พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 445 ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง
สุดท้ายเด็กหนุ่มชุดเทาก็ได้นั่งบนรถม้าของเจิ้งหรูเชียน และถูก
พาไปส่งยังสำนักแพทย์ในตัวเมือง
เพราะเป็นเรื่องร้ายแรงที่หน้าอกได้รับบาดเจ็บจึงไม่อาจปล่อยให้
ล่าช้าได้
ส่วนคนที่เหลือแยกกันนั่งบนเกวียนลา สูดกลิ่นฉุนของแกะ กลับ
มาถึงเรือนเล็กในยามที่ฟ้ามืดสนิท
เดิมทีเป็นที่พักผ่อน แต่กลับเห็นแสงไฟส่องสว่าง
เจิ้งหรูเชียนที่ดูสดใสเป็นคนใหม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ สงบเสงี่ยมราว
กับนกกระทา ตั้งใจฟังพี่ชายที่กำลังสั่งสอน
ดีที่เจ้าสี่กับเจ้าห้าไม่อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเจอกับคำพูด
ประชดประชันและดวงตากลมโตสองคู่ที่เต็มไปด้วยน ้าตา
ในที่สุดพอเห็นเจียงเซิงมาเขาก็แทบจะวิ่งเข้าไปหา ตรวจสอบดู
ทั่วร่างกายน้องสาว เมื่อแน่ใจว่ายังนางยังกระโดดโลดเต้นได้เป็น
ปกติ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ดูสิ ข้าบอกแล้วว่าน้องสาวไม่เป็นไร”
สวี่โม่ไม่พูดอะไร แต่รีบเดินเข้าไปตรวจสอบ หลังได้เห็นกับตา
ตัวเองแล้วจึงเบาใจ
“เจ้าไปจัดการกับพวกแกะก่อน” เขาโบกมือพลางมองไปที่เจียง
ซาน “แล้วคนร้ายเล่า?”
ฝูงแกะถูกส่งไปยังโรงผลิต คนงานที่เดินทางมาไกลก็ให้ไป
พักผ่อนแล้ว แม้แต่วังเสี่ยวซงก็ถูกน้องสาววังเสี่ยวจูพาไปบีบนวดให้
ผ่อนคลาย
เจียงซานลากคนร้ายที่ถูกมัดเหมือนบะจ่างมา เขาตรวจสอบลม
หายใจอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “ยังมีชีวิตอยู่ขอรับ แค่หลับไปเท่านั้น”
สวี่โม่ขมวดคิ้วครุ่นคิด
เมื่อเทียบกับเจียงเซิงที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องตาม
สัญชาตญาณ เขาแทบจะมั่นใจทันทีว่าเรื่องนี้น่าสงสัย
เพียงแต่คนคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์เหลือเกิน
เขาสร้างภาพลักษณ์ของตนให้ดูซื่อและโง่เขลาก่อน และใช้การ
หันหลังกลับไปอย่างง่ายดายนั้นลดความระแวดระวังของเจียงเซิงลง
จากนั้นก็ใช้การกลยุทธ์บุรุษช่วยเหลือนางงาม รับเอาอาการบาดเจ็บ
ทั้งหมดด้วยตนเองเพื่อทำลายกำแพงในใจของเจียงเซิง ยิ่งไปกว่านั้น
ยังไม่ฆ่าคนปิดปากเพื่อตัดความสงสัยสุดท้ายออกไป สุดท้ายก็เดิน
โซเซ ใช้กลอุบายทำร้ายตัวเองเพื่อให้เด็กสาวเกิดความสงสาร
ตอนนั้นเหลือเพียงรถม้าคันเดียว หากเจียงเซิงพาเขากลับเมือง
หลวงมาด้วยกัน ข่าวลือคงจะแพร่สะพัดไปทั่ว ตระกูลเจียงคงจะต้อง
ยอมยกบุตรสาวให้แต่งงานกับเขาเพื่อรักษาชื่อเสียง
แผนการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือหากเปลี่ยนเป็นเจียงเฉิงอวี๋ นางซึ่งมี
บิดามารดาคอยปกป้อง มีพี่ชายคอยออกหน้าสู้ให้ แม้จะมีข่าวลือ
ออกมาก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน
ในกลับกัน เจียงเซิงไม่มีบิดาและพี่ชายอยู่ข้างกาย มารดาก็เสีย
สติไม่รู้เรื่องรู้ราว เหลือเพียงย่าคนเดียวที่แก่ชราและอ่อนแรงแล้ว
หากนางไม่มีพวกพี่ชายต่างมารดา หากนางไม่มีความ
ระแวดระวังที่ได้มาจากการต่อสู้ดิ้นรนตลอดชีวิต หากไม่ได้พบกับเจิ้ง
หรูเชียนพอดี บางทีนางอาจจะตกหลุมพรางของคนผู้นั้นไปแล้วก็ได้
แต่เขาที่วางแผนอย่างรอบคอบกลับไม่คิดว่าที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของเจียงเซิงจะไม่ใช่ตระกูลเจียง แต่เป็นพวกพี่ชายของนางเอง
“คนคนนี้ดูถูกจอหงวนอย่างข้าที่เพิ่งสอบผ่าน ดูถูกเจ้ารองที่ทำ
การค้า แม้แต่เจ้าสามที่ออกรบนอกเมือง และเจ้าสี่ที่กำลังรักษาคน”
สวี่โม่พึมพำ “แต่เขาคงไม่รู้แน่ว่าพวกเรายังมีเจ้าห้า”
องค์ชายห้าที่ซ่อนตัวอยู่ในวัง พร้อมจะออกโรงได้ทุกเมื่อ
น่าเสียดายที่เจิ้งหรูเชียนส่งคนไปสำนักแพทย์ ไม่ทันสังเกตว่า
ปล่อยให้เขาแอบหนีไปได้ จนถึงตอนนี้จึงยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของ
อีกฝ่าย
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าคิดว่าเขาช่วยเหลือน้องสาว
ด้วยใจจริง จึงไม่ได้ระวังตัว” เจ้ารองก้มหน้าลง กลับมามีท่าทาง
เหมือนนกกระทาอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเรื่องที่ถูกตำหนิเมื่อครู่จะเป็นเรื่องนี้
“ไม่เป็นไร ข้าไม่โทษเจ้าหรอก” สวี่โม่ส่ายหัว “คนที่มีแผนการ
ลึกซึ้งเช่นนี้ หนีไปได้ง่ายดายเกินไปแล้ว”
“แล้วทำไมเมื่อครู่ท่านยังตำหนิข้าอีกเล่า” เจิ้งหรูเชียนพูดอย่าง
ไม่พอใจ แต่เมื่อได้รับสายตาเย็นชาจากพี่ชายคนโตก็ตัวหดลงอีก
ครั้ง
เจียงซานและเจียงซื่อยืนอยู่ข้าง ๆ เอามือปิดปากหัวเราะ แต่ไม่
นานก็ถูกสายตาพิฆาตของคุณชายรองทำให้พวกเขาเงียบลงทันที
สิ่งหนึ่งย่อมมีอำนาจเหนือกว่าอีกสิ่งหนึ่ง นี่คือสัจธรรมของโลก
มนุษย์
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น นางไพล่มือไปไว้
ด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ “เช่นนั้นพวกเราก็แค่สอบสวนคนที่ลง
มือก่อเหตุไม่ได้หรือ?”
ตามหลักแล้วมันเป็นไปได้
แต่คนที่มีความคิดลึกซึ้งถึงขนาดวางแผนอย่างละเอียด กระทั่ง
การช่วยเหลือหญิงงามในยามคับขันเช่นนี้ จะทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น
จริงหรือ?
สวี่โม่ยังคงสงสัย เขาให้เจียงซานและเจียงซื่อสอบสวน ส่วนตัว
เองก็ลงมือเขียนจดหมาย วันรุ่งขึ้นก็ส่งมันไปยังจวนตระกูลโต้ว ให้ฮู
หยินโต้วนำมันเข้าวังไปเยี่ยมเหล่าไท่เฟยเพื่อส่งต่อ
คนที่ลงมือก่อเหตุปากแข็งนัก แม้จะใช้ทั้งแส้หนังและพริกก็ยังไม่
ยอมปริปาก แม้แต่มูลแกะที่ป้อนเข้าปากก็ยังทนได้
จนกระทั่งวังเสี่ยวซงถอดกางเกงของเขาออกและขู่ว่าจะตอน
คนร้ายจึงยอมอ้าปากพูดอย่างยากลำบาก “เป็น… เป็นองค์ชายสี่”
คำตอบนี้ออกเหนือจากความคาดหมายของทุกคน ตามที่
จ่างเยี่ยนบอกไว้ องค์ชายสี่มีลักษณะขาพิการ แม้จะมีอาการหนักเบา
ไม่แน่นอน แต่ก็ยังแตกต่างจากคนปกติชัดเจน
เด็กหนุ่มชุดเทาคนนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน แขนขาก็ดู
สมบูรณ์แข็งแรงดี
ตอนนี้มีข้อสงสัยว่าองค์ชายสี่จะจงใจแกล้งเดินกะเผลก และยังมี
ข้อสงสัยว่าคนร้ายจะตั้งใจใส่ร้ายป้ายสี
เจียงซานไม่เชื่อจึงหยิบกรรไกรตอนหมูขนาดใหญ่มา ใช้ไฟเผา
เหล็กจนแดงฉาน แล้วเล็งไปที่ท้องน้อยของเขาพลางทำท่าจะตัด
คนร้ายรู้สึกขนหัวลุกชันจึงสารภาพอีกครั้ง “เป็น… เป็นองค์ชาย
รอง…”
เจียงซานสีหน้าไม่เปลี่ยน ใช้มือเดียวดึงสายคาดเอวของเขา
ออก
คนร้ายเกือบจะร้องไห้ออกมา “เป็น เป็นองค์ชายใหญ่…”
เชื้อพระวงศ์สามคนต่างถูกพัวพันไปหมด ใครถูกใครผิด ใคร
จริงใครเท็จ ยุ่งเหยิงราวกับอยู่ในม่านหมอก
แม้แต่สวี่โม่ก็ยังสงสัย ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนเท่านั้นที่ใจกว้างพอ ขณะที่คำนวณว่าควร
ขายเนื้อแกะอย่างไรจึงจะเหมาะสมก็ปลอบโยนพี่ใหญ่ไปด้วย “วางใจ
เถอะ ท่านไม่ได้ส่งข่าวไปบอกเจ้าห้าแล้วหรอกหรือ เขาต้องหาตัวคน
ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ได้แน่”
เมื่อไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอกก็ต้องโจมตีจากภายใน
ความจริงแล้วจ่างเยี่ยนที่ได้รับจดหมายก็เริ่มทดสอบทันที
ก่อนอื่น ต้องตัดองค์ชายใหญ่ออกไป เพราะตอนที่เกิดเหตุ เขา
กำลังเป็นแขกอยู่ที่ตระกูลโต้ว พูดจาไพเราะเสนาะหูจนหมดเปลือก
แต่คุณหนูโต้วก็ยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมาให้เขาเห็น สุดท้ายโต้วเว่ย
หมิงก็ต้องเป็นคนนั่งเล่นหมากกับเขาตั้งครึ่งวัน
เหลือองค์ชายอีกสองคน ตัวเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์
ชายสี่และอาศัยอยู่ในตำหนักตะวันออกและตะวันตกด้วยกัน แค่แวะ
เวียนไปหาก็สามารถพูดคุยกันได้
แต่ดูเหมือนองค์ชายสี่จะกำลังหดหู่กับท่าทีของคนตระกูลเหยา
จึงมักเก็บตัวอยู่ในห้องไม่พูดไม่จา แม้แต่แสงตะวันก็ไม่อยากออกไป
รับ
ทั้งหมดนี้เป็นสภาพของคนที่กำลังเจ็บปวดจากความรัก
จ่างเยี่ยนพยายามชักแม่น ้าทั้งห้ามาพูดจาโน้มน้าว องค์ชายสี่ถึง
ยอมออกมาเดินเล่นกับเขาที่อุทยานหลวง และดื่มน ้าทิพย์ล ้าค่าไปไม่
น้อย
“เหตุใดคุณหนูเหยาถึงไม่ชอบข้า ข้าไม่ดีตรงไหนกัน? ข้าเป็น
ถึงองค์ชายแท้ ๆ ทำไมถึงไม่คู่ควรกับนาง?” เด็กหนุ่มวัยสิบห้ากำลัง
ร้องไห้โฮ พลางดึงแขนเสื้อของน้องชาย
จ่างเยี่ยนปลอบโยนพลางลูบหลังให้เขา ปลายนิ้วที่สัมผัสไม่พบ
ผ้าพันแผลหรือกลิ่นคาวเลือดแต่อย่างใด
เขายิ้มบางรอจนองค์ชายสี่เมามายแล้วจึงให้องครักษ์พาตนเอง
กลับไปยังตำหนักสามตะวันตก
“องค์ชาย ตอนนี้จะทำอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ?” องครักษ์ประจำตัว
กระซิบถาม “พวกเราจะไปหาองค์ชายรองหรือไม่?”
จ่างเยี่ยนมองด้วยสายตาเย็นชา สองมือกำแน่น ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
“ไม่ต้อง”
เพราะเขาอยู่ที่นี่แล้ว
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เสียงดังขึ้นและเงียบลง ชายหนุ่มในชุดคลุมสี
เทาปรากฏตัวที่ประตูอุทานหลวง พูดด้วยท่าทีไร้เดียงสาว่า “น้องห้า
สิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าหามาให้เจ้าได้แล้ว”