พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 448 สถานการณ์ในราชสำนัก
ยามนี้ฮ่องเต้กำลังนั่งอยู่ในท้องพระโรงเพื่อว่าราชการยามเช้า สี
หน้าของเขายังคงซีดเหลืองอยู่บ้างหลังจากที่เพิ่งหายป่วย
โชคดีที่เหล่าขุนนางต่างเห็นอกเห็นใจ จึงพยายามสรุปเรื่องราว
ต่าง ๆ ให้กระชับ รายงานเฉพาะประเด็นสำคัญแล้วค่อยกลับไป
จัดการรายละเอียดในภายหลัง ทำให้การประชุมดำเนินไปได้อย่าง
ราบรื่น
เมื่อการประชุมใกล้จะสิ้นสุดลง ฮ่องเต้ก็รู้สึกเหนื่อยล้าจน
อยากจะกลับไปพักผ่อน เขาถึงกับวางแผนจะให้หมอหลวงน้อยมาบีบ
นวดให้อีกครั้ง
แต่ทันใดนั้นเสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นจากข้างนอกอย่างแผ่วเบา
หัวหน้าขันทีอู๋รีบเดินออกไปดูครู่เดียวก็กลับมาด้วยเหงื่อโซมหน้า
พูดติดขัดอย่างลังเลใจ
ฮ่องเต้รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที จึงสั่งให้เจ้ากรมขุนนางที่กำลัง
รายงานหยุดพูด “หัวหน้าขันทีอู๋ มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
“ทูลฝ่าบาท” หัวหน้าขันทีอู๋คุกเข่าลงกับพื้น “ด้านนอกวังหลวงมี
กลุ่มบัณฑิตมาชุมนุมกัน พวกเขาเรียกร้องให้จัดการการสอบขุน
นางที่ไม่โปรงใส และขอให้พระองค์ตัดสิน…”
เสียงของเขาค่อย ๆ เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
แต่ก็มากพอจะทำให้เหล่าขุนนางมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น
และกังวล
ในบรรดาคนเหล่านั้น ผู้นำตระกูลจูดูร้อนรนที่สุด ใช้หางตา
สอดส่องไปยังผู้นำตระกูลฟางไม่หยุด หวังว่าจะได้รับคำสั่งที่ทำให้
สบายใจ
แต่ไม่คิดว่าผู้นำตระกูลฟางกลับเหม่อลอย ไม่รับรู้อะไรเลย
บนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็พยักหน้า
บอกให้คนเปิดทาง
ขุนนางทั้งหลายต่างถอยออกไปพร้อมเพรียงกัน เปิดพื้นที่ตรง
กลางให้กับบรรดาบัณฑิตที่กำลังโกรธแค้น
ความจริงแล้วคนที่มาก่อความวุ่นวายครั้งนี้ไม่ได้มีมากนัก
บัณฑิตที่เดินทางพันลี้มาสอบไม่สามารถทนอยู่ในเมืองหลวงได้ จึง
กลับบ้านเกิดไปแต่เนิ่น ๆ เหลือเพียงบัณฑิตท้องถิ่นและบัณฑิตที่มี
ฐานะดีบางส่วน อย่างน้อยรวมกันแล้วไม่เกินพันคน ท้องพระโรงอัน
กว้างใหญ่สามารถรองรับคนทั้งหมดได้
คนที่รู้หนังสือมาตั้งแต่เด็กย่อมเข้าใจกฎระเบียบ นอกวังหลวง
สามารถร้องไห้โวยวายได้ตามใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ ทุกคนต่าง
โค้งคำนับ แล้วเปล่งเสียงที่ไม่ค่อยพร้อมเพรียงนักว่า “ถวายพระพร
ฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
ฮ่องเต้ถอนหายใจ สีหน้าดูอ่อนล้า “ลุกขึ้นเถอะ”
ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลานี้ ในที่สุดมันก็มาถึงจนได้
บนท้องถนนสวี่โม่ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ในตอนนี้กลับสงบจน
เกือบดูผิดปกติ
เขามองไปทางท่านเจ้าเมืองเฟิ่งแล้วค้อมกายคำนับเคารพ ตาม
ด้วยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหน้าประตูจวนตระกูลฟางอย่างละเอียด
จากนั้นก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัย
กระหม่อมไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ จึงขอให้ฝ่าบาททรงตัดสิน
ด้วยพระองค์เอง”
บัณฑิตถูกปราบปรามได้ การใช้กำลังและอาวุธจะนำมาซึ่งคำ
สาปแช่งตลอดกาล
ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างเข้าใจ สายตาเลื่อนมาทางสวี่โม่ แล้วเอ่ย
ขึ้นมาอย่างกะทันหัน “การสอบครั้งนี้ จอหงวนก็รู้สึกว่ามีการทุจริต
และคิดว่าการสอบระดับแคว้นผิดปกติเช่นกันหรือ?”
เป็นไปตามคาด การอยู่ในกลุ่มของบัณฑิตก็เท่ากับเป็นเป้า
สายตาของผู้คน ฮ่องเต้จะไม่ลงโทษบัณฑิตคนไหน แต่จะตำหนิขุน
นางที่ปลุกปั่นความคิดเห็นของประชาชนแทน
โชคดีที่เจ้าห้าส่งจดหมายบอกให้เขาถอนตัวออกไป สวี่โม่จึง
สามารถประสานมือและกล่าวอย่างใจเย็นว่า “กระหม่อมผ่านทางมาที่
ประตูจวนตระกูลฟาง เห็นเหล่าอดีตสหายร่วมเรียนกำลังโกรธแค้น
เห็นท่านเจ้าเมืองกำลังลำบากใจ จึงก้าวไปพูดเกลี้ยกล่อม แต่ไม่คิด
ว่าจะถูกเหล่าสหายร่วมเรียนเข้าใจผิด”
ขณะที่เขาพูด น ้าเสียงก็เปลี่ยนจากนิ่งสงบเป็นไม่พอใจ
“กระหม่อมมีเจตนาอันดี จะทนต่อการใส่ร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่
ตำแหน่งจอหงวนก็ยังถูกคนสงสัย แม้ตายไปหมื่นครั้งก็ล้างมลทินนี้
ไม่ได้ มีเพียงให้ฝ่าบาทตัดสิน คืนความบริสุทธิ์ให้กระหม่อม จึงจะ
สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกมนุษย์ได้อีกครั้ง”
บัณฑิตที่ผ่านการศึกษาอย่างยากลำบากมาสิบปี พูดจามีเหตุมี
ผล เลือกใช้คำอย่างพิถีพิถัน ค่อย ๆ เพิ่มอารมณ์ขึ้นทีละนิด และจบ
ลงที่ประเด็นสำคัญ
ที่สำคัญ เด็กหนุ่มคนนี้ถึงกับน ้าตาคลอ แสดงความอัดอั้นตันใจ
และความสิ้นหวังของบัณฑิตคนหนึ่ง ราวกับอยากจะตายเพื่อพิสูจน์
ความบริสุทธิ์ของตนเอง แม้แต่คนบนบัลลังก์มังกรก็ยังต้องตะลึงงัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเต็มใจมอบตำแหน่งให้คนที่มีความสามารถด้วย
ตนเอง หรือเพราะตกใจที่เขามีท่าทางเหมือนขุนนางเฒ่าทั้งที่อายุยัง
น้อยกันแน่
สวี่โม่ฉลาดเป็นพิเศษ พูดจบก็หุบปาก พยายามปิดซ่อนร่างกาย
ให้มิดชิด
คนที่แฝงตัวในหมู่บัณฑิตได้รับคำสั่ง จึงตะโกนเสียงดัง “ขอให้
ฝ่าบาทตัดสินอย่างยุติธรรม เพื่อความเที่ยงตรงของการสอบขุนนาง
พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากประโยคนั้นบัณฑิตนับร้อยนับพันต่างคุกเข่าก้มศีรษะ
อย่างน้อยพวกเขาก็มียศเป็นถึงจวี่เหริน พวกเขาสามารถไม่
คุกเข่าในท้องพระโรงได้ แต่พวกเขากลับยังคุกเข่าลง
แม้แต่คนที่ถูกส่งมาแฝงตัวโดยเจตนา ก็ยังปรารถนาความ
ยุติธรรมอย่างแท้จริง ปรารถนาที่จะได้ปีนป่ายเถาวัลย์แห่ง
ความก้าวหน้า ปรารถนาที่จะให้ชีวิตไม่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
ภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยศีรษะมากมาย เป็นบัณฑิตที่
กระหายใคร่รู้ เป็นวิญญูชนนับพันที่ร้องตะโกน
กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังตกตะลึงจนพูดไม่ออกอยู่นาน
ขุนนางที่ซื่อสัตย์ก็รู้สึกสะเทือนใจ โต้วเว่ยหมิงลังเลครู่หนึ่งแล้ว
ประสานมือ “ฝ่าบาท การสอบขุนนางควรจะยุติธรรมเที่ยงตรง และ
ความยุติธรรมไม่กลัวการถูกตัดสิน”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ฉีกงเจิ้นโค้งคำนับแสดง
ความเคารพ
“กระหม่อมเองก็เห็นด้วย” เจียงจี้จงไม่ลังเลอีกต่อไป
“กระหม่อมเห็นด้วย”
“กระหม่อม… เห็นด้วย”
บางคนโค้งคำนับ แต่ก็มีบางคนยืนตรง
ผู้นำตระกูลฟางได้สติกลับคืนมา มือที่กำลังจับฮู่ป่านแทบจะบีบ
มันแตก รีบร้อนจะลุกขึ้นคัดค้าน แต่แขนเสื้อกลับถูกใครบางคนดึง
เอาไว้
เมื่อหันกลับไปมอง จะเป็นใครไปได้นอกจากผู้นำตระกูลจวี
นึกถึงการสืบสวนบางอย่างของตระกูลจวีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
รวมถึงน ้าเสียงแปลกประหลาดของจวีกุ้ยเฟยทำให้ผู้นำตระกูลฟาง
รู้สึกขนลุกซู่ แผ่นหลังเย็นวาบ
การรับใช้เจ้านายสองคนพร้อมกันเป็นข้อห้ามใหญ่หลวงของคน
ตระกูลใหญ่
ตระกูลฟางทุ่มเททุกอย่างไปกับองค์ชายทั้งสองคน โดยเปิดเผย
ว่าจะช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ แต่แท้จริงแล้วกลับสนับสนุนองค์ชาย
รอง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากองค์ชายใหญ่และได้รับความซึ้งใน
จากองค์ชายรองในอนาคต ไม่ว่าฮ่องเต้จะเลือกใครให้ขึ้นครอง
บัลลังก์ ตระกูลฟางก็จะมีความดีความชอบในการสนับสนุนพวกเขา
แต่เมื่อเทียบกับองค์ชายใหญ่ที่มีตระกูลจวีสนับสนุน ตระกูลฟาง
ก็ยังโน้มเอียงไปทางองค์ชายรองที่มีกำลังน้อยกว่า – ความชอบใน
การสนับสนุนองค์ชายนั้นแบ่งเป็นขั้นหนึ่งและขั้นสอง
แต่ในขณะเดียวกัน การไม่จงรักภักดีนี้ก็ต้องไม่ทำให้องค์ชาย
ใหญ่ล่วงรู้ และยิ่งไม่ควรให้จวีกุ้ยเฟยผู้โหดเหี้ยมสังเกตเห็น
ตระกูลฟางต้องการจะรุกก็ได้จะถอยก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อความ
ทะเยอทะยานขององค์ชายรองถูกเปิดเผย พวกเขายิ่งต้องลบร่องรอย
ความเกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยของจวีกุ้ย
เฟย และไม่เสียสิทธิ์ในการสนับสนุนองค์ชายใหญ่
ไม่กี่วันนี้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนเอง ผู้นำตระกูลฟาง
ถึงกับหมดแรง เพราะพยายามเอาอกเอาใจทุกฝ่าย
เขาไม่เคยคิดเลยว่าตระกูลจวีจะมาขัดขวางตนในช่วงเวลาเช่นนี้
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบขุนนาง และยังเกี่ยวพันถึง
บุตรชายคนโตของตระกูลฟางอย่างฟางหยวนอีก เขาจะปล่อยให้
พวกไพร่เหล่านั้นมาใส่ร้ายได้อย่างไร
ผู้นำตระกูลฟางกำลังตัดใจสะบัดแขนเสื้อก็ได้ยินผู้นำตระกูลจวี
พูดอย่างใจเย็นว่า “ได้ยินมาว่าสุขภาพของราชเลขาธิการซุนแย่ลง
เรื่อย ๆ ตำแหน่งราชเลขาธิการจะว่างลง รองราชเลขาทั้งหกคนล้วน
เป็นผู้แข่งขันที่มีศักยภาพ”
คณะราชเลขาแบ่งเป็นราชเลขาธิการและรองราชเลขาธิการ
ราชเลขาธิการมีอำนาจมากที่สุด ตำแหน่งนี้เป็นของนายท่านผู้เฒ่า
ซุนจากตระกูลซุน แต่เพราะอายุมากจึงไม่ค่อยได้จัดการงานใด ๆ
อำนาจจึงค่อย ๆ กระจายไปสู่มือของรองราชเลขาธิการทั้งหกคน
หากกล่าวว่าในเสนาบดีหกกรมยังมีคนเก่งหน้าใหม่อย่างคน
ตระกูลฉี แต่ตำแหน่งรองราชเลขาธิการทั้งหกล้วนมาจากคนตระกูล
ใหญ่ทั้งสิ้น คือ เจียงจี้จงแห่งตระกูลเจียง ฟางหวายเหรินแห่งตระกูล
ฟาง เหยาเจี้ยนเฉิงแห่งตระกูลเหยา เฮ่อเฉิงฉิงแห่งตระกูลเฮ่อ โต้ว
เจิ่นหมิงแห่งตระกูลโต้ว และจูลี่เยี่ยแห่งตระกูลจู
ในจำนวนนี้ โต้วเจิ่นหมิงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้ากรมขุนนางโต้ว
เว่ยหมิง คนตระกูลเดียวกันมีขุนนางใหญ่ถึงสองคน จึงไม่แปลกที่จะมี
สถานะไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเจียง
แม้ว่าฟางหวายเหรินจะแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลมาจากพี่ชาย
คนโต แต่ตำแหน่งรองราชเลขาธิการนั้นเขาได้มาจากความพยายาม
โดยเฉพาะในแวดวงขุนนางฝ่ายบุ๋นนั้นเขาเชี่ยวชาญยิ่ง
เขารู้ว่าเหตุที่ราชเลขาซุนไม่ยอมลาออก เป็นเพราะฮ่องเต้
ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้คนตระกูลใหญ่เติบโตขึ้น จึงยอมให้ราชเลขา
ซุนมีตำแหน่งแต่ไร้อำนาจ แล้วให้รองราชเลขาทั้งหกคนคอยถ่วงดุล
อำนาจกันเอง
เขายังรู้ด้วยว่า หากราชเลขาซุนเกิดล้มป่วยและตายไป สมดุล
อันบอบบางนี้ก็จะแตกสลาย และในที่สุดตำแหน่งราชเลขาธิการก็
ต้องเลือกจากรองราชเลขาทั้งหกคนนี้ ตระกูลเจียงหรือตระกูลฟาง
ตระกูลโต้ว หรือแม้แต่ตระกูลเฮ่อ
ตระกูลใดที่สามารถคว้าตำแหน่งราชเลขาธิการได้ อำนาจของ
ตระกูลนั้นก็จะยิ่งเติบโตแข็งแกร่ง และมีอิทธิพลมากขึ้นในการ
สนับสนุนให้กับว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต