พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 449 ฟางหยวนถูกจับ
คนฉลาดย่อมไม่พูดอ้อมค้อม ฟางหวายเหรินต้องการมัน
ตระกูลจวีมีจวีกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปราน และยังมีคนรุ่น
หลังที่ทำงานอยู่ในคณะราชเลขา ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนอย่างมาก
สำหรับการได้รับตำแหน่งราชเลขาธิการ
จากคำพูดของผู้นำตระกูลจวีดูเหมือนว่าหากเขาออกหน้า
ตระกูลจวีจะไม่ให้การสนับสนุนเขาอีกต่อไป
ฟางหวายเหรินไม่อยากจะเชื่อ จึงถามเพื่อหยั่งเชิง “การได้เป็น
ราชเลขาหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับการทุจริตการสอบขุนนางในวันนี้?”
ผู้นำตระกูลจวีชำเลืองมองด้วยสายตาเย็นชา กล่าวด้วยน ้าเสียง
เรียบเฉย “การสอบขุนนางมีการทุจริตมานานเกินไปแล้ว จวีกุ้ยเฟย
ทรงรู้สึกเบื่อหน่าย ต้องการจัดการให้มันจบสิ้นโดยเร็ว”
แม้จะต้องเสียสละคุณชายสายตรงของตระกูลฟาง แม้จะทำให้คน
ทั้งตระกูลฟางต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ฟางหวายเหรินแทบจะหัวเราะด้วยความโกรธเคือง “ตระกูลฟาง
หากล่มสลายไปจริง ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อองค์ชายใหญ่
เหมือนกัน”
“แล้วการยุยงให้พวกบัณฑิตก่อความวุ่นวายมีประโยชน์นัก
หรือ?” ผู้นำตระกูลจวีหัวเราะเยาะ “พวกท่านไม่ควรทุจริตในการสอบ
ตั้งแต่แรก บัดนี้ก็เพียงรับผลกรรมที่ตนเองก่อไว้เท่านั้น”
ฟังเหมือนเป็นคำพูดที่ถูกต้องชอบธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียง
ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามักเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอ
จวีกุ้ยเฟยไม่ไว้วางใจตระกูลฟางอีกแล้ว นางจึงฉวยโอกาสใช้
เรื่องทุจริตการสอบขุนนางสั่งสอนตระกูลฟาง ตัดแขนขาของตระกูล
ฟางออกไปด้วยการเสียตำแหน่งบัณฑิตทั่นฮวาในการสอบครั้งนี้
แล้วใช้ตำแหน่งราชเลขาธิการในอนาคตมาเป็นเหยื่อล่อหรือปลอบ
ประโลมพวกเขา
ตระกูลฟางตอนนี้มีทางเลือกเพียงสองทาง
หนึ่งคือลุกขึ้นมาต่อต้านพวกบัณฑิต ทำให้จวีกุ้ยเฟยไม่พอใจ
และทุ่มเทสุดกำลังเพื่อปกป้องฟางหยวน
สองคือยืนดูเฉย ๆ สละฟางหยวนเพื่อปกป้องตนเอง พร้อมกับรับ
ตำแหน่งราชเลขาธิการไป
อะไรถูกอะไรผิด ก็ต้องตัดสินใจเอาเอง
ผู้นำตระกูลจวีมองฟางหวายเหรินที่ลังเลอยู่กับที่ แล้วปล่อยแขน
เสื้อของอีกฝ่ายออกอย่างดูแคลน
เวลานี้ฮ่องเต้ได้อนุญาตให้เหล่าบัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวถึง
ความทุกข์ยากของตน
ฟางหวายเหรินยังคงไม่ขยับ แต่หลับตาลงด้วยความเจ็บปวด
อะไรกัน เป็นพ่อลูกกันแท้ ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ทำเพื่อ
ตำแหน่งราชเลขาธิการหรอกหรือ เขาถึงกับยอมสละฟางหยวนได้
ผู้นำตระกูลจวีแค่นหัวเราะพลางหันกลับไปดูความวุ่นวายต่อ
สวี่โม่ยกมุมปากขึ้น รู้ว่าการยุยงให้แตกแยกของเขาสำเร็จแล้ว
เขายังรู้ด้วยว่าการทุจริตในการสอบขุนนางครั้งนี้ ในที่สุดก็จะ
ได้รับความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างถ่องแท้
“ทูลฝ่าบาท แม้กระหม่อมจะไม่ได้รับเกียรติของการเป็นขุนนาง
แต่ก็รู้ดีว่ากระดาษคำตอบหนึ่งชุดไม่อาจเป็นของคนสองคนได้ เรื่อง
การทุจริตการสอบระดับแคว้นเมื่อสองปีก่อนความจริงเป็นอย่างไร
กระหม่อมขอร้องให้ฝ่าบาททรงเปิดเผยความจริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอฝ่าบาททรงให้ความจริงเปิดเผย เปิดกระดาษคำตอบของฮุ้ย
หยวนในปีนั้น”
ความจริงแล้วเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ทุกคนต่างรู้แก่ใจ
ว่าใครถูกใครผิด เพียงแต่กำลังมองหาหลักฐานชิ้นสำคัญเพื่อตัดสิน
ความผิดของฟางหยวน
ตัวอย่างเช่น กระดาษคำตอบที่ถูกแก้ไขหรือเจ้าหน้าที่คัดลอกที่
เปลี่ยนชื่อให้ในปีนั้น
ฮ่องเต้ใช้หางตามองฟางหวายเหรินที่ถือฮู่ป่านยื่นแข็งค้าง มุม
ปากของเขายกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะหายไป แล้วถอนหายใจอย่าง
หมดหนทางพูดว่า “ในเมื่อทุกคนยืนกรานเช่นนี้ เราก็คงขอให้ขุน
นางฉีนำกระดาษคำตอบต้นฉบับมาแสดงให้ทุกคนดู”
ฉีกงเจิ้นรับคำสั่ง รีบกลับไปยังสำนักสอบโดยเร็วที่สุด นำ
กระดาษคำตอบสองแผ่นที่มีข้อสงสัยในปีนั้นออกมา แล้วกลับมาท้อง
พระโรง
เวลาผ่านไปสองปี หมึกและกระดาษที่ผลิตเป็นพิเศษยังคงเหมือน
ใหม่ ตัวอักษรที่เขียนอย่างเป็นระเบียบสวยงามน่าชม ความคล้ายคลึง
กันอย่างยิ่งของกระดาษคำตอบทั้งสองแผ่นทำให้ผู้คนตกตะลึง การ
เป็นบัณฑิตร่วมสำนักและการฝึกฝนลอกเลียนแบบลายมือ ลายมือ
ของคนทั่วไปไม่มีทางเหมือนกันได้ขนาดนี้
เว้นแต่จะจงใจฝึกฝน เว้นแต่จะจงใจควบคุม
นี่ยังเป็นหลักฐานว่าการทุจริตการสอบขุนนางนั้นมีอยู่จริง ใน
กระดาษคำตอบสองแผ่นนี้มีคนหนึ่งเป็นคนเลียนแบบลายมือ และเป็น
การเลียนแบบที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า
หลังฮ่องเต้ตรวจสอบด้วยตัวเอง ก็พบว่าส่วนที่ปิดชื่อของ
กระดาษคำตอบทั้งสองแผ่นมีร่องรอยการแก้ไข เขาเข้าใจแล้วจึง
รับสั่งให้เรียกตัวเจ้าหน้าที่คัดลอกกระดาษคำตอบการสอบระดับ
แคว้นเมื่อสองปีก่อนมาเข้าเฝ้า
มีคนเคยสงสัยว่า ในเมื่อฟางหยวนอุตส่าห์ฝึกฝนจนเขียน
ลายมือเหมือนกับสวี่โม่แล้ว ทำไมไม่คัดลอกกระดาษคำตอบไปทั้ง
แผ่นเลย แต่กลับต้องเปลี่ยนชื่อด้วย
คำตอบนั้นง่ายมาก การสอบขุนนางเองก็มีความเข้มงวด
ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นกระดาษคำตอบต้นฉบับหรือ
กระดาษคำตอบที่คัดลอกใหม่ ล้วนไม่สามารถถูกนำออกไปจาก
ขอบเขตของสำนักสอบได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนำไปให้ฟางหยวนได้
คัดลอก
พื้นที่ในการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายในสำนักสอบ ต้องอาศัย
เจ้าหน้าที่คัดลอกที่สามารถแยกแยะตัวตนคนจากลายมือและเปลี่ยน
ชื่อบนกระดาษคำตอบ ก็สามารถทุจริตได้โดยไม่มีใครรู้แล้ว
และเจ้าหน้าที่คัดลอกที่มีสิทธิ์จัดการกับกระดาษคำตอบต้นฉบับ
ก็มีเพียงสองสามคนเท่านั้น
ในท้องพระโรงมีชายวัยกลางคนสามคนคุกเข่าอยู่ ทั้งหมดเป็น
คนธรรมดาที่ไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง ต้องใช้เวลาสิบปีในการศึกษา
เล่าเรียนถึงได้มีตำแหน่งในปัจจุบัน พวกเขาเป็นคนที่ตระกูลใหญ่
สามารถควบคุมได้ง่ายที่สุด
พูดง่าย ๆ ก็คือความสามารถของคนธรรมดานั้นยังอ่อนด้อย
เกินไป ไม่สามารถต่อสู้กับตระกูลใหญ่ได้
เสียงถอนหายใจเบา ๆ จากฮ่องเต้ดังขึ้น แต่เขากลับเอ่ยด้วย
น ้าเสียงเข้มงวด “ใครเป็นคนคัดลอกกระดาษคำตอบของฮุ้ยหยวน
ก้าวออกมา”
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงกลางตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เหงื่อ
ไหลโซมกายขณะตอบ “กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ เป็นกระหม่อมที่คัดลอก
ด้วยตนเอง”
“เจ้าสลับกระดาษคำตอบสองฉบับนี้ ทำลายความยุติธรรม
โปร่งใสของการสอบขุนนางใช่หรือไม่?” ฮ่องเต้ถามต่อ น ้าเสียงเคร่ง
ขรึมยิ่งขึ้น
ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองไปทางคน
ตระกูลฟาง แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จึงตอบไปด้วยความ
สิ้นหวัง “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นคนสลับกระดาษคำตอบด้วย
ตนเอง”
ฮ่องเต้รู้สึกโกรธมาก ทุบมือลงกับโต๊ะ “แล้วใครเป็นคนสั่งให้เจ้า
สลับกระดาษคำตอบ ทำลายความยุติธรรมของการสอบขุนนาง?”
ความจริงใครเป็นคนทำย่อมชัดเจนอยู่แล้ว สวี่โม่กับเจ้าหน้าที่
คัดลอกไม่รู้จักกันมาก่อน ยิ่งไม่มีความแค้นเคืองอะไรต่อกัน ดังนั้น
จึงเหลือเพียงตระกูลฟางที่คอยข่มขู่บีบบังคับ ใช้อำนาจกดขี่คนอื่น
แต่ตราบใดที่ชายวัยกลางคนยังไม่ยอมรับ ยืนกรานว่าตนเอง
หลงผิดไปเอง แม้ตระกูลฟางจะถูกประณามแต่ก็ยังสามารถรักษา
ชีวิตเอาไว้ได้
สุดท้ายก็ฟางหวายเหรินเป็นห่วงบุตรชายจึงส่งสายตาไป หวังให้
ชายวัยกลางคนคนนั้นเป็นฝ่ายรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
สวี่โม่รู้เห็นทุกอย่าง จู่ ๆ เขาก็ประสานมือก้าวออกมาข้างหน้า
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีข้อสงสัย การทุจริตการสอบขุนนางนี้ถือเป็น
ความผิดร้ายแรงเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อเทียบกับการทำให้ตระกูลฟางขัดเคืองแล้ว เรื่องนี้ยังถือว่า
เล็กน้อย
ดวงตาของฮ่องเต้เปล่งประกาย ริมฝีปากขยับเล็กน้อย เอ่ยคำพูด
ออกมาว่า “ประหารเก้าชั่วโคตร”
การทุจริตการสอบขุนนางเทียบได้กับการคิดกบฏ
เก้าชั่วโคตรประกอบไปด้วยสี่ชั่วโคตรฝ่ายบิดา สามชั่วโคตร
ฝ่ายมารดา และสองชั่วโคตรฝ่ายภรรยา เบาที่สุดคือหลายสิบชีวิต
หนักสุดคือหลายร้อยชีวิต
ในช่วงหลายปีมานี้ ราชวงศ์ต้าอวี๋บ้านเมืองสงบสุข แต่ไม่ได้
หมายความว่ากฎหมายลงโทษเหล่านี้จะหายไป แต่เพราะมันโหดร้าย
เกินไปจึงไม่ค่อยนำมาใช้เท่านั้น
ชายวัยกลางคนตระหนักว่าตนเองคงหนีไม่พ้นแล้ว เขาจึงทรุด
ตัวลงนั่งกับพื้น เกือบหมดสติไป สารภาพออกมาว่า “เป็น… เป็น
ตระกูลฟาง เป็นตระกูลฟางพ่ะย่ะค่ะ…”
เขาเพียงพูดว่าเป็นตระกูลฟาง ไม่ได้บอกว่าเป็นใครจากตระกูล
ฟาง
ฟางหวายเหรินก้าวพรวดมาข้างหน้า คุกเข่าลงกับพื้นเอ่ยคร ่า
ครวญ “กระหม่อมไม่มีหน้าจะเผชิญกับฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีหน้าจะ
เผชิญกับราษฎรทั่วหล้า กระหม่อมเลี้ยงดูบุตรชายที่ไม่รู้จักละอาย
เช่นนั้นขึ้นมา กระหม่อมยินดีตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา เป็นคน
แปลกหน้าต่อกันนับจากนี้ กระหม่อมยอมไม่มีเขาเป็นลูกเสียยัง
ดีกว่า!”
พูดจบ เขาก็ก้มศีรษะลงกับพื้นสามครั้งดัง “ตึง ตึง ตึง”
ในหมู่ขุนนาง มีบางคนหัวเราะเยาะ บางคนก็ไม่อาจทนดูจึงหัน
หน้าหนี
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ตระกูลฟางก็มีคุณูปการต่อราชวงศ์ต้าอวี๋
บรรพบุรุษของตระกูลฟางครึ่งหนึ่งยังสละชีพในสนามรบ นับได้ว่าใช้
เลือดเนื้อสร้างตำแหน่งขึ้นมา
ฟางหวยเหรินพร้อมกับหน้าผากที่มีเลือดไหล น ้าตานองหน้า
กล่าวว่า “กระหม่อมผิดต่อพี่ชาย กระหม่อมทำหน้าที่ผู้นำตระกูลได้
ไม่ดี กระหม่อมละอายใจนัก กระหม่อมขอตายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
ใจ”
เขาลุกขึ้นจะวิ่งไปชนเสา แต่ถูกขุนนางจูและคนอื่น ๆ ช่วยกัน
ห้ามไว้
ฮ่องเต้นึกถึงการเสียสละของคนตระกูลฟาง จึงถอนหายใจอย่าง
จนปัญญา “ขุนนางฟางรอก่อน หากเป็นเพียงคนรุ่นหลังที่ไม่รู้ความ
จะเกี่ยวโยงมาถึงตัวท่านได้อย่างไร หากท่านแม่ทัพฟางยังมีชีวิตอยู่
คงไม่อยากเห็นตระกูลฟางเป็นเช่นนี้”
ฟางหวายเหรินร้องไห้จนหมดแรง ทรุดลงนั่งกับพื้นพร้อมถอน
หายใจโล่งอก
ความดีความชอบที่บิดาของฟางเหิงใช้ทั้งชีวิตสร้างมา สุดท้ายก็
ถูกคนพวกนี้ใช้ประโยชน์
แต่ก็ทำได้เพียงรักษาตระกูลฟางให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่อาจ
ปกป้องตัวการที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตการสอบได้
“เรียกคนมา ถอดยศและตำแหน่งทั้งหมดของทั่นฮวาฟาง ให้
ประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง ตระกูลฟางสั่งสอนบุตรหลานไม่ดี ลงโทษ
ห้ามลูกหลานเข้าร่วมการสอบขุนนางอีกเป็นเวลาสิบปี!”
พร้อมกับเสียงเคาะโต๊ะมังกรดังสนั่น คดีการทุจริตการสอบขุน
นางที่ยืดเยื้อมานานสองปี ในที่สุดก็จบลงด้วยการจับกุมฟางหยวน