พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 450 เหตุผลที่ตระกูลฟางไม่ถูกลงโทษทั้งตระกูล
“ถอดยศและตำแหน่งทั้งหมด”
“ประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง”
คำตัดสินของฮ่องเต้ยังคงก้องอยู่ในหู แต่สวี่โม่กลับรู้สึกราวกับ
อยู่ในความฝัน
ทุกสิ่งรอบตัวช่างดูไม่สมจริง คนที่เดินผ่านไปมาสามารถเหยียบ
ฟองอากาศแล้วลอยขึ้นไปได้ทุกเมื่อ บินร่อนขึ้น ๆ ลง ๆ
คนที่เสแสร้งที่สุดก็คือฟางหยวน คุณชายผู้สูงส่งคนนั้น บัดนี้
ตกต ่าลงสู่โลกมนุษย์ ถึงขั้นไม่สามารถรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ได้
แต่เขาช่างทะนงตนเหลือเกิน และตระกูลฟางก็สูงส่งเกินเอื้อมจริง
ๆ
พวกเขาเคยใช้เพียงนิ้วมือเดียว ก็ทำให้พวกเขาพี่น้องทั้งหกคน
ต้องหนีกระเจิดกระเจิง
พวกเขาเคยทำเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ปกปิดจุดบกพร่อง
ทั้งหมดในราชสำนัก
“ตระกูลที่แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องให้เกียรติ ทำไมวันนี้ถึงสามารถ
ตัดหัวบุตรชายคนโตได้” สวี่โม่พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ
สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่เชื่อว่าความพยายามของเหล่าพี่น้องจะ
สามารถสร้างความเสียหายให้ตระกูลฟางได้
แม้ว่าในระหว่างนั้นจะหยิบยืมอำนาจบางส่วนของจวีกุ้ยเฟยมาก็
ตาม
“เท้าของคนเราเปรียบดั่งภูเขา ยิ่งต ่าลงเท่าไหร่ก็ยิ่งมั่นคง ยิ่ง
สูงส่งเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตราย” ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งไม่รู้ว่าแยกตัวออกมา
จากกลุ่มคนเมื่อไหร่ เดินไปอย่างช้า ๆ
เขายังคงเป็นชายชราที่มีสีหน้าเมตตาและอ่อนโยน เคราบาง ๆ
อยู่ปลายคาง ดวงตามีรอยยิ้มเล็กน้อยอยู่เสมอ
ดูเขาจะมองการใช้ประโยชน์คนของสวี่โม่ทะลุปรุโปร่งแต่ก็ไม่ได้
ใส่ใจ ยังคงเต็มใจจะเดินเข้ามาและใช้คำพูดสั้น ๆ ชี้แนะเมื่อเด็กหนุ่ม
ผู้เก่งกาจคนนี้สับสน
“ข้าน้อยไม่เข้าใจ” สวี่โม่กล่าวงุนงง “ตระกูลฟางสำคัญต่อ
ราชวงศ์ ฝ่าบาทถึงให้ความเกรงใจบ้าง แต่ตอนนี้กลับสั่งตัดหัว
บุตรชายคนอื่นเหมือนไม่สำคัญอะไร หากไม่สำคัญจริง ๆ เหตุใดถึง
ไม่ลงโทษคนทั้งตระกูลให้สิ้นซากเสีย”
นี่ยังคงเป็นคำพูดเดิม การทุจริตการสอบขุนนางเทียบได้กับการ
คิดกบฏ
ฟางหยวนผู้เป็นลูกถูกตัดสินโทษประหาร แต่ฟางหวายเหรินผู้
เป็นพ่อกลับยังดำรงตำแหน่งต่อไปได้อย่างมั่นคง
เพราะอะไร?
ทำไม?
มีเหตุผลคืออะไร?
“เพราะตระกูลฟางยืนอยู่ในราชสำนักมาหลายปี มีตำแหน่งใหญ่
น้อยนับสิบ หากจะตัดหัวคนทั้งตระกูลจริง ๆ แล้วจะหาใครมาแทนที่
ตำแหน่งที่ว่างลงเหล่านั้นเล่า” ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งลูบเคราพลางกล่าว
“อีกทั้งชื่อเสียงอันเกรียงไกรของแม่ทัพฟาง รวมถึงเลือดเนื้อที่คน
ตระกูลฟางเสียสละเพื่อปกป้องบ้านเมืองด้วย”
“ไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านรอง พู่กัน
อันเดียวไม่อาจเขียนอักษรฟางสองตัวได้ ยิ่งไปกว่านั้น เกียรติยศของ
ตระกูลฟางไม่ได้มีแค่แม่ทัพจากบ้านใหญ่ แต่ยังมีเหล่าบรรพชนอีก”
ปู่ของฟางเหิงก็คือปู่ของฟางหยวนเหมือนกัน
ตระกูลใหญ่ทั้งหมดที่สร้างขึ้นจากความดีความชอบ ล้วนมี
รากฐานที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้ พวกเขามีตำแหน่งใน
ใจของประชาชน กิจการของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่ว เมืองหลวง และ
พวกเขามีคนของตนแทรกซึมอยู่ทุกหนแห่งในราชสำนัก
หากโค่นล้มโดยไม่ระมัดระวัง ถ้าสำเร็จก็จะทำให้ประชาชน
โกลาหล หากล้มเหลวก็จะทำให้คนตระกูลใหญ่ระแวดระวัง
โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงสีขาวหรือสีดำเท่านั้น แม้แต่ตระกูลเจียง
เมื่อเห็นตระกูลฟางล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจะไม่รู้สึกกังวล
และสับสนหรือว่าสักวันตระกูลเจียงอาจจะเดินตามรอย ตระกูลฟาง
บ้าง
“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนตระกูลใหญ่ก็จะไม่ขยันขันแข็งทำงานอีก
ทุกคนจะเก็บงำความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้”
สวี่โม่ไม่ได้โง่เขลา เขาเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งพยักหน้าพอใจ “เด็กน้อยสามารถสอนได้ สอน
ได้จริง ๆ”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พวกเขาก็เดินมาถึงประตู
วังหลวงแล้ว
บัณฑิตหลายร้อยคนกำลังแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
ด้วยความรู้สึกยินดีราวกับได้รับชัยชนะ
น้องชายน้องสาวของเขายืนเขย่งปลายเท้าชะโงกหน้ามองมา
แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
สวี่โม่รู้สึกอบอุ่นในใจ กำลังจะยกมือเพื่อคำนับขอบคุณ
แต่ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งโบกมือให้แล้ว “แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ
ที่สุด บุตรชายคนโตของตระกูลฟางทำความผิด แม้ผู้นำตระกูลฟาง
จะตัดขาดกับเขาเร็วแค่ไหนก็ต้องได้รับผลกระทบ เหตุผลที่ฝ่าบาท
ยังคงเก็บตระกูลฟางเอาไว้ย่อมมีเจตนา เจ้าอย่าคิดเรื่องต่าง ๆ จาก
มุมมองของตัวเอง แต่ให้คิดจากมุมมองของคนที่ตัดสินใจ”
“และสุดท้าย” ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับก็กล่าวอย่างมีนัยว่า
“อย่าคิดดูถูกจวีกุ้ยเฟย”
ท่านเจ้าเมืองเฟิ่งทิ้งประโยคนี้ไว้ ขึ้นรถม้าจากไปอย่างรวดเร็ว
สวี่โม่ยืนนิ่งกับที่ ไม่อาจตั้งสติได้อยู่นาน
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนวิ่งเข้ามาหา “พี่ใหญ่ ท่านเป็น
อะไรไป เรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง”
“ดีมาก ราบรื่นดี” สวี่โม่ตอบอย่างงุนงง “น่าเสียดายที่มีเพียงฟาง
หยวนเท่านั้นที่ถูกลงโทษ ส่วนคนตระกูลฟางไม่ได้รับผลอะไรแม้แต่
น้อย”
เดิมทีเขาคิดว่าน้องชายน้องสาวจะโกรธแค้นหรือสาปแช่ง แต่
กลับไม่คิดว่าทั้งสองคนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
“โชคดีจริง ๆ” เจียงเซิงตบอกตัวเอง “ข้าได้ยินมาว่าความผิด
ฐานทุจริตการสอบขุนนางนั้นเทียบเท่ากับการกบฏ ต้องลงโทษถึง
เก้าชั่วโคตร ตอนนั้นข้าตกใจแทบตาย หากต้องลงโทษถึงเก้าชั่ว
โคตรจริง พี่สามก็ต้องพลอยถูกลงโทษด้วยไม่ใช่หรือ”
“นั่นสิ เจ้าสามของพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เหตุใดต้องร่วมรับ
ผิดกับพวกเขาด้วยเล่า” เจิ้งหรูเชียนโมโห “ดีที่สุดคือจัดการเจ้าลูก
เต่าของบ้านรองก็พอ ดีกว่าปล่อยให้พวกเขามาหาเรื่องพวกเราทุก
วัน”
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ อารมณ์ที่หนักอึ้งเมื่อครู่เบาบางลงแล้ว
ความคิดก็เปิดกว้างขึ้นด้วย
เขาเหมือนจะรับรู้บางสิ่ง
ในฐานะผู้เสียหายจากการทุจริตการสอบ แม้แต่คนที่คอย
สังเกตการณ์ก็อยากจะให้ตระกูลฟางตายไปเสียให้หมด
ดีที่สุดคือให้ทุกคนตายยกเว้นฟางเหิง หากทำไม่ได้อย่างน้อยก็
ต้องถอดยศขุนนางของผู้นำตระกูลฟางออก
แต่ฮ่องเต้จะยอมหรือ? ตระกูลเจียงกับตระกูลโต้วมีแนวโน้มที่จะ
ร่วมมือกันแล้ว อีกทั้งยังมีตระกูลเหยาที่ยืนหยัดเป็นพันธมิตร ตระกูล
เฮ่อและตระกูลซุนยังคงเป็นกลาง เหลือเพียงตระกูลฟางกับตระกูลจูที่
ค ้าจุนครึ่งหนึ่งของแผ่นฟ้าเอาไว้
หากตระกูลฟางล่มสลายไป ผู้นำตระกูลจูคนเดียวย่อมไม่อาจ
ต้านทานการร่วมมือกันของตระกูลเจียง ตระกูลโต้ว และตระกูลเหยา
ได้
เมื่อถึงตอนนั้น ราชสำนักนี้จะเป็นของตระกูลจูหรือของทั้งสาม
ตระกูลกันแน่?
วิถีแห่งการเป็นผู้ปกครอง ความสมดุลถือเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ว่าฮ่องเต้จะไม่ชอบตระกูลฟาง ก็ต้องรับประกันว่าจะมีสอง
เสียงดำรงอยู่พร้อมกัน
ยิ่งขุนนางขัดแย้งกัน ฮ่องเต้ก็ยิ่งสบายใจ
“บางทีนี่อาจหมายความว่า หากต้องการทำลายตระกูลฟาง ก็
ต้องสนับสนุนให้เกิดตระกูลฟางใหม่ขึ้นมา” สายตาของสวี่โม่พลัน
สว่างวาบ ราวกับค้นพบหนทางสดใส
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนสบตากัน พวกเขาไม่เข้าใจเรื่อง
การเมือง แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ทั้งตัวพี่ใหญ่เหมือนเปล่งประกายสี
ทอง มีทั้งความมั่นใจและแน่วแน่
“ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนี้แน่ ต้องสร้างตระกูลฟางใหม่ขึ้นมาต่อกร
กับตระกูลเจียง ฝ่าบาทจึงจะสามารถกำจัดตระกูลฟางได้ในคราว
เดียว” เขาพึมพำเสียงค่อย “ตระกูลเจียงกับตระกูลโต้วก็ไม่ควร
ปรองดองกัน อย่างน้อยก็ในสายตาของฝ่าบาท”
ความตายของฟางหยวนคือคำเตือนจากฮ่องเต้ ความปลอดภัย
ของตระกูลฟางคือการรักษาสมดุลในราชสำนัก
มีเพียงการปรากฏตัวของอำนาจใหม่และตระกูลฟางทำความผิด
ร้ายแรงเท่านั้นจึงจะถูกโค่นล้มลงได้
อาจมีการวางแผนของจวีกุ้ยเฟยร่วมด้วย แต่พวกเขาไม่มีทางรู้
ได้เลย
สวี่โม่พาน้องชายน้องสาวเดินกลับบ้านช้า ๆ
“พี่ใหญ่ คุณชายฟางจะตายจริง ๆ หรือ” เจียงเซิงดึงแขนเสื้อ
ของเขา ยังคงรู้สึกเหลือเชื่อ
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “แน่นอน คำพูดนั้นยากจะเปลี่ยนแปลง หาก
คำพูดของคนบนบัลลังก์มังกรก็ยังไม่อาจเชื่อถือได้ แล้วในโลกนี้จะมี
อะไรที่เชื่อถือได้อีกเล่า”
“แต่ว่า…” เจียงเซิงพูดไม่ออก
นางรู้สึกบอกไม่ถูก ราวกับว่าเด็กหนุ่มที่เจ้าเล่ห์และเย็นชาคน
นั้น คงไม่มีวันสูญสลายไปง่าย ๆ
ไม่เกี่ยวกับอำนาจยิ่งใหญ่ของตระกูลฟาง แต่กลับเป็นเพราะคน
ผู้นี้ลึกลับจนยากจะหยั่งถึง
เหมือนกับตอนนี้ นางรู้สึกได้ว่ามีคนคอยจับตาดูอยู่ในมุมมืด แต่
ยากจะหาเจอได้ เจียงเซิงปล่อยมือจากสวี่โม่ หมุนตัวอยู่กับที่ราวกับ
ลูกข่างตัวน้อย จนในที่สุดก็เห็นรถม้าคันหนึ่งที่ไม่โดดเด่นอยู่ตรงหัว
มุม ม่านด้านข้างถูกเปิดออก เผยให้เห็นดวงตาเย็นชาและเฉยเมยคู่
หนึ่ง
“อยู่ตรงนั้น!” นางชี้มือและตะโกน
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน เห็นเพียงม่านเล็ก ๆ ที่
ปิดลง และรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป
“อะไรตรงนั้น เห็นถังหูลู่อีกแล้วหรือ?” เจ้ารองไม่ได้ตระหนัก จึง
หัวเราะเย้าหยอก
เจียงเซิงกระวนกระวายจนกระทืบเท้า แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
โชคดีที่สวี่โม่ขมวดคิ้วและตบไหล่นาง “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้า
เห็นดวงตาที่คุ้นเคยแล้ว”
มันทั้งเย่อหยิ่ง เฉยเมย และมองลงมาจากที่สูง
ไม่เหมือนกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบาก แต่กลับเหมือน
กำลังยืนมองอยู่ห่าง ๆ
“เจียงซาน” เขาสั่งการรวดเร็ว “ตามรถม้าคันนั้นไป แต่อย่าให้
ถูกสังเกตเห็น”
เจียงซานที่มีฝีมือคล่องแคล่วที่สุดรับคำสั่ง สะกิดปลายเท้าแล้ว
พุ่งตัวออกไป