พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 46 ทำป้ายประจำตัวหายก่อนสอบ
แม้ว่านางจะเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ยังคงยืนอยู่บนจุดสูง
เจิ้งหรูเชียนเม้มปากแน่น ใช้วิธีการก้มหน้าและนิ่งเงียบเพื่อรับมือ
กับทุกอย่าง
เห็นได้ชัดว่าท่านป้าของเขากำลังโมโหและตบขาตัวเองด้วย
ความไม่พอใจ
เจียงเซิงรีบวิ่งมาจากวัดร้าง นางกอดแขนของเจิ้งหรูเชียนไว้
กระซิบปลอบเขาว่า “พี่รองไม่จำเป็นต้องโกรธพวกเขาหรอก พวก
เราทำการค้าก็เพื่อหาเงิน ตราบใดที่สามารถหาเงินได้ ไม่ว่าจะมีเรื่อง
บาดหมางใจหรือแค้นเคืองกันมาก่อนก็ช่างมันเถอะ”
ในตอนนี้พวกเขาขนผักจากอำเภออวิ๋นสุ่ยไปยังอำเภอเซี่ยหยาง
ขากลับมักจึงจะเป็นเกวียนเปล่า ซึ่งถือเป็นการสิ้นเปลืองไปบ้าง
หากสามารถขนผักชนิดพิเศษบางส่วนจากอำเภอเซี่ยหยางไป
ยังอำเภออวิ๋นสุ่ยได้ ก็น่าจะทำกำไรอะไรได้บ้าง
เจียงเซิงพูดจบ เจิ้งหรูเชียนก็พลันคิดออก
เขาข่มความโกรธเคืองเอาไว้ พยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดว่า
“รับซื้อได้ แต่คิดราคาหนึ่งเหวินต่อสามชั่ง”
วันนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน ในอดีตเจิ้งหรูเชียนต้องขอร้องให้คน
อื่นรับซื้อผักกับเขา ดังนั้นจึงต้องตั้งราคาหนึ่งเหวินต่อสองชั่ง โดยไม่
กล้ากดราคาต ่า
แต่ตอนนี้เขาไม่ขาดแคลนผักที่จะรับซื้อแล้ว กลับกลายเป็น
ชาวบ้านที่อยากเอาผักมาแลกเงิน จึงต้องยอมรับการถูกกดราคานี้
ทว่าท่านป้าไม่ยอมแพ้ นางยังคงโวยวายอยู่
เจิ้งหรูเชียนหันหลังให้ “ถ้าท่านป้าไม่อยากขายก็ช่างเถอะ”
เขาเองก็ไม่ได้อยากจะรับซื้อมากมายอะไรหรอก
ท่านป้าคนนั้นยอมพ่ายแพ้ในที่สุด บ่นพึมพำอุบอิบแล้วโยนผัก
ในอ้อมแขนใส่เกวียนลา
ช่วงข้ามปีเพิ่งผ่านไป ทุกคนจึงมีเงินเหลือติดมืออยู่น้อยลง อีก
ไม่ถึงสองเดือนก็ต้องเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว เม็ดเงินมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ผักที่กินไม่หมดก็ต้องนำไปทิ้ง ไม่สู้เอาพวกมันไปแลกเป็นเงินจะ
ดีกว่า
ผังต้าซานหยิบตาชั่งที่มีสีสันมากอันหนึ่งออกมา แล้วชั่งน ้าหนัก
ผักกาดสามต้น รวมทั้งหมดหกชั่ง
เจียงเซิงหยิบเงินสองเหวินยัดใส่มือของท่านป้า ก่อนยิ้มพลาง
กล่าว “ท่านป้า เดินทางดี ๆ นะเจ้าคะ”
เมื่อมีการเริ่มต้นแบบนี้ สตรีที่เหลือก็รีบเร่งส่งผักให้ บางคนวิ่ง
กลับบ้านไปเพื่อนำผักมาให้มากขึ้น
ตอนี้เกวียนลาของเจิ้งหรูเชียนเต็มแล้ว เหลือที่ใส่ได้ไม่มากนัก
เขามองเจียงเซิงแล้วบอก “ฝากที่นี่ด้วยนะ”
เจียงเซิงตบอก “ไม่ต้องห่วง ข้าจะคำนวณบัญชีให้เรียบร้อย”
เจิ้งหรูเชียนพาผังต้าซานขนส่งผักสองเล่มเกวียนไปส่งที่เรือน
โยวหราน
หลังจากคิดคำนวนเสร็จ เขาหยิบเงินหนึ่งร้อยเหวินให้ผังต้าซาน
“นี่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับหนึ่งเที่ยว”
ผังต้าซานยื่นมือทั้งสองข้างรับมาอย่างนอบน้อม
เขาเป็นขอทานมาสิบปี ใช้ชีวติโดยการแย่งชิง ปล้น ลักขโมย
และขอรับการบริจาค แต่ไม่เคยหาเงินด้วยมือตัวเองมาก่อน
ในสายตาของเจิ้งหรูเชียน นี่เป็นเพียงเงินหนึ่งร้อยเหวิน ยังไม่พอ
สำหรับค่าผักครึ่งเกวียนด้วยซ ้า
แต่ในสายตาของผังต้าซาน นี่คือความหวังในอนาคต เป็น
กุญแจสำคัญที่จะทำให้เหล่าพี่น้องของเขาได้กินอิ่มและใส่เสื้อผ้าอุ่น
ๆ
“ข้าจะไปซื้อของสักหน่อย”
หลังออกจากเรือนโยวหราน ผังต้าซานก็ตรงไปยังร้านขายเสื้อ
เดิมทีเขามีน้องชายสองคน ต่อมายังเก็บเด็กมาเลี้ยงอีกสามคน
ในจำนวนนั้นมีหนึ่งคนที่ชื่อจ่างเยี่ยนซึ่งถูกเจียงเซิงพาไป จึงยังเหลือ
อีกสองคน ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีน้องชายอยู่สี่คน
เสื้อคลุมสีเทาราคาตัวละสิบห้าเหวิน ซื้อครบทั้งสี่ตัวแล้วเขาจึง
เหลือเงินในมือแค่สี่สิบเหวิน
แต่ผังต้าซานไม่หวั่นกลัวแม้แต่น้อย เขาวิ่งไปซื้อถังหูหลู่สี่ไม้
แล้วก็ซื้อขนมอีกสี่ชิ้น สุดท้ายก็เหลือเงินเพียงสิบเหวิน
เจิ้งหรูเชียนยืนอยู่ข้าง ๆ เขา พลางยกยิ้มไม่พูดอะไร
ครั้งหนึ่งพวกเขาพี่น้องก็เคยเป็นเช่นนี้ พวกเขาตื่นเต้นและ
คำนวณอย่างรอบคอบในการใช้จ่ายทุกเหรียญ พยายามใช้ให้มัน
คุ้มค่าที่สุด โดยให้ความสำคัญกับการกินอิ่มและได้ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ
เป็นอันดับแรก
โชคดีที่พวกเขาทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ และโชคดีมากพอจึง
มาถึงจุดนี้ได้
“เมื่อไหร่พวกเราจะไปรับผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ยอีกเล่า” ผังต้าซาน
ส่งของกลับถ ้าไปแล้ว และรีบกลับมาถามเขาทันที
ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับความรักและการสนับสนุนจากเหล่าพี่
น้อง จึงเริ่มมีความปรารถนาที่จะหาเงินได้มากขึ้น
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ “พอรับผักจากที่นี่เต็มแล้วก็ไปกัน”
ตามที่ตกลงกันว่าจะไปรับผักกับพวกท่านป้าท่านน้า ไม่ว่าจะเป็น
หัวไชเท้าหรือผักกาดล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือผักชนิด
หนึ่งซึ่งเป็นผลผลิตพิเศษของอำเภอเซี่ยหยาง
ผักชนิดนี้มีชื่อว่าผักกาดหิมะ เป็นผักที่เก็บเกี่ยวได้มากในช่วง
ปลายเดือนเก้าจนถึงต้นเดือนสิบ หลังช่วงข้ามปีจะหาผักสดไม่ได้
แล้ว แต่ผักกาดหิมะมีจุดเด่นคือเมื่อนำไปตากแห้งแล้วจะยิ่งอร่อย
ผักกาดหิมะสดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาจะนำไปผึ่งให้ใบเหลืองก่อน
จากนั้นใช้ตะแกรงไม้ไผ่กดทิ้งไว้เป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อใบผัก
เปลี่ยนเป็นสีน ้าตาลทั้งหมด ก็จะกลายเป็นผักกาดหิมะแห้งที่เก็บได้
นานและมีเนื้อสัมผัสนุ่มเหนียวแต่กรุบกรอบ
บางคนใช้ทำเป็นไส้ไว้ห่อ บางคนผัดเป็นผัดผัก บางคนกินคู่กับ
เนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็อร่อยไม่มีที่ติ
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนที่รับผักมาครึ่งปีแล้ว ถึงแม้ว่าที่อำเภออวิ๋นสุ่ย
จะไม่มีร้านอาหารใหญ่อย่างเรือนโยวหรานที่รับซื้อผักจากเขาเป็น
ประจำ แต่เขาก็มั่นใจว่าจะขายผักกาดหิมะแห้งนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ ใช้เวลาเพียงห้าวันก็รับผักกาดหิมะได้ถึงสองเกวียน
เต็ม ๆ หลังจากนั้นเจิ้งหรูเชียนก็ออกเดินทางไปอำเภออวิ๋นสุ่ยอีกครั้ง
เจียงเซิงกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านหลังเขาพลางตะโกนว่า “พี่รอง
ท่านต้องกลับมาเร็ว ๆ นะ พี่ใหญ่ใกล้จะสอบระดับอำเภอแล้ว”
ในเดือนสอง เป็นเวลาสำหรับการสอบครั้งแรกของถงเซิง นั่นคือ
การสอบระดับอำเภอ
สวี่โม่ได้พูดคุยกับอาจารย์เกี่ยวกับการสอบถงเซิงไปก่อนหน้านี้
แล้ว อาจารย์ยังกังวลว่าเขาจะสั่งสมความรู้ไม่เพียงพอ เกรงว่าความ
ล้มเหลวจะส่งผลต่อจิตใจของเขา จึงแนะนำให้เขาศึกษาหาความรู้ไป
อีกสักปีจะดีกว่า
แต่สวี่โม่รอไม่ได้
แม้ว่านายอำเภอผังจะยอมรับให้ผังต้าซานแอบอ้างเป็น
หลานชายของเขา และถือเป็นการให้ความคุ้มครองกับพวกเขา แต่
อีกฝ่ายอยู่ไกลถึงอำเภออวิ๋นสุ่ย ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ให้ได้
นายอำเภอเซี่ยหยางและฮูหยินของเขา ต้องกำลังวางแผน
บางอย่างอยู่แน่ ๆ หรืออาจจะจับตามองพวกเขาอยู่ พร้อมจะลงมือ
ทำลายล้างคนได้ทันที
สวี่โม่ต้องการความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เขาปรารถนาที่จะ
แข็งแกร่ง ปรารถนาที่จะมีความสามารถ และยังปรารถนาที่จะ…ไขคดี
การตายของบิดามารดาด้วย
เพื่อการสอบระดับอำเภอในเดือนสอง เขาตั้งใจร ่าเรียนอย่างไม่
รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้แต่การคัดลอกหนังสือก็ยังวางมือไป ทุกวันเขา
จะอ่านตำราอย่างหนัก อ่านจนคิ้วขมวดแล้วแต่เขาก็ยังอ่านต่อ
ในหนึ่งวันมีสิบสองชั่วยาม หักลบเวลานอนสี่ชั่วยามกับเวลากิน
ข้าวอีกหนึ่งชั่วยามไป ก็เหลือเจ็ดชั่วยามที่สวี่โม่ใช้ในการเรียน
เจียงเซิงทนดูไม่ได้ นางกอดแขนของสวี่โม่ พลางออดอ้อนว่า
“พี่ใหญ่ ท่านดูจะเหนื่อยมากเกินไปแล้วนะ อย่างไรก็ควรพักผ่อนบ้าง
เถอะ”
ทว่าสวี่โม่กลับส่ายหัว
เจียงเซิงขบกรามแน่น “หากต่อไปตาของเจ้าบอดเพราะอ่าน
หนังสือมากไป ท่านก็จะยอมเป็นบัณฑิตตาบอดหรือ บัณฑิตตาบอด
จะได้รับการปฏิบัติอย่างพิเศษหรือ จะสอบได้หรือ จะยังมีอนาคตอีก
หรือ”
คำถามห้าข้อติดต่อกันนี้ทำให้สวี่โม่ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไม่ออก
“พี่ใหญ่ พักผ่อนก่อนเถอะ” ฟางเหิงกล่าวตามมา
เวินจืออวิ่นเอ่ยขึ้น “จากมุมมองของแพทย์ ดวงตาไม่ควรถูกใช้
งานเป็นเวลานาน หากใช้มันนานเกินไป จะทำให้มองเห็นภาพไม่ชัด
ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาได้”
สวี่โม่ยังคงครุ่นคิดอยู่
จ่างเยี่ยนที่เงียบมาตลอดค่อย ๆ เอ่ยปากขึ้น
ทว่ามันไม่ใช่เพื่อตักเตือนเขา หากแต่เป็นการปลอบโยนจาก
มุมมองอีกด้านหนึ่ง “ท่านนั่งอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา ย่อมรู้สึก
หงุดหงิดใจ ไม่สู้ออกไปเดินเล่นข้างนอกดูบ้าง บางทีอาจจะได้ข้อคิด
ที่แตกต่างออกไปด้วย”
โลกในหนังสือและตำรานั้นกว้างใหญ่ไพศาล แต่หากหมกมุ่นอยู่
กับหนังสือเพียงอย่างเดียว ก็เปรียบเสมือนการพูดคุยบนกระดาษ
ยังมีหลายสิ่งที่ต้องไปดูด้วยตาตนเอง และสัมผัสมันด้วยเท้าที่แตะ
พื้นดิน
สวี่โม่จึงเข้าใจทันที เขารีบลุกขึ้น หยิบหนังสือสองเล่มแล้วเดิน
ออกจากวัดร้าง
เขากำลังศึกษาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เรื่องธัญพืช
เรื่องทุ่งนา
ในหนังสืออธิบายได้เพียงภาพรวมคร่าว ๆ แต่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
นั้นมีทุ่งนาอยู่จริง ๆ
เพิ่งผ่านช่วงข้ามปีมา ไม่ทันไรเดือนสองก็มาถึง ลมหนาวที่เคย
หนาวเย็นก็อ่อนโยนลง ต้นข้าวที่ฝังตัวอยู่ใต้พงหญ้าก็ค่อย ๆ งอกเงย
แตกหน่อและแผ่กิ่งก้านเพรียวบางออกไป
อีกหนึ่งหรือสองเดือนต่อจากนั้น ชาวบ้านจะนำมูลสัตว์มาหมัก
เป็นปุ๋ย บดให้ละเอียดและตากแดดจนแห้ง ก่อนโรยลงบนทุ่งนาให้
ทั่วถึง รอจนถึงฤดูใบไม้ผลิ ต้นข้าวก็จะเติบโตสูงเสียดฟ้าออกรวงอัน
งดงาม
ชาวบ้านปลูกข้าว หลังข้าวออกรวง ในรวงก็มีเมล็ดข้าว ข้าว
เลี้ยงชาวบ้านให้อิ่มท้อง ส่วนชาวบ้านก็นำมูลมาหมักเป็นปุ๋ย และปุ๋ย
ก็หว่านกลับไปยังทุ่งข้าวอีกครั้ง
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าวัฏจักร
สวี่โม่สูดกลิ่นหอมของสายลมฤดูใบไม้ผลิ เขาเดินกลับไปที่วัด
ร้าง ความคิดกำลังพลุ่งพล่าน พู่กันขยับราวกับมีวิญญาณสิง
เจียงเซิงในฐานะคนที่ไม่ค่อยรู้หนังสือ จึงยืนอยู่ข้าง ๆ มองเขา
อย่างตกตะลึง
อีกไม่นานก็ถึงกลางเดือนสอง
การสอบระดับอำเภอก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น
ฟางเหิงตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อแก้เชือกล่อลา และเปลี่ยนม้าที่กินอิ่ม
แล้วไปเทียมเกวียน
“ม้าเสร็จแล้ว”” เขาตบก้นเจ้าม้าแดง
เจียงเซิงเม้มปาก รู้สึกว่าตนเองควรจะกล่าวคำอวยพรด้วย นาง
คิดอยู่นานก่อนจะเปล่งเสียงออกมาว่า “ขอให้ประสบความสำเร็จ
ในทันที”
นี่มันคำอวยพรอะไรกัน
พี่ชายทั้งหลายหัวเราะกันพรืน
สวี่โม่ลูบหัวเจียงเซิงเบา ๆ “ไม่ต้องกังวล ต้องสำเร็จแน่นอน”
ทุกคนนั่งเกวียนเดินทาง
หรืออาจเรียกว่าเกวียนม้าดูจะเหมาะกว่า เพียงแต่ด้านหลังของ
ม้านั้นมีเกวียนเทียมอยู่ จึงดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่
เจียงเซิงเริ่มตรวจสอบสิ่งของที่สวี่โม่ต้องใช้ในการสอบ
การสอบระดับอำเภอก็ตามชื่อคือการสอบที่จัดขึ้นในสำนักสอบ
ของอำเภอนั้น ๆ โดยต้องต่อสู้กับคนทั้งอำเภอที่เข้าสอบ ทุกวันต้อง
เข้าสอบตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง และนั่งสอบเช่นนั้นอยู่ทั้งวัน จนกระทั่งตก
เย็นจึงจะออกมาได้
สภาพอากาศในเดือนสองนั้นมีลมหนาวพัดมาราวกับมีมีด
น ้าแข็งปะปน แม้จะนอนนิ่ง ๆ ก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บ ยิ่งในสำนักสอบ
อันเย็นยะเยือก ไม่มีไฟ ไม่มีอาหาร ไม่มีกระทั่งน ้าร้อนยิ่งไม่ต้องพูด
ถึง
เพื่อความแน่ใจ เจียงเซิงจึงไปสอบถามกับเถ้าแก่ไป๋เป็นพิเศษ
หลังจากกลับมาก็เริ่มจัดแจงข้าวของ
ตามที่ม้าเสร็จแล้ว”เล่าให้ฟัง สมัยฮ่องเต้องค์ก่อนเคยเกิดเรื่อง
อื้อฉาวเกี่ยวกับการโกงข้อสอบที่โด่งดังไปทั่วราชวงศ์ต้าอวี๋ หลังจาก
นั้นห่อผ้าที่บรรดาผู้สอบนำเข้าไปในก็ถูกเปลี่ยนเป็นตะกร้าไม้ไผ่สาน
แทน
แม้แต่ด้ามพู่กันในอุปกรณ์เครื่องเขียนก็ต้องเจาะรู สายรัดผมยิ่ง
ห้ามนำเข้าสำนักสอบ
ถ้าไม่ใช่เพราะอากาศหนาวเกินไปตอนกำลังสอบอยู่ พวกเขาคง
จะให้ผู้สอบถอดเสื้อผ้าจนหมดแล้วเข้าไปสอบแน่
เจียงเซิงส่ายหน้าพลางเตรียมสัมภาระอย่างพู่กัน น ้าหนึ่งกา และ
อาหารแห้งสองอย่างให้สวี่โม่
ยังมีโถปัสสาวะอีกหนึ่งใบ เพราะผู้เข้าสอบไม่ได้รับอนุญาตให้ไป
ห้องน ้าหลังจากเข้าสำนักสอบแล้ว ถ้าอยากจะเข้าห้องน ้าก็ต้องทำ
กับที่
สุดท้ายก็คือป้ายประจำตัว
บนกระดาษบาง ๆ แผ่นนี้จะบันทึกชื่อ บ้านเกิด อายุ และลักษณะ
ทางร่างกายของสวี่โม่ มันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ใช้เพื่อเข้าสำนัก
สอบ และเป็นวิธีที่ราชวงศ์ต้าอวี๋ใช้ป้องกันการจ้างวานคนอื่นให้มา
สอบแทน
เจียงเซิงตรวจสอบกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้ง พลางพึมพำในใจซ ้า
ๆ นางว่าห้ามทำหาย ห้ามทำหายเด็ดขาด
ระหว่างเดินทางไม่ต้องพูดเลยว่าการใช้ม้านั้นรวดเร็วแค่ไหน
ตอนนั้นเองที่จ่างเยี่ยนใช้ความสงสัยเป็นข้ออ้าง ขอดูป้าย
ประจำตัวของสวี่โม่จากอกเสื้อของเจียงเซิง หลังพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่
หนึ่งเขาจึงคืนให้
เจียงเซิงรีบเก็บใส่สัมภาระของพี่ชาย “จากนี้ห้ามดูอีกแล้ว ต้อง
เก็บให้ดี อย่าทำหายเชียวเล่า”
แต่โลกนี้ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อกลัวอะไรก็มักจะเป็นอย่างนั้น
เพียงมาถึงหน้าประตูสำนักสอบ เจียงเซิงก็ถูกคนชนเข้าโดย
บังเอิญ
เมื่อลุกขึ้นมา ก็พบว่าป้ายประจำตัวหายไปแล้ว
ณ หน้าประตูสำนักสอบ ช่วงเวลาแห่งการสอบระดับอำเภอกำลัง
จะมาถึง แต่ป้ายประจำตัวที่อนุญาตให้เข้าสอบที่แสนสำคัญยิ่งของสวี่
โม่หายไปแล้ว!!!