พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 447 การร้องเรียนอีกครั้งที่ท้องพระโรง
ตั้งแต่วันที่สามสิบของสิ้นปีจนถึงวันนี้ เสียงโวยวายเกี่ยวกับการ
ทุจริตการสอบขุนนางก็ไม่เคยหยุดลงเลย
เพียงแต่ปกติแล้วเหล่าบัณฑิตมักจะแสดงความโกรธแค้นกันที่
หอเหวินชาง แทบจะไม่ออกมารบกวนผู้คนบนท้องถนน
ชาวบ้านในเมืองหลวงยังไม่ทันจะรู้สึกแปลกใจก็พบว่าขบวนคน
ยาวขึ้นเรื่อย ๆ เสียงตะโกนก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็หยุดลง
ตรงหน้าประตูจวนตระกูลฟาง
“คืนความยุติธรรมให้กับการสอบขุนนางของพวกข้า!”
“ขจัดความสกปรกและการทุจริต!”
เสียงคำกล่าวดังกังวานติดต่อกัน บัณฑิตสวมเสื้อคลุมหลายร้อย
คนยืนเรียงแถวเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตะโกนใส่ประตูใหญ่ของจวนตระกูล
ฟาง
ตระกูลใหญ่ข้างเคียงอีกหลายตระกูลต่างตื่นตระหนก แอบเปิด
ประตูออกมาดูแล้วรีบปิดกลับไป
มีเพียงตระกูลฟางเท่านั้นที่ประตูใหญ่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่
เช่นเดิม ไม่เห็นว่าจะเปิดหรือปิดสักเล็กน้อย
เหล่าบัณฑิตตาแดงก ่า หลังตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ในที่สุดก็
ทนไม่ไหว ถอดรองเท้าและถุงเท้าออก แล้วขว้างปาใส่ด้านบนของ
ประตูจวนตระกูลฟาง
รองเท้าเหม็น ๆ และถุงเท้าลอยละล่องเต็มฟ้า อันที่สะอาดหน่อย
ก็ยังตกลงพื้น ส่วนอันที่มีความเหนียวก็ติดอยู่บนวงกบประตู
แม้แต่ท่านเจ้าเมืองศาลาว่าการเมืองหลวงที่รีบร้อนมาก็ยังทนไม่
ไหว ต้องบีบจมูกและเอ่ยห้าม “ทุกคนสงบลงหน่อย สงบลงหน่อย”
เดิมทีคิดว่าอำนาจของขุนนางจะเพียงพอควบคุมสถานการณ์ได้
แต่กลับไม่คาดคิดว่าบรรดาบัณฑิตยิ่งส่งเสียงอื้ออึงมากขึ้น
“ดูสิ ก่อนหน้านี้แค่ส่งเสียงอยู่ที่หอเหวินชางก็ไม่มีใครมาจัดการ
แต่พอมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลฟางกลับมีคนมาขัดขวาง”
“โลกมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ขุนนางย่อมคอยปกป้องกันเอง
แน่นอนว่าตระกูลฟางก็ต้องเป็นคนสั่งให้เขามาไล่พวกเราแน่”
“พวกข้าไม่ไป แม้ตายก็ไม่ยอมไป ต้องการฟังคำตอบจาก
ตระกูลฟางเดี๋ยวนี้!”
“คืนความยุติธรรมให้การสอบขุนนางของข้า!”
เหล่าบัณฑิตยิ่งดื้อดึง เสียงตะโกนไม่ได้ลดลงแต่กลับดังเพิ่มขึ้น
เมื่อมองเห็นใบหน้าแดง ๆ ของท่านเจ้าเมือง สวี่โม่ที่อยู่ตรงมุมก็
รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกของ
ปี โดยมีเขาเป็นผู้ผลักดันด้วยตนเอง จัดวางคนของตัวเองและคอย
ควบคุมจังหวะ
คนที่พยายามระงับความโกรธแค้นคือเขา คนที่เสนอให้มาที่จวน
ตระกูลฟางก็คือเขา และในตอนนี้คนที่นำคนมาก่อเรื่องก็คือเขา
เช่นกัน
กระทั่งท่านเจ้าเมืองก็ยังอยู่ในแผนการ แม้เขาจะไม่อยากเล่น
งานใต้เท้าที่ค่อนข้างยุติธรรมผู้นี้ก็ตาม
แต่หากไม่มีเหตุผลเพียงพอ สวี่โม่ก็ไม่อาจเอาอนาคตของตัวเอง
มาเสี่ยง ต่อให้เป็นไปเพื่อโค่นล้มฟางหยวนก็ตาม
เขาจำเป็นต้องทำให้บรรดาบัณฑิตก่อจราจล จำเป็นต้องทำให้
สถานการณ์ยากจะควบคุม จำเป็นต้องทำให้ท่านเจ้าเมืองศาลาว่า
การเมืองหลวงโกรธจนสะบัดแขนเสื้อจากไป จนกระทั่งฝูงชนเริ่มก่อ
ความวุ่นวาย เขาซึ่งเป็นเหยื่อของการทุจริตการสอบขุนนางและ
ขณะเดียวกันก็เป็นจอหงวนฮั่นหลิน จึงสามารถสวมชุดขุนนางขั้น
หกและปรากฏตัวอย่างสง่างามได้
เขายกมือทั้งสองขึ้นสูง เอ่ยด้วยน ้าเสียงนิ่งและสงบ “ทุกท่าน
โปรดใจเย็นก่อน ขอให้ฟังคำพูดของข้า”
เสียงอื้ออึงดังมาจากกลุ่มคน เหมือนพวกเขากำลังตัดสินและ
ครุ่นคิด ค่อย ๆ สงบลงอย่างฝืนใจ
สวี่โม่ไม่ได้พูดออกไปทันที แต่ก้าวไปข้างหน้า ค้อมกายคำนับ
ต่อท่านเจ้าเมือง “คารวะท่านเจ้าเมือง ข้าผ่านมาทางนี้โดยบังเอิญ ได้
ยินเรื่องวุ่นวายจึงรีบมาที่นี่ หวังว่าใต้เท้าจะให้อภัย”
มีอะไรที่ต้องให้อภัยด้วยหรือ?
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการปรากฏตัวของเขาก็ยับยั้งการจลาจลได้
ท่านเจ้าเมืองโบกมือส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “จ้วนซิวสวี่ไม่
ต้องมากพิธีหรอก มาจัดการเรื่องนี้กันก่อนเถอะ”
สวี่โม่พยักหน้าและมองไปทางทุกคนอย่างไม่เกรงใจ “ข้าก็เป็น
หนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบขุนนาง พวกท่านที่อยู่
ตรงหน้าล้วนเป็นสหายร่วมเรียนของข้า เมื่อก่อนเราเคยเข้าออก
สำนักสอบด้วยกัน วันนี้ก็มารวมตัวกันที่หน้าประตูจวนตระกูลฟาง”
จู่ ๆ เขายิ้มขื่นและส่ายหน้า “แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายถึง
ขนาดนี้ พี่ฟางก็ยังไม่ยอมออกมาเผชิญหน้า แม้แต่คำอธิบายสักสอง
ประโยคก็ยังไม่มี”
ฝูงชนเงียบกริบ เจียงเซิงที่อยู่ไกลออกไปเกือบจะหัวเราะจน
สำลัก
พี่ใหญ่เริ่มเสียคนแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างอยู่ในการวางแผนของเขา
แต่ตอนนี้กลับต้องการทำตัวเป็นคนดี ช่างเป็นการกวาดรับ
ผลประโยชน์ทั้งหมดไปจริง ๆ
ฟางหยวนตอนนี้เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของเหล่า
บัณฑิต การเพิกเฉยไม่สนใจถือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง พวก
บัณฑิตไม่สามารถสร้างความวุ่นวายได้ เรื่องนี้ก็จะสงบลงในไม่ช้า
หากออกมายืนหยัดจริง ๆ ก็จะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวแทน
แต่สวี่โม่จะยอมให้เป็นไปตามความต้องการของอีกฝ่ายได้
อย่างไร
“ไม่ว่าจะอย่างไร พวกข้าล้วนเข้าใจความโกรธแค้นของทุกท่าน
แต่การมาขวางถนนไม่ถูกต้องตามหลักเหตุผล อีกทั้งยังทำให้ท่าน
เจ้าเมืองเฟิ่งลำบากใจ ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันไปโดยเร็วเถอะ” เด็ก
หนุ่มสวมชุดขุนนางตั้งใจปลอบประโลมด้วยน ้าเสียงกังวาน
ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่กลับทำให้เหล่าบัณฑิตโกรธเกรี้ยวกันหมด ชายหนุ่มอายุราว
ยี่สิบปีตะโกนขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “เจ้าสอบได้จอหงวน ได้เป็น
ขุนนางไปแล้ว ย่อมไม่เข้าใจความทุกข์ของพวกข้าหรอก!”
“ใช่แล้ว แม้แต่การสอบขุนนางยังมีการทุจริต พวกข้าก็ไม่กล้า
สอบต่อแล้ว แต่กลับไม่ยอมยกเลิก การขอคำอธิบายมันมากเกินไป
หรือ”
“เจ้าอย่ามาประนีประนอม ตัวเจ้าเองที่เป็นจอหงวนได้อย่างไรก็
ยังเป็นปัญหาอยู่”
“ใช่ ยังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่ทุจริต”
เพราะการ “เห็นความถูกต้องแล้วกล้าทำ” ของสวี่โม่ทำให้
เป้าหมายของความโกรธแค้นเปลี่ยนจากฟางหยวนมาที่เขา
บรรดาบัณฑิตที่ตาแดงก ่าด้วยความโกรธแค้นสูญเสีย
ความสามารถในการแยกแยะ เหลือเพียงความขุ่นเคืองเต็มอก ราว
กับอยากจะฉีกแม้แต่สายลมให้ขาดสะบั้น
ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งตกตะลึง เหมือนไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะจัดการ
ยากเย็นถึงเพียงนี้
พอหันกลับมาอีกครั้ง สวี่โม่ก็เปลี่ยนจากคนที่มีท่าทีสงบเยือก
เย็น กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความเศร้า โกรธเคือง และอับอาย
“ใต้เท้าขอรับ!” เขาเอ่ยด้วยน ้าเสียงแหบแห้ง “ข้าแซ่สวี่มีเจตนา
ดี แต่กลับถูกคนดูหมิ่นเช่นนี้ ข้าไม่อาจยอมรับได้ ข้าขอไปที่ท้อง
พระโรง พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองขอรับ!”
ฝูงชนที่กำลังอึกทึกเงียบลงชั่วครู่ แล้วก็ปะทุขึ้นมาใหม่อย่าง
รวดเร็ว
“ไปท้องพระโรง พิสูจน์ความบริสุทธิ์!”
“ไปท้องพระโรง ขอให้ฝ่าบาทตัดสิน!”
จวบจนวันนี้ หากไม่ไปที่ท้องพระโรงก็เหมือนจะแก้ไขปัญหา
ไม่ได้
ขณะที่ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งยังครุ่นคิดอยู่ สวี่โม่ก็หันหลัง เดินมุ่งหน้า
ไปยังวังหลวงราวกับกำลังเสียสละตนเองอย่างองอาจ
บัณฑิตมากมายเดินตามเขาไป
คนจากตระกูลฟางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรีบเปิดประตูใหญ่
แต่น่าเสียดายที่สายเกินไปแล้ว
ชั่วพริบตานั้นสวี่โม่ก็ไปคุกเข่าอยู่หน้าประตูวังหลวง เบื้องหลัง
เขาคือกลุ่มบัณฑิตมากมายที่ยืนเรียงรายกัน รวมถึงท่านเจ้าเมืองเฟิ่ง
ที่ขมวดคิ้วจนเป็นรอยย่น
“กระหม่อมได้รับความอยุติธรรม ขอใช้ชีวิตเพื่อแสดง
เจตนารมณ์ เพียงขอฝ่าบาทลบล้างมลทินให้กระหม่อม ไม่ปล่อยให้
ใครใส่ร้ายป้ายสีกระหม่อมได้” เขากล่าวหนักแน่น
ไม่รอให้ประตูวังหลวงเปิดออกก็กลับพุ่งตัวเข้าชนกำแพงอย่าง
แรง
ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งรีบสั่งให้เจ้าหน้าที่ขวางเขาไว้ พูดดีพูดร้ายจน
ในที่สุดก็ห้ามคนไว้ได้อย่างยากเย็น
เจียงเซิงที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนอ้าปากค้างอีกครั้ง ดึงตัวเจิ้งหรู
เชียนมากระซิบว่า “พี่ใหญ่พลิกอ่านตำราโบราณมาตั้งนาน พูดแค่
ว่าจะเลียนแบบท่าทางของพวกขุนนางในอดีต แต่ไม่คิดว่าเขาจะ
เลียนแบบได้สมจริงขนาดนี้”
ร้องขอความตาย ถูกคนขัดขวาง แล้วค่อย ๆ ลงเวทีไป
ใครเห็นก็ต้องชูนิ้วโป้งให้การแสดงนี้
และกลยุทธ์นี้ได้ผลนัก ประตูที่ปิดสนิทถูกเปิดออก หัวหน้า
ขันทีอู๋ที่เหนื่อยหอบถือแส้ปัด ประกาศเสียงแหลมว่า “ท้องพระโรง
ระงับการประชุม เชิญคนด้านนอกเข้าเฝ้า”
ทั้งบัณฑิตและผู้คนมากมายที่ร ่าไห้และตะโกนด้วยความ
โศกเศร้าและโกรธแค้นมานานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดพวกเขาก็ได้รับ
การตอบสนองแล้ว
พวกเขาทุกคนต่างตื่นเต้นและรู้สึกซาบซึ้ง จับมือมองกันด้วย
ดวงตาที่เต็มไปด้วยน ้าตาและเดินเคียงข้างกันเข้าไป
ในบรรดาพวกเขา สวี่โม่ดูผ่อนคลายที่สุด มุ่งมั่นที่สุด และไม่
ลังเลที่สุด
ประตูวังค่อย ๆ เปิด ผู้คนทยอยเข้าไปก่อน เขาเดินช้ากว่า
เล็กน้อยและแน่นอนว่าเขาเห็นฟางหยวนที่รีบร้อนวิ่งมาจากหางตา
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ถูกเชิญจึงเข้าไปไม่ได้ น่าเสียดายที่ตอน
นั้นประตูวังกำลังปิดลง
ช่วงจังหวะสุดท้าย สวี่โม่พลันยกมุมปากขึ้น ตั้งใจทิ้งรอยยิ้มที่
มั่นใจว่าตนเองจะต้องชนะเอาไว้
เยาะเย้ยอีกฝ่ายด้วยความมั่นใจและสงบนิ่งเหมือนอย่างคุณชาย
ตระกูลฟางในก่อนหน้านี้