบุญธรรมมาช่วย
ขันทีน้อยที่มือเท้าหยาบกร้าน จะนวดให้ผ่อนคลายได้อย่างไร
พูดถึงเรื่องนี้ อาการปวดเมื่อยบริเวณไหล่และคอของเขายังแย่
กว่าฮ่องเต้เสียอีก
“ท่านขันทีใหญ่ แขนดูเคลื่อนไหวติดขัด คงเป็นเพราะเลือดที่คั่ง
ในกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและกระดูกแข็ง จำเป็นต้องได้รับการนวดให้
สบายตัวนะขอรับ” เวินจืออวิ่นมองด้วยสายตาจริงใจ
ขันทีใหญ่อู๋รู้สึกสนใจขึ้นมา “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ลองดู”
ฝ่าบาทจะทานอาหาร เขาต้องลองชิมยาพิษ ฝ่าบาทจะรักษาโรค
เขาก็ต้องลองดูก่อน
ขันทีผู้ดูแลเป็นผู้บุกเบิกเส้นทาง
ต่อมา ในห้องโถงด้านข้างก็มีเสียงกรีดร้องแหลมราวกับเชือดหมู
และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของขันทีใหญ่อู๋ “ช่วยด้วย มีคนทำ
ร้ายข้า ช่วยข้าด้วย…”
แต่เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดหายไป เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบา
สบาย สุขสบายจนไม่อาจบรรยายได้
“ทะลวงแล้วไม่เจ็บ เจ็บแล้วไม่ทะลวง ร่างกายของท่านขันที
ใหญ่อู๋ต้องการการนวดผ่อนคลายมากขอรับ” เวินจืออวิ่นอยู่ข้าง ๆ
อย่างว่านอนสอนง่าย
ขันทีใหญ่อู๋โบกมือไล่องครักษ์ที่ถือดาบมา ในที่สุดก็แย้มยิ้ม “มี
ลูกเล่นอยู่บ้าง มาอีก”
เสียงการเชือดหมูดังขึ้นเป็นระลอก จากการทรมานไปสู่ความ
เบาสบายและโล่งใจ จากความสนใจไปสู่การยอมรับ
ท้ายที่สุดแล้ว ขันทีใหญ่อู๋ก็ได้แนะนำเวินจืออวิ่นต่อหน้าฮ่องเต้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความไว้วางใจหรือว่าแท้จริงแล้วไม่มีเวลาจะใส่
ใจ ฮ่องเต้จึงปล่อยให้เขาลงมือได้อย่างง่ายดาย
ตอนแรกเวินจืออวิ่นไม่กล้าจะทำอะไรแอบแฝง เขาใช้
ความสามารถทั้งหมดในการนวดและกดจุด จนกระทั่งก่อนการตรวจ
ชีพจรตามปกติ เขาจึงกล้าจะลองกดจุดสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงของชีพจรแบบนี้จะคงอยู่ได้นานมากที่สุดเพียง
สองถึงสามวัน แต่มันก็เพียงพอแล้ว
ในฐานะเจ้าแผ่นดิน ทุกเดือนจะมีการตรวจชีพจรตามปกติสอง
ครั้ง โดยที่หมอหลวงอาวุโสสองท่านที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับ
ถือที่สุดจากสำนักหมอหลวงจะผลัดกันมาตรวจ
เขาคิดว่าปีนี้ก็คงจะได้ยินคำพูดเดิม ๆ ที่ได้ยินจนชินหู แต่ไม่
คาดคิดว่าหมอหลวงจ้าวที่รับผิดชอบการตรวจชีพจรครั้งนี้ หลังจาก
ที่ตรวจซ ้าแล้วซ ้าอีก จู่ ๆ อีกฝ่ายก็ขาอ่อนคุกเข่าลงกับพื้น