พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 451 แผนการของฟางหยวน
ตระกูลฟางลงมือรวดเร็ว แทบจะในวันเดียวกันกับที่เลิกจากการ
ประชุม พวกเขาก็ลบชื่อฟางหยวนออกจากลำดับวงศ์ตระกูล และ
ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกชายชั่ว
ศาลาว่าการเมืองหลวงลงมือจัดการเป็นลำดับถัดมา จับกุมฟาง
หยวนที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลฟางแล้วนำตัวคนเข้าคุกทันที
ต่อจากนี้เพียงแค่ตรวจสอบซ ้าอีกสามครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มี
ข้อผิดพลาดก็สามารถประหารชีวิตเขาได้หลังฤดูใบไม้ร่วง
“ถูกจองจำในคุกแล้ว เขาคงไม่มีทางงอกปีกบินออกมาได้หรอก”
เจิ้งหรูเชียนอุ้มลูกแกะขาวตัวน้อยเล่นอยู่ “ข้าว่าพี่ใหญ่กับน้องสาว
กังวลเรื่องตระกูลฟางมากเกินไป จนเกิดหวาดระแวง”
“ใช่แล้ว ๆ” วังเสี่ยวซงเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ สนับสนุนเจ้านายอย่าง
ไม่มีเงื่อนไข
แต่ไม่นานนัก เขาก็ได้รับสายตาดุจากน้องสาวเสี่ยวจูที่แบก
กล่องยามา
เวินจืออวิ่นตอนนี้ทำงานเป็นลูกมือในสำนักหมอหลวง เพื่อ
หลีกเลี่ยงข้อสงสัย เขาแทบจะกินนอนอยู่ในวังหลวงตลอดเวลา
สำนักแพทย์เวินจึงจะมอบให้วังเสี่ยวจูที่มีความรู้วิชาแพทย์เล็กน้อย
ดูแล ยุ่งจนแทบจะแบ่งร่างไม่ไหวแล้ว
ถึงแม้พี่ชายแท้ ๆ ของนางที่จากบ้านไปครึ่งปีจะกลับมา วังเสี่ยวจู
ก็แค่มอบยาสมานแผลสองขวดให้ พร้อมกับนวดไหล่คอให้เขา
เท่านั้น
“ข้าพูดผิดตรงไหนเล่า” วังเสี่ยวซงบ่นอย่างน้อยใจพลางเบ้ปาก
จู่ ๆ ก็คิดถึงน้องสาวที่เคยว่านอนสอนง่ายสมัยยังเด็กขึ้นมา
เจียงซื่อยืนอยู่ข้าง ๆ เอามือปิดปากหัวเราะ “ถูกหรือผิด รอให้พี่
สามกลับมาก็รู้เอง”
ใช่แล้ว รอให้เจียงซานกลับมา ทุกอย่างก็จะกระจ่างชัด
อย่างไรก็ตาม จวบจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ประตูเรือนเล็กถึงถูกเคาะ
ทุกคนที่รออยู่ต่างลุกพรวด แล้วรีบเข้าไปดูอย่างตื่นเต้น
ภายใต้แสงเทียนสั่นไหว ผู้มาเยือนเดินกะเผลก ๆ ราวกับได้รับ
บาดเจ็บสาหัส
เจียงเซิงปิดปากด้วยความตกใจ พึมพำว่า “หรือว่าจะมีคน
ขัดขวางเจียงซานแล้วซ้อมเขา? หรือไม่ก็ติดตามล้มเหลวแล้วโดน
ซ้อมเหมือนกัน?”
คนที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางกะเผลกชะงักฝีเท้าเล็กน้อย รีบยืดตัว
ให้ตรงแล้วเดินเข้ามาในบริเวณสว่าง ปรากฏว่าเป็นเจียงซานที่
มอมแมมไปทั้งตัว
“ข้าจะบอกท่านให้นะคุณหนู ท่านควรจะหวังดีกับข้าสักหน่อย
ทำไมถึงคิดแต่เรื่องทำงานล้มเหลวแล้วยังถูกซ้อมอีก” เขาบ่นด้วยสี
หน้าเศร้าสร้อย “ข้าไม่มีทางทำงานได้ดีบ้างเลยหรืออย่างไร?”
“เจ้าหมายความว่า เจ้าติดตามสำเร็จหรือ?” ดวงตาของเจียงเซิง
เป็นประกาย “เร็วเข้า เล่ามาเร็ว”
ไม่ใช่แค่นาง แต่ทุกคนในเรือนเล็กต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
เจียงซานไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องรอนาน เขากระแอมแล้วพูดว่า
“ข้าติดตามเขาไปจนถึงลานบ้านแถบชานเมือง แอบซุ่มอยู่ในพง
หญ้าสกปรกอยู่นาน จนในที่สุดก็เห็นรถม้าคันนั้นออกเดินทาง มัน
กลับไปยังจวนตระกูลฟาง คนที่อยู่ในรถม้าคันนั้นก็คือคุณชายฟาง
แน่นอน… ร่างกายของข้าเปรอะเปื้อนเช่นนี้ก็เพราะคอยซุ่มอยู่ชาน
เมือง ขาก็ชาเพราะนั่งยองมานานเกินไป ไม่ได้ถูกใครทุบตี…”
คำพูดที่ตามมาหลังจากนั้น สวี่โม่ก็ไม่ได้ยินแล้ว
ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพสายตาเย็นชาและดูแคลนของฟาง
หยวน รวมถึงสัญชาตญาณอันแหลมคมที่เจียงเซิงคาดเดาไว้
ไม่มีใครสามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบนิ่ง ยิ่งเป็น
คนที่สูงส่งและหยิ่งทระนงก็ยิ่งหวาดกลัวการสูญเสีย
แต่แววตาของฟางหยวนผิดปกติเกินไป แม้เขาจะรู้สึกท้อแท้หรือ
ผิดหวังก็ตาม ก็ไม่ควรจะมองมาด้วยสายตาเย็นชาดูแคลนเช่นนี้
เหมือนว่าเขากำลังดูหมิ่นความตาย หรืออาจจะกำลังดูหมิ่นสวี่
โม่อยู่ก็เป็นได้
การถูกถอดยศเป็นเรื่องจริง การถูกจับขังคุกก็เป็นเรื่องจริง และ
การถูกประหารในฤดูใบไม้ร่วงก็จะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน
เว้นแต่ว่าจะเสี่ยงกับความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง บุกเข้าไป
ช่วยคนที่ลานประหาร หรือไม่ก็สละคนอื่นให้ตายแทน ไม่อย่างนั้น
ฟางหยวนก็ไม่มีทางรอดแล้ว
มองในแง่ร้ายที่สุด ‘ฟางหยวน’ คนนี้ตายไปแล้ว ถึงแม้เขาจะยังมี
ชีวิตอยู่แต่จะทำอะไรได้อีก?
เขาจะทำอะไรได้?
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังกังวลอะไรอยู่หรือ พึมพำคนเดียวอยู่ได้” ไม่รู้
ว่าเจียงเซิงถือขนมแป้งทอดขนาดใหญ่เท่าหน้าเข้ามาใกล้ตั้งแต่
เมื่อไหร่ “มีอะไรท่านก็บอกพวกข้าได้เลยนะ”
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้าไม่อยู่ ตอนนี้ท่านมีแค่พวก
ข้าสองคนแล้ว” เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง แต่ยิ้มไปยิ้มมาก็รู้สึกว่าไม่มี
อะไรน่าสนใจ
พี่น้องทั้งหมดหกคน สามคนไม่อยู่บ้าน
ยามดึกที่ต้องนอนกระสับกระส่าย มักหลีกเลี่ยงความเศร้าโศก
ไม่ได้
สวี่โม่ได้สติกลับมา ไม่ปิดบังอะไร “ข้าสงสัยว่าตระกูลฟาง
ต้องการใช้วิธีพิเศษเพื่อช่วยฟางหยวน แต่ข้าไม่มีหลักฐาน แม้จะ
ตามสืบสวนก็ยังยาก”
เขาเป็นเพียงขุนนางผู้น้อยขั้นหก แม้แต่สิทธิ์ในการไปเยี่ยม
นักโทษที่ศาลาว่าการเมืองหลวงก็ยังไม่มี
ได้แต่ปล่อยให้ความสงสัยในใจเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ได้แต่ถอน
หายใจอย่างเงียบ ๆ
“เรื่องนี้…” เจียงเซิงพูดจาติดขัด กัดขนมแป้งทอดคำหนึ่ง “เรื่อง
นี้ข้าให้คำแนะนำไม่ได้”
“ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ” ลูกแกะตัวน้อยในอ้อมแขนของเจิ้งหรู
เชียนถ่ายมูลออกมาทันที เขารีบส่งมันให้วังเสี่ยวซงอุ้มราวกับเป็น
เผือกร้อน “แต่ข้ามีข้อเสนอแนะ”
“พวกเราสามารถเขียนจดหมายไปถามเจ้าห้าได้” เขากับเจียง
เซิงพูดขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะ
นี่เป็นข้อเสนอที่แม่นยำและยอดเยี่ยมจริง ๆ
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า ลุกเดินไปที่ห้องหนังสือเพื่อ
เขียนจดหมาย
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนตามมาติด ๆ แย่งกันฉีกแบ่งขนมแป้ง
ทอดแสนอร่อย
เหลือเพียงวังเสี่ยวซงที่มีลูกแกะดิ้นไปมาบนตัว ยืนงงอยู่กับที่
สิ่งที่เรียกว่าแต่ละคนล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เรื่องราว
ในราชสำนักยังต้องให้จ่างเยี่ยนเป็นคนวิเคราะห์ เขาได้รับจดหมาย
จากสวี่โม่และตอบกลับด้วยคำอธิบายที่ไม่ยืดยาว เพียงเขียน
ตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวอย่างงดงามเรียบร้อยว่า ‘หวังอวี้เหยา’
ทุกคนเข้าใจทันที
หวังอวี้เหยา เด็กสาวจากตระกูลหวัง เดินทางไกลจากเขตอันสุ่ย
มายังเมืองหลวง ไม่เพียงทำร้ายหวังฝูเฟิง แต่ยังนำจดหมายโต้ตอบ
ระหว่างพวกเขาสองคนไปเปิดเผย เพื่อเพิ่ม “หลักฐานความผิด”
ของสวี่โม่ในการทุจริตการสอบขุนนาง
สิ่งที่นางทำไม่ต่างจากการขับไล่ฟางเหิงออกไปจากเขตอันสุ่ย
เมื่อครั้งก่อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงความภักดีต่อฟางหยวน และเพื่อจะ
ได้เป็นภรรยาของใต้เท้าฟาง
บัดนี้ ฟางหยวนถูกขับออกจากตระกูลฟางและกำลังจะถูก
ประหาร จากมุมมองของหวังอวี้เหยา นางล้มเหลวในการแต่งงานกับ
คนที่มีฐานะสูงกว่า ทางเลือกของนางคือต้องหาบุตรชายคนอื่นของ
ตระกูลฟางมายึดเกาะ หรือไม่ก็ต้องกลับไปเขตอันสุ่ยอย่างอับอาย
อย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีตระกูลหวังและตระกูลซุนคอยปกป้องนาง
หากนางไม่ทำเช่นนั้นก็แสดงว่าฟางหยวนผิดปกติ
“ข้ากังวลจนสับสนไปเอง ถึงกับลืมหวังอวี้เหยาไปได้” สวี่โม่กำ
มือแน่น ดวงตาเป็นประกายเย็นชา “ตอนนี้ไม่เพียงต้องสกัดจดหมาย
ที่นางจะส่งกลับไปเขตอันสุ่ย แต่ยังต้องติดตามดูพฤติกรรมของนาง
ด้วย”
“ข้าจะไปเองขอรับ” เจียงซานอาสารับคำสั่งด้วยความเต็มใจ
“คุณชายใหญ่วางใจได้ เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเถอะ”
“ไม่ ข้าจะไปเอง” เจียงซื่อโค้งคำนับ “พี่สามเพิ่งไปทนทุกข์มา
คราวนี้สมควรเป็นหน้าที่ของข้า”
สองพี่น้องที่เหลืออยู่ของสวี่โม่เอ่ยสามคำ “ผลัดกันไป!”
หลายวันต่อมา เจียงซานและเจียงซื่อผลัดกันเฝ้าดูอยู่นอกจวน
ตระกูลฟาง คอยตรวจสอบและสกัดกั้นจดหมายที่จะส่งไปยังเขต
อันสุ่ย
หวังอวี้เหยาเงียบสงบผิดคาดจนน่าประหลาดใจ นางไม่ได้สนิท
สนมกับลูกหลานคนอื่นของตระกูลฟาง ไม่ได้เก็บข้าวของกลับบ้าน
และไม่ได้ส่งจดหมายแม้แต่ฉบับเดียวไปให้ตระกูลซุน
ทุกวันนางดูซูบซีดขณะอาบแดด บางครั้งก็จัดดอกไม้สองสาม
ดอก หรือไม่ก็ช่วยฮูหยินรองฟางจัดการเรื่องการค้าบางอย่าง ดู
คล้ายกับเป็นหญิงหม้ายของฟางหยวนอย่างยิ่ง
ฮูหยินรองฟางก็เช่นกัน นางเศร้าโศกเสียใจจนแทบไม่สนใจงาน
ในเรือนหลัง หันไปสวดมนต์ในห้องพระ ราวกับกำลังแสวงหาความ
สงบในจิตใจ
แม้แต่ฟางหวายเหรินก็เริ่มอบรมบุตรอนุหลายคน และตั้งใจจะรับ
เป็นบุตรบุญธรรมภายใต้ชื่อของภรรยาเอก
ทั้งตระกูลฟางจมอยู่ในความเงียบเหงา แต่กลับแฝงไปด้วย
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่อาจอธิบายได้
สวี่โม่ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะค้นพบต้นตอของปัญหา “ไม่ว่าจะ
เศร้าโศกหรือไม่ การกระทำต่างหากคือการแสดงออกถึงความจริงที่
ดีที่สุด”
อย่างหวังอวี้เหยา เด็กสาวผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน
นางจะยอมอยู่เป็นหม้ายให้ฟางหยวนอย่างไรทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน
หรืออย่างฟางหวายเหรินที่เชื่อว่าตนสูญเสียบุตรชายคนโตไป
แล้ว จึงพยายามบ่มเพาะทายาทคนใหม่ขึ้นมา
“หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด ฟางหยวนคงบอกแผนการของเขาให้
ฮูหยินรองฟางกับหวังอวี้เหยารู้เท่านั้น” สวี่โม่กล่าวเสียงเรียบ “เขาถึง
ขั้นปิดบังมันจากผู้นำตระกูลฟางเลยทีเดียว”