พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 446 องค์ชายรอง
องค์ชายรองรับตำแหน่งในสำนักกิจการฝ่ายใน หน้าที่หลักคือ
ช่วยเสด็จอาจัดการเอกสารเก่าแก่หลายปีและบันทึกประวัติศาสตร์ใน
อดีต เป็นต้น
บางครั้งก็จัดการความขัดแย้งระหว่างคนในราชวงศ์บ้าง จึงค่อย
ๆ หลุดพ้นจากชื่อเสียงองค์ชายที่ไม่มีคนสนใจ
สิ่งที่จ่างเยี่ยนฝากให้เขาตามหาก็คือหนังสือเก่าของมารดา เห
ยียนซื่อ
องค์ชายรองทุ่มเทเต็มที่ ไม่กี่วันก็นำมาส่งด้วยตัวเองแล้ว
เขายังคงเป็นคนซื่อ ๆ เหมือนเดิม มักจะยิ้มแย้มอย่างโง่เขลา
เสมอ ไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนองค์ชายใหญ่ และไม่เสียงดัง
โอหังเหมือนองค์ชายสี่ สงบเรียบง่ายจนไม่เหมือนเชื้อพระวงศ์เลยสัก
นิด
“น้องห้า สิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าหามาให้เจ้าได้แล้ว” เขาใช้แขนเสื้อ
ปัดฝุ่นออกจากม้วนหนังสือ การกระทำของเขาแสดงถึงความใสซื่อ
ทั้งยังมีท่าทีเอาอกเอาใจเล็กน้อย
จ่างเยี่ยนยกยิ้มเดินเข้าไปสองสามก้าว “ขอบคุณเสด็จพี่รองที่
ลำบาก ถึงกับค้นหาหนังสือเก่าเมื่อสิบปีก่อนออกมาได้ น้องชายไม่รู้
จะขอบคุณเสด็จพี่อย่างไรดี”
“ระหว่างพี่น้องไม่ต้องพูดขอบคุณหรอก” องค์ชายรองไม่ได้
หวาดกลัวการพูดคุย ยิ้มพลางส่งม้วนหนังสือให้
ทั้งสองคนเกือบจะแนบชิดกัน เพราะความสัมพันธ์ที่ไม่สนิทสนม
พอจึงไม่สามารถสัมผัสร่างกายอีกฝ่ายได้ แต่มันไม่ได้ขัดขวางจ่าง
เยี่ยนจากการดมกลิ่นตอนที่รับม้วนหนังสือมา
คนที่ได้รับบาดเจ็บจะมีกลิ่นคาวเลือด ต่อให้มียาทาแผลปกปิดไว้
ก็ยังคงมีกลิ่นหลงเหลืออยู่
แต่สิ่งที่โชยเข้าจมูกจ่างเยี่ยนกลับมีเพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของ
ดอกหอมหมื่นลี้
เขายืดตัวขึ้น ความคิดผุดขึ้นมาในใจ รู้สึกสะเทือนใจมาก
“น้องห้า เจ้าลองดูสิว่าม้วนหนังสือนี้มีอะไรผิดพลาดหรือไม่”
องค์ชายรองยิ้มซื่อ สองมือลูบไล้กันไปมาโดยไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะของคนซื่อที่กำลังรู้สึกประหม่าและ
ขลาดกลัว
จ่างเยี่ยนกล่าวอย่างเยือกเย็น “ถูกต้องแล้ว ขอบคุณเสด็จพี่รอง
มาก”
ทั้งสองสนทนากันเพียงสามประโยค องค์ชายรองก็อ้างว่ามีธุระ
สำคัญที่สำนักกิจการฝ่ายในแล้วหมุนตัวจากไป
อุทานหลวงตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
ในที่สุดองครักษ์ก็กล้าเอ่ยถาม “องค์ชาย เป็นเขาใช่หรือไม่พ่ะย่ะ
ค่ะ”
ใช่และไม่ใช่
จากตระกูลฟางที่เหยียบเรือสองแคมก็เป็นเพียงการคาดเดาฝ่าย
เดียวของจ่างเยี่ยน ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด
องค์ชายสี่ที่ดื่มสุราจนเมามายอาจเป็นการหลบเลี่ยงการซักถาม
เขาไม่กล้าเสี่ยงอันตราย การเลือกทายาทสายตาคนหนึ่งจากตระกูล
มาผูกมัดกับเจียงเซิงก็เป็นไปได้เช่นกัน
องค์ชายใหญ่โง่เขลาอย่างเห็นได้ชัด แต่ใครจะรู้ว่านี่เป็นการจง
ใจแสดงเพื่อลดความระแวดระวังของศัตรูลงหรือไม่
องค์ชายรองก็เหมือนกัน เขาใช้ความซื่อตรงและความโง่เขลา
มาเป็นเกราะป้องกัน แม้แต่การกระทำก็ถูกคิดมาอย่างพิถีพิถัน แทบ
จะไม่มีจุดอ่อนให้เห็นเลย
การเชื่อใจใครสักคนมากเกินไปอาจทำให้ตกหลุมพรางที่ผู้อื่น
วางเอาไว้
ในราชสำนักแม้แต่แมวตัวเดียวก็ยังน่าสงสัย
“เช่นนั้นองค์ชายครุ่นคิดมาตั้งครึ่งวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
หรือพ่ะย่ะค่ะ?” องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ เริ่มร้อนใจ
จ่างเยี่ยนหัวเราะ “วางใจเถอะ ข้ามีข้อสรุปแล้ว”
ความสงสัยมีมากมีน้อย องค์ชายใหญ่แกล้งโง่มีโอกาสน้อยที่สุด
องค์ชายสี่หลบเลี่ยงการซักถามรองลงมา ที่เหลือคือองค์ชายรองที่ดู
ซื่อนี้น่าสงสัยที่สุด โดยเฉพาะกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ที่ติดตัวมาทั้งร่าง
แท้จริงแล้วมันเป็นการทำเพื่อขจัดความสงสัย แต่กลับกลายเป็น
การเผยพิรุธ
“คนซื่อที่ถูกรังแกอยู่เสมอ ไม่ควรใช้กลิ่นดอกไม้หอมมาอบ
เสื้อผ้า” จ่างเยี่ยนกล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย
ยิ่งไปกว่านั้น มันคือกลิ่นหอมหวานเข้มข้นของดอกหอมหมื่นลี้
“เพราะกลิ่นหอมธรรมดาไม่สามารถกลบกลิ่นคาวเลือดได้”
องครักษ์รู้สึกตกตะลึง “คาดเดาได้ยากจริง ๆ องค์ชายรองเจ้าเล่ห์และ
มีกลยุทธ์เช่นนั้น ไม่เพียงแต่รู้ว่าต้องลงมือกับเด็กสาว แต่ยังไม่ลังเล
จะใช้กลอุบายทำร้ายตัวเองอีกด้วย”
พูดถึงเรื่องนี้ สายตาของจ่างเยี่ยนเย็นเยียบลง
ในฐานะเชื้อพระวงศ์ เขาไม่อาจยืนยันความจริงได้จนถึงช่วง
สุดท้าย แต่ก็ตัดสินใจที่จะจัดการกับองค์ชายรอง ตัดสินใจจะกวนน ้า
ในบ่ออำนาจของฮ่องเต้
ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น แต่เพราะอีกฝ่ายกล้าพุ่งเป้าไปที่น้องสาวของเขา
กล้าไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่สมควรแตะต้องที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว
“เช่นนั้นพวกเราจะจัดการกับองค์ชายรองอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ หรือ
ว่าจะติดสินบนคนรอบตัวจวีกุ้ยเฟยให้เปิดเผยความลับ?” องครักษ์
ถามเสียงเบาด้วยความตื่นเต้น
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ แล้วหมุนตัวกลับไปยังตำหนักสาม
ตะวันตก
ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น แค่ให้ตระกูลเจียงเป็นตัวแทน
เจียงเซิงไปขอบคุณองค์ชายรองก็พอ ในช่วงเวลาการคัดเลือกชายา
เช่นนี้ ย่อมมีแต่จะทำให้จวีกุ้ยเฟยเกิดความสงสัย
ก่อนหน้านี้องค์ชายรองสามารถซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังได้เพราะไม่
มีใครสนใจ เพราะความต ่าต้อย เมื่อหน้ากากความไร้เดียงสาของเขา
ถูกกระชากด้วยฝีมือของจวีกุ้ยเฟย เมืองหลวงก็จะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น
เร็ว ๆ นี้
“แล้วจะลากตระกูลฟางลงน ้าด้วยได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? พวกเราไม่
อาจปล่อยให้พวกเขาหลุดรอดไปได้” องครักษ์ถามอีกครั้ง ร่างและ
เสียงค่อย ๆ ห่างไกลออกไป
นี่คือการประเมินความสามารถของจวีกุ้ยเฟยต ่าเกินไป
ในฐานะคนที่ครองอำนาจในวังหลังมายี่สิบปีโดยไม่เคยตกต ่า
กระทั่งตอนที่ฮองเฮาเหยียนครองอำนาจก็ยังไม่เทียบเท่ากับนาง
นางมีทั้งความโปรดปรานจากฝ่าบาท การสนับสนุนจากตระกูลจ
วี ตระกูลฟาง และยิ่งไปกว่านั้นคือความเจ้าเล่ห์กับความสามารถของ
ตัวนางเอง
การสนทนาลับเหล่านั้นจะรั่วไหลออกไปเสมอ เว้นเสียแต่จะ
สังหารคนที่รู้เรื่องทั้งหมด
กระดาษไม่อาจห่อไฟ
ปุยฝ้ายไม่อาจซ่อนเข็ม
ตระกูลเจียงรักและเอ็นดูเจียงเซิงมาก เมื่อได้รับจดหมายจากเด็ก
สาว พวกเขาก็แทบไม่ลังเลเลย เจียงจื้อจงมาร้องป่าวถึงหน้าประตู
เพื่อขอบคุณองค์ชายรองที่ยื่นมือช่วยเหลือบุตรสาวตระกูลเจียง
ว่ากันว่าตอนนั้นสีหน้าขององค์ชายรองถึงกับเขียวคล ้า คิดจะ
ปฏิเสธทันที แต่กลับถูกเจียงซานเจียงซื่อที่ตามมาด้วยจดจำได้ “เป็น
คุณชายท่านนี้นี่เอง ที่แท้ท่านก็เป็นถึงองค์ชาย คารวะองค์ชาย”
เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีก จึงได้แต่ฝืนยิ้มและรับมันไว้
เมื่อข่าวแพร่ไปถึงตำหนักเฉิงเฉียน จวีกุ้ยเฟยก็ทุบชุดถ้วยชา
จากราชวงศ์ก่อนแตกกระจาย
“สุนัขที่กัดคนมักไม่เห่า วันนี้ข้าเพิ่งรู้ว่าองค์ชายรองมีความคิด
ลึกล ้าถึงเพียงนี้” นางกัดฟันพลางแสดงสีหน้าดูแคลน “แต่การ
วางแผนช่วยเหลือสาวงามให้กับลูกนอกสมรสที่พลัดพรากไปนาน
อย่างนี้จะคุ้มค่าหรือ หรือว่าเขาคิดว่าคนที่มีชาติกำเนิดเช่นเขา
เหมาะสมกับลูกนอกสมรสแบบนั้น”
ไม่น่าแปลกใจที่จ่างเยี่ยนจะให้ตระกูลเจียงไปแสดงความ
ขอบคุณ โดยไม่กลัวว่าเจียงเซิงจะถูกองค์ชายคนอื่นจับตามอง
ที่แท้ในสายตาของคนตระกูลใหญ่ เด็กสาวที่ร่อนเร่พเนจรมา
ตั้งแต่เด็กอย่างเจียงเซิง แม้จะเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับลูก
นอกสมรส
นางไม่อาจเทียบความสูงส่งของเจียงเฉิงอวี๋ได้ แม้ว่าในใจของ
คนตระกูลเจียงจะปฏิบัติต่อพวกนางทั้งสองอย่างเท่าเทียมกันก็ตาม
นี่คือกฎเกณฑ์ คือการอบรมสั่งสอน คือความลำเอียง และคือคน
ตระกูลใหญ่
“เขาคิดว่าการหวังเกาะตระกูลเจียงจะทำให้ครองบัลลังก์ได้ง่าย ๆ
หรือ? ฝันไปเถอะ!” จวีกุ้ยเฟยทุบถ้วยใบสุดท้ายแตก สั่งการด้วยสี
หน้าเย็นชา “การที่เขาสามารถมองไปถึงตระกูลเจียงได้ แสดงว่าต้อง
มีการสนับสนุนจากคนอื่น ไปสืบมาให้ข้า!”
เมื่อมีการสืบสวนตระกูลฟางก็ย่อมหนีไม่พ้น
ความตื่นตระหนกและสับสนในช่วงเวลานี้เองที่ข่าวการทุจริต
การสอบขุนนางก็พุ่งถึงจุดสูงสุด
ทั่วทั้งหอเหวินชางไม่มีเสียงพูดคุยอย่างมีความสุขอีกต่อไป
เหลือเพียงบัณฑิตที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น พร้อมใจกันตะโกนว่า
จะต้องหาตัวคนทุจริตให้ได้ หาตัวคนที่ทำให้การสอบขุนนางต้อง
แปดเปื้อนให้ได้
“คืนความบริสุทธิ์ให้การสอบขุนนาง!”
“ขับไล่ความสกปรกและการคดโกง!”
“กระทั่งการสอบขุนนางยังไม่มีความยุติธรรมเที่ยงตรง พวกเรา
ที่มาจากครอบครัวยากจนก็หมดหวังแล้ว!”
“คนธรรมดาไม่มีหนทางไต่เต้าขึ้นไปได้ หมายความว่าเกิดมาก็
ต้องเป็นแค่ชาวนา เป็นแค่กรรมกรใช่หรือไม่?”
“ทำไมพวกเขาถึงเกิดมาเป็นคุณชาย ส่วนพวกเราเกิดมาก็เป็น
แค่เด็กธรรมดา แล้วตอนนี้ยังจะทุจริตการสอบ ตัดอนาคตของพวก
เราอีก!”
“คืนความหวังให้ทุกคน คืนยุติธรรมและเที่ยงตรงให้การสอบขุน
นาง!”
เส้นทางที่ปูด้วยเลือดมีเงาร่างของผู้คนที่ทยอยเดินหน้าต่อไป
ตั้งแต่คนวัยหนุ่มจนถึงวัยกลางคน จากวัยกลางคนจนถึงคนวัย
ชรา ไม่มีข้อยกเว้น พวกเขาล้วนแต่มาจากครอบครัวยากจน พวก
เขาไม่มีความสามารถอะไรมากมาย แต่พวกเขามีจำนวนคนมาก
พลังของพวกเขาจึงยิ่งใหญ่ เมื่อรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวก็เพียงพอจะ
สั่นคลอนอำนาจคนตระกูลใหญ่ได้
“ตระกูลฟางไม่ยอมให้คำอธิบายอะไรมานานแล้ว พวกเราอยู่ที่นี่
เรียกร้องไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ไปที่หน้าประตูจวนตระกูลฟางดีกว่า” มี
คนหนึ่งกระแอมเบา ๆ แล้วเสนอความคิด
บรรดาบัณฑิตที่โกรธแค้นมักถูกใช้เป็นอาวุธได้ง่ายที่สุด
ความไม่พอใจที่สะสมมาจนถึงจุดสูงสุดได้ระเบิดออกมาในช่วงนี้
คนที่กระหายความยุติธรรม ปะปนกับความรู้สึกเกลียดชังพวกคน
รวย ต่างทยอยหลั่งไหลออกจากหอเหวินชางอย่างเดือดดาล