พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 443 เจียงเซิงพบเจออันตราย
การวางแผนในโลกนี้แบ่งออกเป็นสองประเภท
ประเภทแรกเรียกว่าแผนการลับ ต้องใช้สมองอย่างหนักเพื่อให้
ได้ผลลัพธ์ออกมา
ประเภทที่สองเรียกว่าแผนการเปิดเผย คู่ต่อสู้รู้แผนนี้ดีแต่ก็ทำ
อะไรไม่ได้
เมื่อก่อนฟางหยวนเปิดโปงตัวตนของสวี่โม่ที่หน้าประตูสำนัก
สอบ ชักนำให้บัณฑิตที่ไม่พอใจการสอบใหม่มาขัดขวาง นั่นถือเป็น
แผนการเปิดเผย
ตอนนี้จ่างเยี่ยนผลักดันสถานการณ์การเลือกชายาให้ก้าวหน้า
ซึ่งก็เป็นแผนการเปิดเผยเช่นกัน
ไม่ว่าคนที่แกล้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือจะจำใจมากแค่ไหน พลัง
สนับสนุนที่ชายาจะนำมาให้นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เขาย่อมไม่มีทาง
ปล่อยโอกาสนี้ไปแน่นอน
และในความเป็นจริงแล้ว สตรีที่มีอายุเหมาะสมในเมืองหลวงที่
สามารถตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้นั้นมีไม่มากนัก
เจียงเซิงนำข่าวมาบอกเจียงเฉิงอวี๋ สวี่โม่ส่งต่อคำกำชับของ
คุณหนูโต้ว แม้แต่ตระกูลเฮ่อและตระกูลหมิ่นก็ยังมีสายลับคอยจับตา
ดูอยู่ ทุกคนต่างรอคอยให้องค์ชายผู้นี้ลงมือ
ไม่ว่าจะเป็นการพบกันโดยบังเอิญหรือการช่วยเหลือนางงาม
เยี่ยงวีรบุรุษก็ตาม กลยุทธ์บางอย่างถึงจะดูล้าสมัยจนโปร่งใส แต่ก็
เป็นเพราะมันใช้ได้ผล
เพียงแต่ยังไม่ทันที่องค์ชายคนนั้นจะได้ลงมือทำอะไร เจียงเซิงก็
ได้รับจดหมายจากพี่ชายคนรองที่รักยิ่ง
ตั้งแต่ออกเดินทางในเดือนเก้าเมื่อปีที่แล้ว กระทั่งกลับมาใน
เดือนหนึ่งของปีนี้ การเดินทางไกลครั้งนี้ของเจิ้งหรูเชียนนับว่า
ลำบากนัก ถึงขนาดพลาดโอกาสฉลองปีใหม่กับครอบครัวไป
โชคดีที่ยังมีเทศกาลโคมไฟที่กำลังจะมาถึง อย่างน้อยก็ยังได้กิน
ข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่
เจียงเซิงเปิดจดหมายอย่างตื่นเต้นดีใจ แต่แล้วก็พบว่าจดหมาย
ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตอนนั้นเจิ้งหรูเชียนอยู่ระหว่างทาง
ฝูงแกะจำนวนมากมายมหาศาลทำให้โครงไม้แตกออก นายบ่าวสอง
คนรวมถึงคนงานเลี้ยงแกะที่จ้างมาใหม่ทั้งหมดห้าคน ทั้งตัวแทบ
มอมแมมกว่าจะรวบรวมฝูงแกะที่กระจัดกระจายกลับมาได้อย่าง
ยากเย็น
หลังจากนั้นต้องซ่อมโครงไม้ใหม่ เดินทางพร้อมกับให้อาหาร
แกะ ยังต้องคอยเก็บกวาดมูลแกะเป็นระยะ แทบจะทำให้เจ้ารองเจิ้ง
กลายเป็นบ้า
เขาคำรามในจดหมายว่า “ต่อไปใครอยากขนแกะก็ขนไป ข้าไม่
ขอยุ่งด้วยแล้ว จะไม่กินเนื้อแกะแล้วด้วย”
พอพลิกไปอีกด้าน เขาก็เปลี่ยนคำพูดว่า “ไม่ได้ ต้องกินให้มาก
ๆ พวกเราอุตส่าห์ขนมันกลับมาแล้ว จำเป็นต้องกินให้มากถึงจะคุ้ม
กับความยากลำบากระหว่างทาง”
เจียงเซิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
พี่รองไม่ได้เจอแค่ความยากลำบาก แต่เจอพายุหิมะอีกต่างหาก
หิมะที่ตกหนาเหมือนขนห่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ยังละลายไม่หมด
บริเวณที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงยังมีหิมะทับถมหนาเตอะ ทำเอาพวก
เด็ก ๆ ที่ชอบเล่นปาหิมะดีใจกันใหญ่ วัน ๆ เอาแต่ปั้นก้อนหิมะขว้าง
กันไปมา ทำให้หิมะยิ่งละลายช้าลงไปอีก
นางอ่านต่อไป จดหมายบรรยายว่าพวกเขาเดินทางได้เกือบครึ่ง
ทางภายในเวลาหนึ่งเดือน ตามแผนพวกเขาควรจะกลับถึงบ้านก่อน
ปีใหม่ หากไม่ยังถึงก็แสดงว่าติดขัดระหว่างทาง ขอให้ครอบครัวไม่
ต้องกังวล แค่เตรียมพร้อมต้อนรับเขาก็พอ
ดูเหมือนเจิ้งหรูเชียนเองก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า การเดินทาง
ไปขนแกะมาครั้งนี้จะไม่ง่าย
เพียงแต่ป้องกันมาทุกทาง กลับไม่คิดว่าจะเจอหิมะตกหนักที่แทบ
ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบสิบปี
“ถ้าหักเวลาที่หิมะปิดกั้นถนนออกไป แล้วคำนวณจากระยะทางที่
เดินทางมาก่อนหน้านี้ พี่รองก็น่าจะกลับมาถึงบ้านเร็ว ๆ นี้แล้วใช่
หรือไม่?” เจียงเซิงวางจดหมายลง ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยความ
ตื่นเต้น
“เจ้าคิดจะทำอะไรหรือ?” จางเซียงเหลียนเตือนนาง “ตอนนี้เสี่ยว
โม่ไม่อยู่บ้าน เจ้าตัดสินใจอะไรเองตามอำเภอใจไม่ได้นะ”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็รู้สึกท้อแท้ลงอีกครั้ง
แต่ก่อนมีเพียงพี่สามที่ยุ่งอยู่ตลอด พี่สี่และพี่ห้ามักจะอยู่เป็น
เพื่อนนาง ไม่ว่าจะคิดแผนการแย่ ๆ หรือทำเรื่องเลวร้ายอะไร พวก
เขาก็มักจะไปด้วยกันเสมอ
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างตัวสูงขึ้น รูปร่างผอม
เพรียวขึ้น แต่ไม่สามารถมานั่งพูดคุยกระซิบกระซาบกันที่มุมห้องเพื่อ
วางแผนอะไรได้อีกแล้ว
เจียงเซิงหลับตาแน่นพลางเม้มปาก ทั้งคิดถึงอดีตและรู้สึก
สะเทือนใจกับปัจจุบัน
พวกเขาไม่อาจย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมและควบคุมการ
เติบโตของชีวิตไม่ได้ ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในสายธาร
แห่งเวลา ในที่สุดก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ แต่ขอเพียง
พวกพี่ชายยังคงเป็นพี่ชายของนางก็พอแล้ว
ตอนกลางคืน รอให้สวี่โม่กลับมาเจียงเซิงก็พูดอ้อมแอ้มอยู่นาน
จนสุดท้ายก็เผยความตั้งใจออกมา “ข้าคิดถึงพี่รอง ข้าอยากไปรับ
เขา แต่จะไม่ไปไกลเกินไปหรอก แค่จากประตูเมืองทางเหนือไปไม่
เกินครึ่งวันเท่านั้น”
คำนวณตามความเร็วของเจิ้งหรูเชียนแล้ว นางน่าจะยังอยู่ในเขต
เมืองหลวง
สวี่โม่ครุ่นคิด ในใจยังรู้สึกกังวลเล็กน้อย
เจียงเซิงจับแขนเสื้อกว้างของเขา แกว่งไปแกว่งมา “พี่ใหญ่ ข้า
จะพาเจียงซานกับเจียงซื่อไปด้วย แล้วก็จะพาเหอรุ่ยไปด้วย แค่
เดินทางครึ่งวันเท่านั้น ถ้าไม่เห็นพี่รองข้าก็จะกลับมาทันที ตกลง
หรือไม่”
ใครเล่าจะต้านทานการออดอ้อนของเด็กสาวตัวกลมป้อมได้
สวี่โม่ยิ้มเศร้าพลางดึงแขนเสื้อออก สั่งกำชับนางอย่างละเอียด
“ระหว่างทางระวังตัวให้ดี พาไปด้วยหลาย ๆ คน หากมีแกะจำนวน
มากก็จะได้ช่วยกันดูแล อ้อ…บอกเจ้ารองด้วยว่าข้าก็คิดถึงเขา
เช่นกัน”
จากกันเกือบครึ่งปี ใครบ้างจะไม่คิดถึงกัน
วันรุ่งขึ้น เจียงเซิงก็เรียก “ชายฉกรรจ์” ทั้งสามคนมา ขับรถม้า
สองคันมุ่งหน้าไปทางเหนือ
พวกเขาผ่านประตูเมืองทางเหนือ ข้ามเขตเมือง ผ่านหมู่บ้าน
มากมาย มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เจิ้งหรูเชียนอยู่
เหอรุ่ยไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ตลอดทางจึงถามไม่หยุด
“คุณหนู พวกเราจะไม่คลาดกับคุณชายรองเจิ้งจริง ๆ หรือขอรับ?
หากมาผิดทางจะทำอย่างไร?”
เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับสายตาดูถูกจากเจียงซาน “ถนนหลวงมี
เพียงเส้นทางเดียว จะคลาดกันได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว ๆ ตอนนี้พ่อค้าก็เดินทางบนถนนหลวงกันทั้งนั้น บน
เส้นทางยังมีพวกเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอีก ปลอดภัยมาก” เจียงซื่อ
บนรถม้าอีกคันตะโกนต่อ
ไม่อย่างนั้นสวี่โม่ก็คงไม่กล้าปล่อยให้เจียงเซิงออกเดินทางตาม
ลำพัง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็คงไม่วางใจอนุญาต
หากพูดถึงอันตรายแล้ว การรั้งบังเหียนม้าให้แน่นขึ้นเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้ชนกับผู้คนหรือยานพาหนะบนท้องถนนนั้นสำคัญที่สุด
เหอรุ่ยผ่อนคลายลง ทั้งสามคนผลัดกันขับรถม้า พาคุณหนูของ
พวกเขาเดินทางไป
เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนจากขอบฟ้าเข้าสู่เที่ยงวัน เวลาครึ่งวัน
กำลังจะผ่านไป แต่กลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของฝูงแกะ
เจียงเซิงรู้สึกกังวล ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วยิ่งเบิกกว้างขึ้น มอง
ไปรอบ ๆ หวังว่าจะได้เห็นเงาของพี่ชายคนรอง
นางมองแล้วมองอีก แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่ขนแกะสักเส้น กลับเป็น
รถม้าที่เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหันจากด้านหลังที่ดึงดูดความ
สนใจของนาง
ในฐานะเด็กที่เติบโตมาด้วยการต่อสู้ดิ้นรน สิ่งที่ไม่เคยเจออาจ
ทำให้เสียเปรียบ แต่ความเสียเปรียบที่เคยประสบมาล้วนกลายเป็น
ประสบการณ์
นางยังจำได้ว่าครั้งที่แล้ว ตอนขนลิ้นจี่ ตระกูลเลี่ยวก็เข้ามาปะทะ
แบบนี้
เจียงเซิงตื่นตัวทันที เตือนเจียงซานเจียงซื่อว่า “ระวังรถม้าคันนั้น
ด้วย” นางเพิ่งพูดจบ รถม้าที่กำลังเร่งความเร็วก็พลันเอนเอียงพุ่งเข้า
มา
เจียงซานตกใจจนหน้าซีด ฟาดแส้ลงบนก้นม้าทันที ม้าเจ็บและ
ตกใจจึงเร่งความเร็วขึ้น รอดพ้นอันตรายไปได้หวุดหวิด
เจียงซื่อที่อยู่ด้านหลังตาแดงก ่า ควบคุมรถม้าเช่นกัน เขาลงมือ
ก่อนเพื่อเป็นต่อ พุ่งชนรถม้าเข้าไป
น่าสงสารเหอรุ่ยที่ทำได้แค่เป็นคนตามมา หัวใจเขาแทบจะ
กระดอนออกมาจากลำคอ ขาทั้งสองอ่อนแรงจนลุกไม่ขึ้น ได้แต่นอน
อ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงโยกคลอนไปมาอยู่ในรถม้า
จากนั้น ท่ามกลางความตกตะลึงของเจียงเซิง เจียงซื่อก็บังคับม้า
ให้พุ่งชนรถม้าคันที่แซงขึ้นมาจากด้านหลัง
ปัง!
เจียงซื่ออุ้มเหอรุ่ยที่ตัวอ่อนแรงกระโดดลงจากรถม้า เบื้องหลัง
เขากลายเป็นเศษไม้ที่กระจัดกระจาย พร้อมกับเสียงร้องด้วยความ
เจ็บปวดของม้า
เจียงซานรีบบังคับรถม้าให้หยุด ตรวจสอบรอบข้างอย่าง
ระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายอีกจึงกล้าก้าวออกไปตะโกน
ด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครกันช่างไม่มีตา กล้ากระทั่งมารังแก
คุณหนูของพวกเรา”
คุณหนูของพวกเขาคือเจียงเซิงเชียวนะ
หลานสาวที่ตระกูลเจียงรู้สึกติดค้างมาสิบปี คนในครอบครัวที่จอ
หงวนรักที่สุด น้องสาวที่องค์ชายห้าคิดถึงมากที่สุด สมบัติล ้าค่าของ
บรรดาท่านป้าและท่านน้าในโรงผลิต
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น หากเจียงเซิงบาดเจ็บขึ้นมาจริง ๆ แค่แม่
ทัพเจียงโกรธจัดจนบุกกลับมาจากชายแดนก็เพียงพอจะทำให้คนผู้
นั้นได้รับบทเรียนอย่างหนักแล้ว
เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าใครจะกล้ามารังแกเจียงเซิง
เจียงซื่อปล่อยมือจากเหอรุ่ย แล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบ
คนที่กระเด็นออกมาจากรถม้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความขุ่น
เคือง “ตรวจสอบให้ชัดเจนก็รู้แล้ว”
เขาก้าวเข้าไปคนเดียว กำลังจะเหยียบลงบนศีรษะของคนผู้นั้น
แล้ว
ทันใดนั้นเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลและลังเลก็ดังขึ้นจากด้านหนึ่ง
“ขอ…ขออภัย พวกท่านเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือ?”