พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 444 ล่อลวงเจียงเซิง
เจียงเซิงหันหลังกลับมาด้วยความสงสัย และเห็นเด็กหนุ่มสวม
เสื้อคลุมยาวสีเทาอ่อน ท่าทางดูอ่อนโยนราวกับหยกและซื่ออยู่บ้าง
ปรากฏตัวขึ้น
เขาอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้าและดวงตาล้วนงดงาม
สมควรจะมีความงามที่สง่าและมีเสน่ห์ แต่กลับดูเรียบง่ายเพราะความ
ใสซื่อในแววตาคู่นั้น
โดยเฉพาะเมื่อรวมกับน ้าเสียงที่นุ่มนวลงุนงงในตอนนี้ ยิ่งทำให้
เหมือนคนดีที่ซื่อและไร้เดียงสา
จากประสบการณ์ของเจียงเซิง นางมักจะขออาหารจากคน
ประเภทนี้ได้ทุกครั้ง และชอบท่านลุงท่านน้าที่ดูโง่งมและใจดีแบบนี้
มากที่สุด นางรู้สึกขอบคุณพวกเขาจากใจจริง เพียงแต่ที่นี่คือเมือง
หลวงเชียวนะ
เมืองที่มีชีวิตชีวาและงดงามเกินไป มาตรฐานในการมีชีวิตรอด
นอกจากต้องมีเงินแล้ว ยังต้องมีความเฉลียวฉลาดและเฉียบคมด้วย
คนธรรมดาที่ใสซื่อจะถูกกลืนกินไป หรือไม่ก็หนีกลับบ้านเกิด
อย่างน่าอเนจอนาถ
ยิ่งกว่านั้น แม้เด็กหนุ่มตรงหน้าจะดูเรียบง่าย แต่เสื้อผ้าที่ใส่กลับ
มีราคาแพง ด้านหลังยังมีผู้ติดตามสองคนที่แต่งตัวเรียบร้อย เหมือน
ครอบครัวจะมีฐานะอยู่บ้าง
เจียงเซิงมาถึงเมืองหลวงหลายปีแล้ว ลูกหลานจากตระกูลที่
ซื่อสัตย์ที่สุดที่เคยเห็นก็คือสองพี่น้องชายจากตระกูลเจียง แต่พวก
เขาก็ยังมีความมั่นคงและคมกล้ากว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้มาก
เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติย่อมต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแฝง
อยู่ อีกทั้งยังมีเหตุรถม้าชนกันเกิดขึ้นอีก ใครเล่าจะไม่ระแวดระวังเป็น
พิเศษบ้าง
เจียงเซิงมองไปทางเจียงซาน
เจียงซานรีบก้าวเข้าไปข้างหน้าทันที พูดจาอย่างสุภาพว่า
“ขอบคุณคุณชายมาก แต่ไม่ต้องรบกวนท่านแล้ว”
เด็กหนุ่มเหมือนจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ยืนกรานอะไร
เพียงประสานมือคำนับแล้วจากไป
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นเพียงคนผ่านทางที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
อย่างแท้จริง
เจียงเซิงถอนหายใจโล่งอก ยังไม่ทันได้อ้าปาก คนที่นอนอยู่กับ
พื้นก็ขยับตัว
เพราะการขัดจังหวะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกคนจึงละเลย
ตัวการที่ขับรถม้าพุ่งชนและคิดไปเองว่าเขาคงล้มเจ็บอยู่บนพื้นจนไม่
สามารถขยับตัวได้
แต่ความจริงแล้ว เขาไม่เพียงขยับตัวได้ แต่ยังคล่องแคล่วมาก
พอจะชักดาบออกมาแล้วพุ่งตรงมาหาเจียงเซิง!
เจียงซานกับเจียงซื่อตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี ส่วนเหอรุ่ยยิ่งตกใจ
จนมือเท้าสั่น
พวกเขาพุ่งเข้ามาคิดจะขวางทางดาบ คิดจะผลักนาง และตะโกน
ด้วยเสียงแหบแห้งว่า “คุณหนู! รีบหลบไปเร็ว!!”
แต่มันก็ยังไม่เร็วพอจะต้านทานวิถีดาบที่วางแผนมาอย่างแยบยล
ใบดาบยาวสีดำสนิทซึ่งผ่านการลับมาอย่างดี ฟันลงมาที่ใบหน้า
ด้วยความเร็วจนคนธรรมดามองตามไม่อาจตามทัน กระทั่งเจียงเซิงที่
เคยเห็นเหตุการณ์มามากมายก็ยังตกใจจนม่านตาหดเล็ก มือเท้าชา
แข็งไปหมด
สัญชาตญาณทำให้นางรู้ว่าตนเองหลบไม่พ้น ในใจจู่ ๆ ก็รู้สึก
เสียใจที่ออกจากบ้านมา ไม่ใช่เพราะต้องมาเจอกับอันตราย แต่เพราะ
พี่ใหญ่คงจะรู้สึกผิด ท่านย่าจะเจ็บปวดและโศกเศร้า ท่านพ่อจะเสียใจ
จนน ้าตาไหล ส่วนพี่ชายทั้งหลายก็คงจะเงียบเหงาเศร้าสร้อย
แต่ชีวิตคนเรามีอันตรายมากมาย เพียงออกจากบ้านก็อาจถูก
เกวียนชน สำลักซาลาเปาตาย สำลักน ้าเย็นตาย เดินไปโดนกระถาง
ดอกไม้หล่นทับ เท้าลื่นอยู่ริมแม่น ้าจนจมน ้าตาย
คนเราไม่ควรหลบซ่อนอยู่แต่ในบ้านเพราะกลัวความตาย และไม่
สามารถปฏิเสธการเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ แม้แต่บ้านเรือน
ก็อาจพังทลายลงมาทำให้คนตายได้
ดังนั้น ญาติพี่น้องที่รักทั้งหลายอย่าได้โทษตัวเองเลย อย่าได้
เศร้าโศกเสียใจไปเลย
เจียงเซิงถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ยังอยู่ในห่อผ้า บางทีนางอาจจะต้อง
อดตายหรือหนาวตายอยู่ข้างถนน การที่ยังสามารถมีชีวิตรอดมาได้
หลายปีเช่นนี้ ได้พบกับพวกพี่ชาย ท่านพ่อและท่านย่าก็ถือว่าเป็น
โชคดีในชีวิตแล้ว
ทุกวันที่มีชีวิตอยู่ล้วนเป็นวันที่ได้รับมา เมื่อจากไปก็ไม่เสียใจ
มากนัก
แค่น่าเสียดายที่แกะที่พี่รองอุตส่าห์รีบขนมาให้ นางยังไม่ได้กิน
สักคำเลยนะ
เด็กสาวหลับตาลง ในชั่วพริบตานั้นได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา
สุดท้ายจิตใจก็สงบและยอมรับความตาย
นางกำลังรอคอย
รอคอยดาบที่จะฟันเข้าที่หน้า รอคอยอกของนางที่กำลังจะถูก
แทงทะลุ รอคอยความเจ็บปวดและการสูญเสียที่คิดเอาไว้
แต่นางไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แต่กลับได้ยินเสียงครางแผ่วซึ่งเต็มไป
ด้วยความอดกลั้นและเจ็บปวด
เจียงเซิงพลันลืมตาขึ้น เห็นเด็กหนุ่มผู้เรียบง่ายในชุดสีเทายืนอยู่
ตรงหน้าของนาง ดาบแทงทะลุอกของเขา หยดเลือดมากมายชุ่มโชก
เสื้อผ้าของเขา
ไกลออกไป เจียงซาน เจียงซื่อ และผู้ติดตามอีกสองคนร่วมใจ
กันหยุดยั้งคนร้าย เหอรุ่ยคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเขาเต็มไปด้วยเม็ด
เหงื่อ บ่งบอกความหวาดกลัวและโล่งอกในเวลาเดียวกัน
“ไว้ชีวิตเขา รอสอบสวน” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
เจียงซานระมัดระวังมาก เขารีบกระชากตัวคนร้ายมาไว้ตรงหน้า
ตนเอง ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้าใกล้
ผู้ติดตามทั้งสองไม่สนใจเรื่องนี้ต่อ พวกเขาพรวดพราดมาหา
เด็กหนุ่ม ทั้งคู่คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกัน “นายท่าน พวกเราปกป้อง
ท่านได้ไม่ดีพอขอรับ”
เด็กหนุ่มโบกมือ ทั้งสองคนจึงลุกขึ้นยืนทันทีแล้วพยุงเขา
ออกไป…
จากไปแบบนี้เลย?
ชั่วขณะนั้นเจียงเซิงก็คิดถึงหลายสิ่ง
นางคิดถึงอุบัติเหตุรถม้าชนกันที่เกิดขึ้นกะทันหัน คิดถึงเด็ก
หนุ่มที่ซื่อตรงเรียบร้อย คิดถึงการลอบสังหารที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาด
ฝัน คิดถึงดอกไม้เลือดที่บานสะพรั่งอยู่บนหน้าอกอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มในชุดสีเทาผู้นี้น่าสงสัยจริง ๆ แต่เขาก็ช่วยชีวิตเจียงเซิง
ไว้ ไม่ได้ฆ่าปิดปาก ไม่แม้แต่จะเรียกร้องสิ่งตอบแทนใด ๆ
ไม่ว่าจะอย่างไร บาดแผลนั้นเขาได้รับไว้เต็ม ๆ มองท่าทางการ
เดินโซเซของเขาและสังเกตรอบ ๆ ที่เหลือเพียงรถม้าคันเดียวแล้ว
เจียงเซิงก็อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างด้วยความลังเล แต่แล้วก็ได้ยิน
เสียงร้องของพวกแกะแว่วมา
ดวงตาของนางทอประกายวาบขึ้นมาทันที
พี่รองกลับมาแล้ว!
เจียงเซิงหันกลับไปอย่างดีใจ สิ่งที่เห็นคือเกวียนลาขนาดใหญ่
เจ็ดแปดคัน บนเกวียนมีกรงที่ทำจากไม้และเหล็กกล้า ตามช่องว่าง
ของกรงมีหัวแกะโผล่ออกมา
หากมองคนขับเกวียนอาจจะไม่รู้จัก ส่วนสองคนที่หน้าตาผิว
คล ้าและหยาบกร้านขึ้น ถ้าไม่ใช่เจิ้งหรูเชียนกับวังเสี่ยวซงแล้วจะเป็น
ใครได้อีก
“พี่รอง!!!!” เสียงร้องแหลมสูงของเด็กสาวดังขึ้น ไม่อาจระงับ
ความตื่นเต้นได้อีก
โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เด็กหนุ่มชุดเทาที่เดินโซเซพลันชะงัก
เล็กน้อย สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นตกตะลึง
“พี่รอง พี่รอง พี่รอง” เจียงเซิงวิ่งไปข้างหน้าอย่างร่าเริง
“น้องสาว น้องสาว น้องสาว” เจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าราวกับเห็นผี
วังเสี่ยวซงรำพึงอยู่ด้านหลัง “ช่างเป็นความรักระหว่างพี่น้องที่
ลึกซึ้งจริง ๆ ความรู้สึกระหว่างคุณชายกับคุณหนูช่างดีจริง ๆ”
คนงานที่อยู่ด้านหลังพากันพยักหน้า เจียงซานและเจียงซื่อเช็ด
น ้าตาตาม แม้แต่เหอรุ่ยก็ยังเผยสีหน้าสะเทือนใจ
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่ร้องออกมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว “หลีกไป ๆ
หลีกไปเถอะ นี่เกวียนลานะ ลามันไม่ได้เชื่อฟังเหมือนม้า หลีกไป…”
เจียงเซิงเบิกตาโพลงแล้วหลบไปด้านข้าง เกวียนลาเดินมา
ข้างหน้าอีกหน่อยอย่างยากลำบากก่อนจะหยุดลง
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วทรุดตัวลงพื้นอย่าง
หมดแรง
“พี่รอง” น้องสาวตัวน้อยเข้ามาอย่างอ้อน ๆ อีกครั้ง
เขามองนางอย่างดุดันกำลังจะว่ากล่าวตักเตือน เจียงเซิงก็พูด
น้อยใจว่า “มีคนพยายามจะทำร้ายข้า”
“อะไรนะ!?” เจิ้งหรูเชียนตกใจ “เจ้าลูกเต่าคนไหนมันกล้าทำร้าย
น้องสาวข้า ข้าจะให้มันกินอึแกะ เอาหน้ามันถูก้นแกะ แล้วยัดขนแกะ
ที่เหม็นที่สุดเข้าปากมัน!”
ดูเหมือนว่านี่คงจะเป็นการทรมานที่โหดร้ายที่สุดในโลกมนุษย์
เจียงเซิงหัวเราะจนน ้ามูกแทบจะไหลออกมา “คนผู้นั้นถูกจับตัว
ได้แล้ว แต่มีคุณชายท่านหนึ่งช่วยข้าไว้และได้รับบาดเจ็บ ข้ากำลัง
กังวลว่าจะทำอย่างไร จากนั้นพี่รองก็กลับมาพอดี”
“ทำไมต้องกังวลว่าจะทำอย่างไรด้วย?” ในแง่มุมการเมืองเจิ้งหรู
เชียนไม่เคยมีประสาทสัมผัสที่ดีเท่าไหร่
เจียงเซิงมีสีหน้าจริงจัง “เหมือนเขาจะไม่มีรถม้า และรถม้าของ
พวกเราก็พังไปหนึ่งคัน ตอนนี้เหลือแค่คันเดียวแล้ว รบกวนพี่รอง
ช่วยส่งเขาไปรักษาที่สำนักแพทย์ แล้วขอยาดี ๆ มาให้ด้วย”
ราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่ได้เคร่งครัดมากนักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง
ชายหญิง แต่การอยู่ร่วมรถม้าเดียวกันโดยที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือคน
รู้จักก็ไม่เหมาะสมนัก
เจิ้งหรูเชียนคิดได้ทีหลังจึงตบอกรับรอง “ให้ข้าจัดการเถอะ!”
พูดจบ เขาก็ขับรถม้าคันเดียวที่เหลือไล่ตามไป “คุณชายท่านนี้
ขึ้นมาเถอะ ข้าจะพาท่านไปสำนักแพทย์”
แสงอาทิตย์แผดจ้า สายลมพัดโชยมา
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเทาแม้จะไม่หรูหราแต่ก็สะอาดสะอ้าน
เรียบร้อย ยามนี้เขามองเจิ้งหรูเชียนที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะ
เปื้อนและร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นผง อีกทั้งยังมีกลิ่นคาวของแกะ
อบอวลทั่วตัว ชวนให้ทนไม่ไหวจนเกือบจะเป็นลม