พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 45 ความคิดในใจของพี่รอง
เจิ้งหรูเชียนพาผังต้าซานเดินผ่านประตูจนเข้าไปด้านใน ใช้เวลา
เพียงสิบลมหายใจสั้น ๆ เท่านั้น
รวดเร็วง่ายดายจนพวกเขาเองยังคิดว่าตนเองเป็นหลานชายของ
นายอำเภออวิ๋นสุ่ย
จนกระทั่งได้เห็นนายอำเภอผังในชุดลำลองอยู่สวนด้านหลัง
เขาถามขึ้นทันที “พวกเจ้าสองคนถูกรังแกอีกแล้วหรือ”
จมูกเจิ้งหรูเชียนพลันรู้สึกแสบขึ้นมา
นายอำเภอผู้มีจิตใจเมตตาท่านนี้ สั่งให้คนเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
เป็นเพราะกลัวว่าพวกเขาจะถูกรังแกอีก
“เรียนใต้เท้า พวกเราขอขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ จึงนำของ
พื้นเมืองจากอำเภอเซี่ยหยางมาเป็นพิเศษ หวังว่าท่านยินดีรับไว้” เจิ้ง
หรูเชียนคำนับอย่างนอบน้อม ในขณะเดียวกันก็ปิดบังดวงตาอันแดง
ก ่า ก่อนยื่นห่อขนมหวานให้
นายอำเภอผังถอนหายใจคล้ายโล่งอก เขาลูบหนวดเล็กน้อย
ส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ไม่จำเป็นต้องนำของมาให้ เจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ”
“ใต้เท้า สิ่งนี้เป็นเพียงของพื้นเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไรมาก”
เจิ้งหรูเชียนไม่ยอมดึงมือกลับ “ถือเป็นน ้าใจจากพวกเราพี่น้องเพื่อ
ขอบคุณเท่านั้น ขอท่านโปรดรับไว้เถอะ”
มือที่ลูบหนวดของนายอำเภอผังชะงักกลางอากาศ เขาถอน
หายใจ โบกมือให้บ่าวรับใช้อาวุโส
บ่าวรับใช้ของตระกูลผังยิ้มกว้างเดินเข้ามา รับของพื้นเมืองจาก
มือเจิ้งหรูเชียนไป
หลายปีมานี้ ท่านนายอำเภอทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเท
เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่เคยยอมรับสิ่งของจากประชาชน
แม้แต่ด้ายเส้นเดียว
วันนี้หากไม่ใช่เพราะยังมีเรื่องจะพูดคุยกับเจิ้งหรูเชียน คงไม่
ยอมรับของพื้นเมืองพวกนี้แน่
ไม่นานบ่าวรับใช้อาวุโสก็นำของพื้นเมืองไปเก็บ
นายอำเภอผังจึงเอ่ยปาก “ข้าได้ยินมาว่า ช่วงนี้เจ้ารับซื้อผักจาก
อำเภออวิ๋นสุ่ยมาตลอด”
เจิ้งหรูเชียนไม่คิดว่าท่านนายอำเภอจะใส่ใจเรื่องพวกนี้ จึงรู้สึก
ปลาบปลื้มยิ่งนัก “ถูกต้องแล้วขอรับ เพราะว่า…ชาวบ้านอำเภอเซี่ย
หยางไม่กล้าขายผักให้ข้า”
“ไม่กล้า” ดีจริง ๆ !
นายอำเภอผังยกมือไพล่หลัง “อำเภออวิ๋นสุ่ยเป็นสถานที่ที่ดี
ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศเหมาะสม หมู่บ้านทางใต้สามารถ
เก็บผักได้เกือบตลอดทั้งปี น่าเสียดายที่ราชวงศ์ต้าอวี๋มีอาณาเขต
กว้างใหญ่ แต่ละบ้านกลับเคยชินกับการอยู่แต่ในพื้นที่แคบ ๆ ทำ
ให้ผลผลิตจำนวนมากถูกโยนทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงในที่สุด
นับเป็นการสิ้นเปลืองโดยแท้”
“สมัยที่ข้ายังหนุ่มเคยคิดไว้ว่า หากมีเกวียนม้าสักสองสามเล่ม
นำพืชผักเหล่านี้ไปขายที่อื่น จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายหรือไม่”
“แต่ต่อมาเมื่อได้เป็นนายอำเภอ ข้ากลับไม่สามารถแบ่งเวลาได้
จึงต้องเก็บความคิดนี้เอาไว้ก่อน”
“หนุ่มน้อย เจ้าได้ทำในสิ่งที่ข้าอยากทำตอนยังหนุ่ม ต่อไปนี้
อำเภออวิ๋นสุ่ยจะเปิดประตูต้อนรับเจ้าเสมอ”
คำพูดนี้จบลง สติของเจิ้งหรูเชียนก็เหม่อลอยไปนาน
กระทั่งมือนายอำเภอผังตบลงบนไหล่ เขาจึงกำหมัดคารวะทันที
“ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ วันหนึ่งในอนาคต จะทำ
ให้เนื้อและผักทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ขนส่งแลกไปมา ให้ชาวบ้านทางใต้
ได้กินผักจากทางเหนือ!”
ราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่ได้ไร้คณะเดินทาง แต่พวกเขาค้าขายเพียงทอง
เงิน ผ้าไหม และอาหารอันโอชะ ไม่มีใครสนใจค้าขายผักและเนื้อ
ราคาไม่กี่เหวิน
แต่ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นโอกาสของเจิ้งหรูเชียน เขายินดีรับซื้อผัก
และเนื้อขนส่งระหว่างสองเมือง เพื่อหาเงินจากสิ่งที่คนอื่นดูถูก
นายอำเภอผังไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ จึงตบ
ไหล่เขาอีกครั้ง
แขนเจิ้งหรูเชียนถึงกับสั่นระริกเมื่อถูกตบไหล่อย่างชอบใจ พลาง
กล่าวสามครั้งว่า “ดี ดี ดี”
นายอำเภอผังมีความสุขหัวเราะเสียงดัง
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากหลายครั้ง คิดอยากเล่าเรื่องการปลอมตัว แต่
ก็กลืนกลับลงคอไป
จนกระทั่งถึงเวลาต้องกลับ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว คุกเข่าลงกับ
พื้นด้วยเสียงดังตุบ
นายอำเภอผังมีสีหน้าประหลาดใจ
“ใต้เท้า พวกเราถูกฮูหยินของนายอำเภอเซี่ยหยางข่มขู่ เพื่อ
ปกป้องตัวเองจึงจำใจโกหกว่ามีความใกล้ชิดกับหลานชายของท่าน
ข้ารู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ถูกต้อง จึงมารับโทษจากท่านโดยเฉพาะ”
เจิ้งหรูเชียนก้มหน้าลง สารภาพความจริงทั้งหมด
เขาชี้นิ้วไปยังผังต้าซาน “เขาคือหลานชายตัวปลอมของพวก
เรา”
นายอำเภอผังลูบเคราตนเอง
ความจริงแล้ว ผังต้าซานมีใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ ไม่ได้
น่าเกลียดแต่อย่างใด
เมื่อสวมเสื้อผ้าเนื้อดีและรองเท้าคู่ใหม่ก็ดูสง่างามอยู่ไม่น้อย
สำคัญที่สุดคือพวกเขาทำไปเพียงต้องการปกป้องตัวเอง จึงได้
ใช้วิธีแอบอ้างโดยไม่ได้ก่อเรื่องหรือทำร้ายชาวบ้านคนอื่น
เจิ้งหรูเชียนคุกเข่าลงเช่นนี้ ทำให้นายอำเภอผังตกใจไม่น้อย คิด
ว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้ทำเรื่องที่ฟ้าดินไม่อาจยอมรับ
“เอาเถอะ ข้าจะรับหลานชายคนนี้ไว้” นายอำเภอผังมองผังต้า
ซาน “พวกเจ้าก็ทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป ตราบใดที่ไม่ได้ก่อเรื่องให้
ชาวบ้าน ข้าจะปล่อยไปก่อน”
นี่คือขุนนางที่แท้จริง ผู้ทำเพื่อแผ่นดินและประชาชน
หากอำเภอเซี่ยหยางมีขุนนางเช่นนี้ พวกเขาคงไม่ถูกบีบบังคับ
เจิ้งหรูเชียนน ้าตาคลอเบ้า จูงมือผังต้าซาน ก้มคารวะนายอำเภอ
ผังอย่างนอบน้อมถึงสามครั้ง
นายอำเภอผังไม่ได้หลบเลี่ยง รับการคารวะนั้นอย่างเปิดเผย
จริงใจ
เขาพยุงเด็กทั้งสองขึ้นและส่งพวกเขาออกไป
“เด็กดี หากพวกเจ้ามีเวลาก็แวะมาได้”
คำอำลานี้ในสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่อำเภอเซี่ยหยาง เป็น
เหมือนการส่งลูกหลานกลับ
พวกเขาตกใจจนไม่กล้าอยู่ต่อ รีบเร่งกลับไปอำเภอเซี่ยหยาง
เพื่อรายงานเรื่องทั้งหมด
“ไม่ มันไม่น่าเป็นไปได้!” นายอำเภอเซี่ยหยางบ่นพึมพำ
เขาลงมือรวดเร็ว เพียงผ่านเทศกาลโคมไฟไปได้ไม่นาน เขาก็
ขุดเรื่องผังต้าซานเป็นขอทานในอำเภอเซี่ยหยางมาสิบปีได้แล้ว เดิม
ทีคิดว่าเด็กพวกนี้เพียงแอบอ้างชื่อเสียงของผู้อื่น ไม่คิดว่ามันจะเป็น
เรื่องจริง
แต่ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องจริง นายอำเภอผังก็ยังเป็นคนหนุนหลังให้
เด็กขอทานกลุ่มนี้อยู่ดี
เรื่องนี้จัดการได้ยากแล้ว
นายอำเภอเซี่ยหยางกับนายอำเภอผังเป็นข้าราชการระดับ
เดียวกัน ถ้าจะต้องเผชิญหน้ากันจริง ๆ ผลลัพธ์ก็แค่เสมอกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เกาหู่ลงมือทำเรื่องรุนแรงก่อน หากจะปะทะกันจริง
ๆ เขาคงสู้นายอำเภอผังไม่ได้
“แล้วจะทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดีเล่า” ฮูหยินนายอำเภอร้องไห้
คร ่าครวญอยู่หลังฉากกั้น “ท่านพี่ ข้ามีน้องชายแค่คนเดียว ไม่อาจ
ปล่อยให้เขาถูกขังคุกถึงเจ็ดปีไปต่อหน้าต่อตาได้ เขายังต้องสืบทอด
วงศ์ตระกูลของข้าอีก”
นายอำเภอเซี่ยหยางถูกเสียงร้องไห้นั้นทำให้ปวดหัว ยกมือข้าง
เดียวกุมขมับ
ผ่านไปนานพอสมควร เขาเอ่ยทิ้งไว้หนึ่งประโยค “เจ้าจะร้องไห้
เพื่ออะไรกัน เด็กพวกนั้นยังอยู่ในอำเภอเซี่ยหยางไม่ใช่หรือ”
สุภาษิตกล่าวว่า มังกรผู้ทรงพลังยากจะเอาชนะงูในท้องถิ่น
ในเขตอำเภออวิ๋นสุ่ย นายอำเภอผังคือสวรรค์
แต่ในอำเภอเซี่ยหยาง สวรรค์คือเขาต่างหาก
เสียงร้องไห้ฮูหยินนายอำเภอหยุดลงทันใด มือกำผ้าเช็ดหน้ายิ่ง
แน่นขึ้นเรื่อย ๆ
เขตอำเภออวิ๋นสุ่ย
หลังจากได้อธิบายให้นายอำเภอผังเข้าใจดีแล้ว จิตใจของเจิ้งหรู
เชียนก็เบาขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้ต้องปกปิดตัวตนของผังต้าซาน แต่ครั้งนี้ได้รับการ
คุ้มครองจากนายอำเภอผังแล้ว จึงไม่กลัวที่จะถูกเปิดโปง
เขาใช้เงินสามตำลึงซื้อเกวียนลาเล่มใหม่ จากนั้นก็สอนผังต้า
ซานบังคับมันทีละขั้นตอน
ใช้เวลาซื้อผักในอำเภออวิ๋นสุ่ยไปทั้งหมดสามวัน ผังต้าซานก็
ฝึกฝนไปแล้วสามวันเช่นกัน
เมื่อผักบรรทุกจนเต็มเกวียนลาสองเล่มแล้ว ผังต้าซานก็สามารถ
ขับเกวียนตามหลังเขามาได้อย่างมั่นคง
ทั้งสองรีบเร่งเดินทางกลับ
ใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วันจึงมาถึงอำเภอเซี่ยหยาง
พวกเขาแวะที่วัดร้างก่อน เพื่อมอบของขวัญที่ซื้อมาให้ครอบครัว
ผังต้าซานรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “พวกเรานำผักไปส่งที่เรือนโยว
หรานก่อน แล้วนำของขวัญกลับมาไม่ได้หรือ เหตุใดต้องแวะที่วัดร้าง
ก่อน แล้วจึงนำผักไปส่งในอำเภอ นี่มันอ้อมทางชัด ๆ นะ”
เจิ้งหรูเชียนยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ตอบอะไร
เมื่อมาถึงหน้าประตูวัดร้าง เขาผูกลาไว้กับต้นไม้ใหญ่ มอง
ชาวบ้านที่แอบมองอยู่ในหมู่บ้านด้วยสายตาเย็นชาพลางหัวเราะเย็น
ๆ
ก่อนหน้านี้ชาวบ้านถูกเกาหู่ข่มขู่ด้วยคำพูดสองประโยคจน
ตกใจกลัว จึงไม่ยอมขายผักให้เขาแม้แต่ต้นเดียว
ตอนนี้ เขาไปรับซื้อผักมาจนเต็มเกวียนจากอำเภออวิ๋นสุ่ย
แน่นอนว่าเขาต้องอยากให้พวกชาวบ้านได้เห็น
ให้พวกเขามองชัด ๆ ว่าถึงแม้จะไม่มีการสนับสนุนจากพวกเขา
เจิ้งหรูเชียนก็ยังสามารถรับซื้อผักได้และสามารถหาเงินได้มากขึ้นอีก
ด้วย
“พี่รอง” เจียงเซิงวิ่งกระโดดโลดเต้นออกมาจากวัดร้าง “ท่านเอา
ของอร่อย ๆ มาบ้างหรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนหยิบขนมสองห่อออกมาจากอกเสื้อ
ตอนแจกจ่ายจึงรู้ว่าตอนนี้ทุกคนไม่อยู่
“พี่ใหญ่ เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า ไปไหนกัน” เขาถาม
เจียงเซิงสูดกลิ่นหอมของขนมเข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดอย่าง
รังเกียจ “พี่รองโง่งมนัก พี่ใหญ่ก็ไปสำนักศึกษา พี่สามกับท่านลุงจาง
ก็ไปล่าสัตว์บนภูเขา พี่ห้ากับพี่สี่ไปที่หมู่บ้านเพื่อรักษา”
ดังนั้นนางจึงอยู่เฝ้าวัด
เจิ้งหรูเชียนกลั้นหัวเราะ “เช่นนั้นเจ้ากินขนมไปก่อน ข้าจะพาต้า
ซานไปส่งผักที่ เรือนโยวหราน แล้วจะรีบกลับมา”
สิ่งที่ควรโอ้อวดก็โอ้อวดไปหมดแล้ว ถึงเวลาทำธุระให้แล้วเสร็จ
ทั้งสองเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ เพียงแก้เชือกเกวียนลาก็เห็นจ่าง
เยี่ยนกับเวินจืออวิ่นก็ถือกล่องยาเดินกลับมาจากหมู่บ้าน
ตามหลังพวกเขา ยังมีหญิงสาวสองสามคนเดินตามมาอย่างเก้อ
เขิน
ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเจิ้งหรูเชียนกับพวกชาวบ้านจะตึง
เครียด แต่เวินจืออวิ่นก็ไม่ได้หยุดทำการรักษาให้ พวกเขาเป็นคน
ซื่อสัตย์เปิดเผย การค้าอาจไม่จำเป็นต้องทำ แต่โรคยังต้องการรักษา
เพราะเหตุนี้เอง ชาวบ้านจึงคิดว่าความสัมพันธ์กับเจิ้งหรูเชียนจะ
คลี่คลายลงได้ หลังจากเกาหู่ถูกคุมขังโดยนายอำเภออวิ๋นสุ่ย พวก
เขาลองมองสถานการณ์อยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็อดใจไม่ไหว เดิน
ตามหลังเด็กหนุ่มคนนั้นไป หวังจะขายผักอีกครั้ง
หญิงคนหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าเจิ้งหรูเชียน พยายามทักทาย
ปราศรัยว่า “เสี่ยวเชียน เจ้ารับซื้อผักอีกแล้ว เจ้าดูผักกาดของข้าสัก
หน่อยสิ เพิ่งผ่านพ้นช่วงข้ามปีมา แต่มีน ้ามันมาก กินผักกาดบ่อย ๆ
จะดีต่อสุขภาพนะ”
เจิ้งหรูเชียนก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่กล่าวอะไร
เขาจำท่านป้าคนนี้ได้ ช่วงก่อนข้ามปีที่เขาไปรับซื้อผักถึงหน้า
บ้าน เป็นนางที่พูดจายิ้มแย้มแต่ไม่ยอมขายผักให้เขา หลังจากเขา
ผิดหวังจนต้องกลับไป นางยังลอบกลอกตาใส่อีก
ตอนนั้นเขารู้แล้วว่าโลกนี้เป็นอย่างไร
“นี่ เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมไม่พูดอะไรเลยเล่า” หญิงคนนั้นพูดซ ้าไป
มา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงร้อนใจขึ้นมาแล้ว “ตอนแรกพวก
เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะไม่ขายผักให้เจ้า แต่เพราะไม่มีทางเลือกจริง ๆ เด็ก
น้อย เหตุใดเจ้าถึงผูกใจเจ็บขนาดนี้เล่า”