พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 454 งานเลี้ยงคัดเลือกชายา
งานเลี้ยงคัดเลือกชายาครั้งนี้ คนตระกูลเจียงเกือบทั้งหมดได้มา
ร่วมงาน
เนื่องจากนึงถึงสวี่โม่ที่อยู่คนเดียวอย่างอ้างว้าง เจียงเฉิงเฟิงอาสา
เชิญเขาไปด้วยกัน เจียงเซิงจึงตัดสินใจพักรออยู่ที่เรือนเล็ก
รอแค่ฟ้าสาง เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อยแต่ไม่โดดเด่น และรอ
อยู่ที่หน้าประตูก็พอ
“เจียงเซิง เจ้าจะไปจริง ๆ หรือ แกล้งป่วยไม่ได้หรือ” เจิ้งหรูเชีย
นมองไปทางชายแดนแล้วหันไปมองทางวังหลวง ในที่สุดความกังวล
ก็มีมากกว่าความเศร้า “ถึงเจ้าสี่จะไม่อยู่ แต่ข้าจำได้ว่าเขาเคยพูดถึง
โรคที่แกล้งป่วยแล้วดูเหมือนจริงนะ”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่สูดผงสลอดจนหมดแรงไปยังดีกว่าเข้าวัง
หลวงแล้วถูกคนเล่นงาน
เจียงซานกับเจียงซื่อต่างพยักหน้า ในดวงตาเต็มไปด้วยการเห็น
ด้วย
สวี่โม่ถอนหายใจ กำลังจะอธิบายถึงความสำคัญของการ
คัดเลือกชายา เจียงเซิงเอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อวานข้าถามท่านย่ากับเสี่ยวอวี๋แล้ว ความจริงก็สามารถ
แกล้งป่วยได้” นางพูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง “แต่พี่รอง คราวนี้ไม่ใช่แค่
เสี่ยวอวี๋ที่จะเข้าวัง ยังมีพี่สาวเหยา พี่สาวโต้ว แม้แต่พี่สาวฉีก็ด้วย”
บรรดาบุตรสาวตระกูลใหญ่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนางต่างก็
ต้องเข้าวัง นางแกล้งป่วยคนเดียวยังพอไหว แต่ถ้าแกล้งป่วยหลาย
คนก็เท่ากับเป็นการตบหน้าฝ่าบาท
การยอมให้เหยาซือชิงหรือโต้วจิ้งอี๋อยู่ตามลำพังยังไม่ดีเท่ากับ
การที่พวกเราเข้าไปด้วยกันและกลับออกมาพร้อมกัน คอยระวังให้
กันและกันยังดีกว่าปล่อยให้ญาติมิตรกลายเป็นฝ่ายศัตรู
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลากสังขารอันอ่อนล้าเข้าร่วมงานเลี้ยงก็เพราะ
คิดถึงเรื่องนี้
สวี่โม่ไปร่วมงานเลี้ยงเพียงลำพัง ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์
เบื้องหลังของตระกูลใหญ่เหมือนกัน
หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขากำลังปกป้องตระกูลใหญ่ที่ตนเองภักดี
ไม่อยากให้สูญเสียแขนขาเหล่านี้ไป
“แต่ว่า…” ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็ยอมแพ้ “ถ้าพวกเจ้าไปกันหมด
ข้าก็อยู่คนเดียวแล้ว อย่าลืมกลับมาเร็ว ๆ ด้วย ข้าจะเชือดแกะไว้รอ
ให้พวกเจ้ากลับมากิน”
เสียงกระซิบสั้น ๆ นั้นบอกถึงความเหงาหงอย
พี่น้องทั้งหกคนต่างแยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง ต่างต้อง
พยายามฝ่าฟันกันอย่างหนัก
เจียงเซิงสูดจมูก กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง รถม้าของตระกูล
เจียงก็มาถึง
นางได้แต่มองเจิ้งหรูเชียนแล้วพูดเสียงจริงจังว่า “พี่รอง ท่าน
วางใจได้ เก็บขาแกะไว้ให้ข้าด้วย ตอนเย็นข้าจะกลับมากิน”
“อะไร ๆ ขาแกะหรือ” เจียงเฉิงอวี๋โผล่หัวออกมา “มีส่วนของข้า
ด้วยหรือไม่”
บรรยากาศที่หนักอึ้งพลันเบาลงทันที เจียงเฉิงเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ
หัวเราะพลางด่าน้องสาวว่า “หน้าหนาจริง ๆ”
จากนั้นเขาก็หันไปมองสวี่โม่ “พี่สวี่ขึ้นมาเถอะ ใกล้จะถึงเวลา
แล้ว อย่าลืมข้อตกลงของพวกเราด้วยเล่า”
เขายื่นมือออกไป สวี่โม่จับตอบ ถูกดึงขึ้นไปบนรถม้าทันที แล้ว
คำนับทักทายเจียงจื้อจงที่อยู่ข้างใน
ส่วนเจียงเซิงถูกเจียงเฉิงอวี๋ลากขึ้นไปบนรถม้าอีกคัน ข้างในมีฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงที่ดูสง่างามและเคร่งขรึมนั่งอยู่ รวมถึงแม่ลูกจากบ้าน
รองเช่นกัน
ครั้งก่อนในงานเลี้ยงชมดอกไม้ ทุกคนแต่งตัวกันอย่างสวยงาม
ปิ่นปักผมบนศีรษะราวกับจะแทงคนให้ตายได้
แต่คราวนี้ทุกคนกลับแต่งตัวเรียบง่ายและให้อารมณ์หม่นหมอง
โดยไม่ได้นัดหมาย เห็นได้ชัดว่าพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ
เจียงเซิงกับเจียงเฉิงอวี๋สบตากัน ทั้งสองคนพร้อมใจกันเอามือ
ปิดปากหัวเราะคิกคัก
หลังจากหัวเราะเสร็จก็โน้มตัวเข้าหากันกระซิบกระซาบ
เจียงเซิงกำชับราวกับเป็นพี่สาว “คราวนี้เจ้าต้องระวังให้ดี
ป้องกันไม่ให้องค์ชายใหญ่ทำเรื่องไม่ดี เจ้าอย่าห่างจากข้าเกินสาม
ก้าวจะดีที่สุด…”
“อย่ากังวลไปเลย” เจียงเฉิงอวี๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ “หากข้ากลัวจริง
ๆ ข้าคงไม่มาหรอก ที่ข้าตามมาก็เพราะรู้ว่าจะมีเรื่องสนุก ๆ ต่างหาก”
ท่ามกลางความตกตะลึงของเจียงเซิง พวกเขาก็เดินทางมาถึงวัง
หลวงและเดินเท้าเข้าไป
แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ไปที่ตำหนักไท่เหอ แต่เป็นหอเหยียนฮุยที่
อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานหลวง ซึ่งเป็นทั้งสถานที่
คัดเลือกนางในของฮ่องเต้ทุกยุคทุกสมัย และยังใช้เป็นที่คัดเลือก
ชายาให้กับเหล่าองค์ชายด้วย
เป็นที่รู้กันดีว่าการคัดเลือกชายานั้นมีความสำคัญรองลงมาจาก
การคัดเลือกนางใน แต่กฎเกณฑ์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
การคัดเลือกนางในนั้น ทุกครอบครัวต้องส่งสาวงามเข้าร่วม เมื่อ
รวมตัวกันแล้ว บรรดาข้าหลวงจะทำการคัดกรองทั้งรูปร่าง หน้าตา
และสรีระ ทำซ ้า ๆ หลายครั้งเพื่อคัดเลือกคนที่โดดเด่นที่สุด จากนั้น
ฮ่องเต้ก็จะทำการคัดเลือกด้วยตนเองอีกที คนที่ถูกรับเลือกจะได้เข้า
วังหลวง ส่วนคนที่ไม่ได้รับเลือกก็จะถูกให้ไปเป็นนางกำนัลในวัง
ไม่เพียงซับซ้อน แต่ยังเข้มงวดอีกด้วย ฐานะหญิงสาวก็มีตั้งแต่
สามัญชนไปจนถึงคนตระกูลใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าเปิดกว้างพร้อมรับ
ทุกคน
ส่วนการคัดเลือกชายาขององค์ชายนั้นต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็น
ชายาเอกหรือชายารอง ล้วนต้องมาจากคนตระกูลใหญ่ที่มีคุณสมบัติ
ให้เลือก
แม้แต่การรับอนุ หากเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลสูงศักดิ์
ฮ่องเต้ก็ต้องให้ความเกรงใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเลือกชายาให้โอรส
ฮ่องเต้คนปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ อดทนอดกลั้นต่อคนตระกูล
ใหญ่ ในการคัดเลือกชายาขององค์ชายจึงสูญเสียความเด็ดขาดไป
บ้าง ส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้คนรุ่นหลังพยายามกันเอาเอง
อย่างเช่น องค์ชายรองที่ช่วยเหลือหญิงงามอย่างเจียงเซิง หรือ
อย่างองค์ชายใหญ่ที่เล่นหมากล้อมกับโต้วเว่ยหมิง เมื่อฮ่องเต้ไม่มี
ท่าทีที่แข็งกร้าวมากพอ และตระกูลใหญ่คอยกุมอำนาจเอาไว้ในมือ
เหล่าองค์ชายก็ย่อมไม่อาจยืนหยัดได้
ดังนั้นการเลือกหอเหยียนฮุยที่มืดมนและเงียบสงัดนี้ เป็นเพราะ
ต้องการให้ความสะดวกแก่เหล่าองค์ชายในการวางแผนลับ บีบบังคับ
ให้บุตรสาวของตระกูลใหญ่ยอมจำนนใช่หรือไม่?
เจียงเซิงมีความคิดแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในหัวอย่าง
กะทันหัน จนเกือบทำให้แผ่นหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
นางคิดถึงภาพลักษณ์ของฮ่องเต้ที่ดูอ่อนแอในสายตาของคนอื่น
แล้วนึกถึงการวิเคราะห์ของพี่ใหญ่ พาลให้นางรู้สึกตัวทันทีว่าไม่ควร
ดูแคลนใครได้ง่าย ๆ
“เด็กดี” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเรียกอยู่ข้างหน้า เจียงเซิงไม่กล้าคิด
ฟุ้งซ่าน รีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าสู่หอเหยียนฮุย ชายหญิงก็ต้องแยกกัน
สวี่โม่ยังไม่วางใจ แต่ไม่ทันได้เอ่ยกำชับอะไรก็ถูกเจียงเฉิงเฟิง
ลากตัวไปเสียแล้ว “พี่สวี่ เจ้าอย่ากลัวไปเลย ข้ารับรองว่าน้องสาวทั้ง
สองคนจะไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น ปลอดภัยแน่นอน! หากเกิดเรื่องขึ้นมา
เจ้าก็เอาหัวข้าไปโยนเล่นได้เลย…”
ช่างเป็นคำพูดที่ไร้สาระยิ่งนัก
ฮูหยินรองเจียงได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แต่นางก็ไม่มีเวลา
สนใจเขา เพราะทุกที่ล้วนมีฮูหยินจากตระกูลใหญ่ที่สนิทสนมกันเข้า
มาการต้อนรับ อีกทั้งยังมีคนที่มาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอีกด้วย
บอกได้ว่าตอนนี้นางวุ่นวายจนหัวหมุน
เจียงเซิงกับเจียงเฉิงอวี๋ก็ไม่ได้อยู่ว่างเช่นกัน พวกนางเจอกับ
เหยาซือชิงก่อน จากนั้นก็เห็นโต้วจิ้งอี๋ ส่วนฉีเยี่ยก็ตามหลังฮูหยินฉี
เข้ามาด้วย ทุกคนต่างทักทายปราศรัยกันอย่างสุภาพ
ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ต่างจากงานเลี้ยงชมดอกไม้ เน้นเรื่องมารยาท
และการเข้าหา พบปะพูดคุยกันไปมา
หากจะกล่าวถึงความแตกต่าง คงเพราะครั้งนี้บรรดาพระสนมก็
จะเข้าร่วมด้วย
ทุกคนต่างรู้ดีว่า งานเลี้ยงคัดเลือกชายาครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย
บรรดาเด็กสาวที่ไม่สนใจตำแหน่งชายาขององค์ชายต่างนั่งเงียบ
กริบ ไม่มีการสนทนากันหรือไปเดินเล่นใต้ต้นไม้แต่อย่างใด
พวกนางต่างระแวดระวังเต็มที่ รอคอยให้ฮ่องเต้พาพระสนมและ
โอรสเข้าสู่หอเหยียนฮุย
“การคัดเลือกชายาเช่นนี้ หากมีฮองเฮาก็สมควรให้ฮองเฮาเป็น
คนจัดการ” เหยาซือชิงเตือนเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ฮองเฮาเห
ยียนสิ้นไปแล้ว ในวังหลังจวีกุ้ยเฟยมีอำนาจสูงสุด สิ่งเหล่านี้คงจะเป็น
การจัดการของนาง”
ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมมากขึ้น
หญิงสาวหลายคนอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ อย่างมากก็แค่
ติดตามมารดาหรือย่ายายมา ไม่มีแม้แต่คนรับใช้ จึงง่ายจะถูก
วางแผนเล่นงาน
“พี่สาวเหยา ท่านอย่าทำอะไรคนเดียวนะ มีอะไรก็เรียกพวกข้า
ไปด้วย” เจียงเซิงกำชับเบา ๆ
เหยาซือชิงยิ้มน้อย ๆ แล้วชำเลืองมองโต้วจิ้งอี๋ “ได้”
ขณะที่เสียงของพวกนางเพิ่งจะเงียบลง ฮ่องเต้พร้อมด้วยบรรดา
พระสนมก็มาถึง คราวนี้ไม่ได้เข้ามาทางประตูด้านหลัง แต่เดินขบวน
ผ่านประตูหน้าอย่างยิ่งใหญ่
จวีกุ้ยเฟยนั้นสมกับเป็นพระสนมคนโปรดจริง ๆ นางสวม
เครื่องประดับสีเงินสีทองอย่างกับเหมืองแร่เคลื่อนที่ ส่วนเสื้อผ้าก็มี
สีสันใกล้เคียงสีแดงสด เดินตามหลังฮ่องเต้เพียงครึ่งก้าว แต่มองจาก
ที่ไกล ๆ แล้วกลับแทบจะเทียบเคียงกัน
ฉู่เฟยและหมิ่นเฟยเดินตามอย่างสงบเสงี่ยม ส่วนนางกลับเชิด
หน้าอย่างหยิ่งผยองด้วยใบหน้าที่งดงาม เมื่อสายตากวาดมองมาทาง
เจียงเฉิงอวี๋ก็เผยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะได้รับชัยชนะครั้งนี้ไปแน่นอน
แล้ว