พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 441 การแต่งงานเสริมสิริมงคล
ฮ่องเต้ประชวรหนัก
ปกติแล้วข่าวเช่นนี้ไม่ควรจะแพร่สะพัดออกไปได้ แต่ตระกูลโต้ว
มีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นไท่เฟย ฮูหยินโต้วจึงเข้าไปเยี่ยมเยียนเป็น
ครั้งคราวและมักจะได้รับข่าวลือบางอย่างมาเสมอ
นางยังจงใจนำสาวใช้ที่เป็นสายลับมาด้วย ซึ่งก็คือคนของตระกูล
อื่นที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลโต้ว และเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปได้สำเร็จ
ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าในอนาคตจะมีการสืบหาถึงต้นตอ ตระกูลโต้
วก็สามารถหลุดพ้นไปได้โดยไม่ต้องถูกลากลงน ้า
ภายในชั่วพริบตา เมืองหลวงก็เหมือนจะมีพายุลูกใหม่กำลังจะ
มาเยือน
ก่อนอื่นเหล่าบัณฑิตต่างส่งเสียงอื้ออึง เรียกร้องให้ตระกูลฟางคืน
ความเป็นธรรมในการสอบขุนนาง และให้ฟางหยวนสละตำแหน่ง
ทั่นฮวา
ต่อมาฝ่าบาทก็ล้มป่วย มีข่าวลือว่าเป็นเพียงอาการใจสั่นและ
หัวใจที่เต้นผิดจังหวะ แต่ใครเล่าจะกล้าเชื่อ
หากไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดก็ไม่มีใครสามารถวางใจได้
ดังนั้นต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นเหล่าองค์ชายหรือนางสนมต่างก็
พยายามหาทางสืบข่าวกันสุดความสามารถ
จ่างเยี่ยนเตรียมพร้อมจะปลุกปั่น และเตรียมให้ข่าวลือแพร่สะพัด
จากปากต่อปาก เปลี่ยนอาการใจสั่นธรรมดาให้กลายเป็นโรคหัวใจ
เร่งเร้าให้การแย่งชิงบัลลังก์เกิดเร็วขึ้น
ยังไม่ทันที่เขาจะลงมือ ข่าวที่แน่ชัดก็แพร่ออกมาจาก
ตำหนักเฉียนชิงว่าฝ่าบาทงดการเข้าเฝ้าสามวัน
ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงมักไม่เจ็บป่วยมา
หลายปี แต่เมื่อล้มป่วยขึ้นมาก็ยากที่จะหายเป็นปกติได้
ฝ่าบาทมีอายุสี่สิบปีแล้ว ไม่ถือว่าน้อย อีกทั้งยังทำงานหนักและมี
เรื่องกังวลมาตลอด จนเส้นผมหงอกขาวตั้งแต่เยาว์วัย บัดนี้ที่ล้มป่วย
ลงอย่างฉับพลันก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
แม้แต่จ่างเยี่ยนยังรู้สึกประหลาดใจและไม่แน่ใจ “หรือว่าเขาจะ
ป่วยจริง ๆ ? แต่ครั้งล่าสุดที่ข้าเห็น ยังดูแข็งแรงดีอยู่เลย…”
ส่วนคนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึง
องค์ชายใหญ่เข้าวังบ่อยขึ้น ทุกครั้งจะนำยาและอาหารบำรุง
จำนวนมากมาด้วย แสดงความกตัญญูอย่างเต็มที่
องค์ชายรองยังเงียบขรึม แต่ก็พยายามสุดความสามารถในการ
หาโสมและเห็ดหลินจือมาให้เพียงเพื่อแสดงความกตัญญู
ส่วนองค์ชายสี่ไม่ต้องเอ่ย แม้แต่เวลาออกจากวังไปตั้งจวนเองก็
ยังถูกเลื่อนออกไป ทุกวันเข้าออกสำนักหมอหลวง ขอร้องให้หมอ
หลวงรักษาสุดความสามารถ
หากดูเพียงพฤติกรรมก็ยากจะแยกแยะได้ว่าใครคือคนที่ซ่อนตัว
อยู่เบื้องหลัง
ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากตระกูลฟางเท่านั้น
สายลับที่ซ่อนคอยสังเกตการณ์ พวกเขาจดจ้องทุกคนอย่าง
ระมัดระวัง หวังจะสังเกตว่าสุดท้ายแล้วใครจะกลับไปยังตำหนักของ
องค์ชายคนไหน หรือว่าใครจะใกล้ชิดกับตระกูลใหญ่บ้านไหนบ้าง
ผลการสังเกตก็ได้ข้อมูลที่แน่ชัด แต่ในนั้นมีทั้งคนขององค์ชาย
รอง และคนของตระกูลฝ่ายมารดาองค์ชายสี่ ยากจะแยกแยะว่าสิ่ง
ไหนจริงสิ่งไหนปลอม
หรือว่าตระกูลฟางจะเล่นสามด้าน หวังผลประโยชน์จากการ
สนับสนุนผู้ชนะโดยไม่เลือกวิธีการ?
ความเป็นไปได้นี้ถูกจ่างเยี่ยนตัดทิ้ง “จวีกุ้ยเฟยอยู่ในวังหลัง องค์
ชายใหญ่ไม่มีหัวคิดพอที่จะให้ตระกูลฟางเล่นกลอุบายเช่นนี้ได้ องค์
ชายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังย่อมไม่ยอมให้ตระกูลฟางมีใจสองฝักสอง
ฝ่าย ตระกูลฟางก็คงไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น”
แม้แต่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่ ก็ต้องแขวน
น ้าเต้าไว้บนเถาวัลย์เดียวกัน ไม่เคยกล้ามีใจสามฝักสี่ฝ่าย หรือ
พยายามเกาะขาคนโน้นทีคนนี้ที มันดูเหมือนจะเป็นการเดิมพันที่ได้
ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ความเป็นจริงแล้วเท่ากับสูญเสียความ
ไว้วางใจจากทั้งสองฝ่ายไป
สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรดีเลย
ดังนั้น คนที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นไปได้เพียงองค์ชายรองผู้เงียบ
ขรึม หรือไม่ก็องค์ชายสี่ที่ขาพิการเท่านั้น
จากการตามสืบขององครักษ์ มารดาขององค์ชายรองเป็นนาง
กำนัลนิรนามคนหนึ่ง หลังจากให้กำเนิดบุตรแล้วก็ล้มป่วยลงนอนซม
อยู่บนเตียง ไม่กี่ปีต่อมาก็สิ้นใจไป นับแต่นั้นมาองค์ชายรองก็เติบโต
ขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ชีวิตของเด็กที่ไม่มีทั้งความรักจากบิดาและการปกป้องจาก
มารดานั้นย่อมคาดเดาได้ว่าจะยากลำบากเพียงใด มีเรื่องเล่าว่า
แม้แต่ขันทีน้อยในตำหนักก็ยังกล้าเตะเขา ไม่ต้องพูดถึงองค์ชาย
ใหญ่ที่มักจะตวาดใส่อีกฝ่ายอยู่เป็นประจำ
สถานการณ์เช่นนี้เริ่มดีขึ้นหลังเขาออกจากวังหลวงและไปตั้ง
จวนของตนเอง เนื่องจากความขยันขันแข็ง ซื่อตรงและมี
ความสามารถ องค์ชายรองจึงได้รับความชื่นชมจากบิดาในที่สุด
มอบอำนาจบริหารบางส่วนให้และตามคำร้องขอ ยังอนุญาตให้นำแม่
นมของเขามาดูแลในยามที่นางชรา ชีวิตของเขาจึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ในที่สุด
หากพูดถึงแรงจูงใจในการแย่งชิงอำนาจ องค์ชายรองเหมือนจะมี
มากพอ ความทุกข์ยากและโชคร้ายในอดีตทั้งหมดล้วนมาจากการ
สูญเสียอำนาจไป
เขาปรารถนาอำนาจ ปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้น และปรารถนาจะ
เรียกร้องความยุติธรรมให้กับมารดาด้วย
เมื่อมองไปทางองค์ชายสี่ มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาอยู่ใน
ตำแหน่งขั้นเฟย และตระกูลฝ่ายมารดาก็เป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลใน
เมืองหลวง แต่กลับถูกลากเข้าไปพัวพันในการแย่งชิงอำนาจวังหลัง
และถูกวางแผนร้ายทำร้าย เด็กที่แต่เดิมแข็งแรงดีกลับคลอดยาก
ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จึงกลายเป็นคนขา
พิการนับแต่นั้น
แม้แต่นางสนมผู้อ่อนโยนและงดงาม ก็ต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้
เป็นแม่คนอีกครั้ง
ทว่าตัวการสำคัญอย่างจวีกุ้ยเฟยยังคงสง่างามเช่นเดิม แม้แต่
องค์ชายใหญ่ก็กลายเป็นตัวเต็งในการสืบราชบัลลังก์ ส่วนสนมขั้น
เฟยและโอรสไม่เพียงไม่มีโอกาสแก้แค้นเรื่องในอดีต แต่อาจต้องมา
ร้องขอชีวิตจากจวีกุ้ยเฟยและโอรสแทน แรงจูงใจในการแย่งชิง
อำนาจขององค์ชายสี่เองก็มีมากมายเช่นกัน
พูดให้ชัดเจนคือการใช้ชีวิตในวังหลวงเช่นนี้ ไหนเลยจะมีชีวิตที่
อยู่ดีมีสุขและสนุกสนานกัน
หากจะมีจริง ๆ ก็คงมีเพียงองค์ชายใหญ่จู้จ่างหงเท่านั้น
สวรรค์ช่างโหดร้ายนัก ปล่อยให้มารดาขององค์ชายรองล้มป่วย
จนสิ้นใจ ปล่อยให้มารดาขององค์ชายสี่เป็นแม่คนไม่ได้อีก แต่
มารดาขององค์ชายใหญ่กลับได้รับความโปรดปรานมาตลอดยี่สิบปี
จนถึงทุกวันนี้นางยังครองอำนาจในวังหลัง
ฟ้าสวรรค์ช่างเมตตาอีกครั้ง ยังไม่อาจรู้ว่าองค์ชายรองหรือองค์
ชายสี่กันแน่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แต่องค์ชายใหญ่กลับเป็นดั่งตะปูที่
ตอกลงบนแผ่นไม้ ไม่อาจพยุงโคลนให้เกาะขึ้นกำแพงได้
ความทุกข์ยากในอดีตเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนเติบโตขึ้นอย่าง
เยือกเย็น ความเศร้าโศกที่มากพอจะทำให้สุขุม
บางครั้งก็ไม่รู้ว่าควรขอบคุณความทุกข์ยากในอดีต หรือควรจะ
ยอมอยู่ในโถน ้าผึ้งเป็นคนโง่เขลาที่ไร้เดียงสา
แต่หากจ่างเยี่ยนต้องเลือก เขาก็ยังชอบปัจจุบันมากกว่า
ใช้สติปัญญาที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในการคำนวณสิ่งต่าง ๆ ใช้
สายตาที่คอยประเมินเผชิญหน้ากับผู้คนมากมาย คาดเดาสิ่งที่คนอื่น
ไม่อาจคาดเดาได้ ควบคุมสิ่งที่คนอื่นไม่อาจควบคุมได้
ความรู้สึกที่ทุกสิ่งอยู่ในกำมือ ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริง ๆ
เด็กหนุ่มยื่นมือขวาออกไป กำนิ้วทั้งห้าเข้าหากันเบา ๆ ราวกับ
กำทุกสิ่งไว้ในมือ
“โธ่เอ้ย องค์ชายของกระหม่อม” องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ ร้อนใจ
“พระองค์อย่าทำตัวลึกลับนักเลย เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเรายัง
ไม่ได้พบตัวคนที่อยู่เบื้องหลัง แล้วจะเปิดเผยจวีกุ้ยเฟยอย่างไร จะนั่ง
ดูเสือสู้กันอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนนี้อารมณ์ของบัณฑิตทั่วทั้งเมืองหลวงถึงขีดสุดแล้ว ถ้าไม่
ใช้โอกาสตอนนี้ ขวัญกำลังใจของพวกเขาจะเสื่อมถอยจนกระจัด
กระจายหายไปในไม่ช้า
ฝ่าบาทงดการเข้าเฝ้าเพียงสามวัน หลังจากสามวันพอปรากฏ
ตัวออกมา ข่าวลือเรื่องการล้มป่วยก็จะพังทลายลง
เมื่อถึงเวลานั้น ความพยายามก็จะสูญเปล่า
“อย่าเพิ่งร้อนใจไป” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงทุ้ม “เจ้าไม่รู้สึกหรือว่า
ครั้งนี้ตำหนักเฉียนชิงให้ความร่วมมือในเรื่องการป่วยมากเกินไป?
แทนที่จะพูดว่าเป็นเพราะพี่สี่นวดจนทำให้ชีพจรของเขาเปลี่ยนแปลง
ข้ากลับคิดว่าเป็นเพราะเสด็จพ่อกำลังร่วมมือกับข่าวลือนี้มากกว่า”
นับแต่โบราณมา ผู้ครองแผ่นดินล้วนคิดระแวง แล้วฝ่าบาทจะไม่
คิดระแวงอะไรเชียวหรือ?
เขาคงอยากรู้กระมังว่าในบรรดาโอรสของตนเอง มีใครคิดหมาย
ปองบัลลังก์ของเขาบ้างหรือไม่?
“แต่องค์ชายก็สงสัยเช่นกันว่าฝ่าบาทป่วยจริง ๆ หรือไม่นี่พ่ะย่ะ
ค่ะ” องครักษ์กล่าวอย่างตกใจ
จ่างเยี่ยนมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วกล่าวว่า “แม้แต่ชีพจรก็ยัง
สามารถถูกทำให้เปลี่ยนแปลงได้ แล้วเรื่องราวในโลกนี้จะมีสักกี่อย่าง
ที่เป็นความจริง แทนที่จะคาดเดาไปร้อยแปด ไม่สู้ลงมือทดสอบดู
เสียเลยดีกว่า”
เขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองมากกว่า
“แล้วองค์ชายจะทดสอบอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ถามเสียงเบา
เพียงแค่เสนอ
ฮ่องเต้ล้มป่วยลงกะทันหัน แต่บรรดาโอรสทั้งหลายกลับยังไร้
คู่ครองทุกคน ไม่มีทั้งชายาเอกและชายารอง อย่าว่าแต่จะมี
หลานชายหลานสาวที่จะเรียกเขาว่าเสด็จปู่สักคำเลย มนุษย์ให้
ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์ตระกูลมากที่สุด แม้แต่ฝ่าบาทก็
สามารถเป็นผู้อาวุโสที่เมตตาได้
วันถัดมา ภายใต้การชี้นำขององค์ชายห้า มีคนเสนอในราช
สำนักว่าควรหาคู่อภิเษกให้แก่เหล่าองค์ชาย เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล
และขับไล่โรคภัยของฮ่องเต้ไปพร้อมกัน
นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า การแต่งงานเสริมสิริมงคล