พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 456 ช่วยเหลือคุณหนูโต้ว
เป้าหมายขององค์ชายใหญ่ไม่เคยเป็นเจียงเฉิงอวี๋ผู้แข็งแกร่งแห่ง
ตระกูลเจียง แต่เป็นโต้วจิ้งอี๋ หญิงสาวผู้อ่อนโยนและสงบเสงี่ยมจาก
ตระกูลโต้ว
เมื่อเห็นว่าพวกนางไม่ยอมออกห่างจากผู้อาวุโส จึงใช้กลอุบาย
ถ้วยชาหกที่ดูจะไม่เข้าท่าเพื่อล่อพวกนางสามคนจากตระกูลเจียง
และตระกูลเหยาออกไป ข่มขู่พวกนางให้กลัวจนอยู่แต่ในห้อง
ด้วยวิธีนี้ โต้วจิ้งอี๋ก็จะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง แค่ใช้กลอุบายอีก
เล็กน้อย เช่น การใช้ถ้วยชาหกแบบเดียวกัน หรือบอกนางว่าเจียง
เฉิงอวี๋ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยความผูกพันระหว่างสองตระกูล
นางจะต้องออกมาและตกหลุมพรางขององค์ชายใหญ่แน่
“อา ข้าก็ว่า ทำไมจวีกุ้ยเฟยถึงใช้กลอุบายแบบนี้ ที่แท้ก็มี
แผนการสำรองนี่เอง” เจียงเฉิงอวี๋ตบศีรษะตัวเอง “แล้วจะทำอย่างไรดี
เล่า พี่สาวทั้งหลาย พวกเราจะทำอย่างไรดี”
“แน่นอนว่าต้องไปช่วยคน พวกเราไม่อาจปล่อยให้เขาสมหวัง
ได้” ดวงตาเหยาซือชิงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
ตระกูลเจียงและตระกูลโต้วมีอำนาจพอ ๆ กัน ตระกูลเจียงสร้าง
ตระกูลขึ้นมาด้วยความดีความชอบทางทหาร ส่วนตระกูลโต้วอาศัย
การเป็นลูกหลานขุนนางผู้มีอำนาจ หากพูดถึงอิทธิพลในราชสำนัก
ตระกูลโต้วนั้นยิ่งใหญ่กว่าตระกูลเจียง
การสูญเสียการสนับสนุนจากตระกูลโต้วเท่ากับพี่ห้าจะสูญเสีย
แขนขาไปข้างหนึ่ง
เจียงเซิงรู้สึกตื่นกลัวจนใจเต้นรัว ฝ่ามือมีเหงื่อผุด ฝีเท้าอ่อนแรง
แต่นี่เป็นช่วงเวลาคับขัน นางไม่อาจแสดงความอ่อนแอได้แม้แต่น้อย
เพื่อพี่ห้าของนาง นางต้องสงบสติอารมณ์ สมองน้อย ๆ ที่ผ่าน
การต่อสู้ดิ้นรนมาหมุนวนทำงานอย่างบ้าคลั่ง “รีบไปเร็ว กลับไปดูที่
ห้องจัดงานเลี้ยง หากสามารถสกัดกั้นระหว่างทางได้ก็จะดีที่สุด หาก
ทำไม่ได้ก็ต้องรีบแจ้งผู้อาวุโสโดยเร็ว” เหยาซือชิงจัดการเรื่องราวได้
อย่างเหมาะสม
เจียงเฉิงอวี๋ตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว สาวเท้าวิ่งออกไปทันที
เวลานี้การกลับไปห้องจัดงานเลี้ยงเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้
อาวุโสเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด แต่ไม่ใช่วิธีช่วยคนที่เร็วที่สุด
สิ่งที่พวกนางต้องช่วยไว้ไม่ใช่แค่การสนับสนุนของตระกูลโต้ว
แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของโต้วจิ้งอี๋ด้วย
เจียงเซิงสะบัดหัว รู้สึกว่ามีบางอย่างวูบผ่านไป นางพยายามจับ
ความคิดนั้นไว้ แล้วใช้หางตามองลักษณะของห้องด้านข้างนี้ ใน
ความคิดที่แวบขึ้นมานางพลันจับประเด็นสำคัญได้
“รอก่อน ๆ” นางเรียกเด็กสาวสองคนที่กำลังวิ่งไป “พี่สาวเหยา
ท่านเคยมาวังหลวง ท่านรู้หรือไม่ว่าหอเหยียนฮุยมีที่รับรองแขกกี่
แห่ง?”
ปกติแล้ว ตำหนักแห่งหนึ่งจะมีห้องโถงด้านข้างสองห้อง
ด้านซ้ายสำหรับบุรุษมีขันทีคอยรับใช้ ด้านขวาสำหรับสตรีมีนาง
กำนัลคอยดูแล
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว สถานที่ที่โต้วจิ้งอี๋จะไปได้ก็มีเพียงห้องโถง
ด้านขวาที่พวกนางอยู่เท่านั้น
เหยาซือชิงตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดวงตาเปล่งประกาย กล่าวว่า
“น้องสาวเจียงเซิง เจ้าหมายความว่าองค์ชายใหญ่อาจจะอยู่ไม่ไกล
และกำลังลงมือกับคุณหนูโต้วใช่หรือไม่?”
รวดกว่ากลับไปห้องจัดเลี้ยงเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส
ซึ่งอาจทำให้เรื่องรั่วไหลและก่อให้เกิดคำครหา สู้รีบค้นหาทั่วทุกที่
โดยเร็วแล้วช่วยโต้วจิ้งอี๋ออกมาอย่างเงียบ ๆ ดีกว่า
เจียงเซิงเพิ่งพยักหน้าตกลงก็ถูกเจียงเฉิงอวี๋ลากวิ่งไปอย่าง
รวดเร็ว “แล้วจะรออะไรอยู่ รีบหาเร็วเข้า”
เหยาซือชิงที่อยู่ด้านหลังอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ครู่หนึ่งจึง
ค่อย ๆ ยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งตาม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ห้องด้านข้าง
ที่ควรจะมีนางกำนัลคอยรับใช้กลับว่างเปล่าและเงียบเหงา ไม่มีใครอยู่
เลย
เจียงเฉิงอวี๋เตะประตูห้องที่อยู่ใกล้เคียงเปิดออกทีละบาน แต่ก็ไม่
เห็นแม้แต่เงาผี
“ไปห้องด้านซ้ายด้วย” เจียงเซิงตัดสินใจอย่างฉับพลัน
จวีกุ้ยเฟยมีอำนาจในวังหลังที่น่าหวาดกลัว นางสามารถกำจัด
นางกำนัลในห้องด้านขวาได้อย่างหมดจด อาจเป็นไปได้ว่านางจะ
เปลี่ยนห้องด้านซ้ายให้เป็นห้องด้านขวา แล้วจงใจพาคนเดินวนไป
วนมาเพื่อไปที่นั่น
เด็กสาวทั้งสามคนออกตัววิ่งอีกครั้ง คราวนี้ได้ยินเสียงแว่ว ๆ มา
ดวงตาของเจียงเฉิงอวี๋เผยแววชื่นชม ใบหน้าของเหยาซือชิงเต็ม
ไปด้วยความยกย่อง
เจียงเซิงเกาท้ายทอยอย่างเขินอาย ไม่คิดว่าแมวตาบอดจะชน
หนูตาย นางทายถูกจริง ๆ
แต่นี่ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าความสามารถของจวีกุ้ยเฟยนั้นไม่
ธรรมดา
ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ เสียงก็ยิ่งดังขึ้น เมื่อฟังอย่างตั้งใจก็พบว่า
เป็นเสียงผลักประตู พร้อมกับเสียงเร่งรีบขององค์ชายใหญ่ “จิ้งอี๋ จิ้งอี๋
อย่ากลัวไปเลย ข้ามาแล้ว”
ทั้งที่เป็นเขาเองที่พยายามแกล้งหลอก แต่กลับมาแสร้งทำตัวเป็น
คนดีอยู่ตรงนี้
เห็นได้ชัดว่าประตูกำลังจะถูกเปิด ด้านในนั้นมีเสียงกรีดร้องด้วย
ความหวาดกลัวของหญิงสาว
เจียงเฉิงอวี๋รู้สึกโกรธจนแทบระเบิด นางกระโดดพรวดขึ้นไป
ข้างหน้าเพียงสองครั้ง ก่อนที่องค์ชายใหญ่จะหันกลับมา นางก็เตะ
เขาจนล้มลงกับพื้น จากนั้นก็กระโดดขึ้นนั่งทับบนหน้าอกเขา ยก
แขนขึ้นสูงแล้วฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรง
เพียงชั่วพริบตา ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ชายใหญ่ก็บวมบูด
ราวกับหัวหมู ทั้งยังรู้สึกมึนงงจนมองหาทิศทางไม่ถูก
“ใคร… ใครกันที่กล้ามาลอบโจมตีข้า…” เขาพยายามยื่นมือ
ออกไปอย่างยากลำบาก
เจียงเฉิงอวี๋คว้ามือนั้นไว้แล้วบิดไปด้านหลังทันที เสียงกระดูกดัง
ลั่นกรอบแกรบ องค์ชายใหญ่กำลังจะร้องออกมา แต่ก็สลบไป
เสียก่อนเพราะความเจ็บปวด
“เสี่ยวอวี๋” เจียงเซิงตกใจรีบวิ่งเข้าไปห้าม “ไว้ชีวิตเขาก่อน ถึง
อย่างไรเขาก็เป็นองค์ชาย”
เจียงเฉิงอวี๋ลุกขึ้นยืนพลางปัดมืออย่างดูแคลน “กระดูกยังไม่
ถึงกับหัก คนไร้ประโยชน์นี่ก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว”
ถูกเด็กสาวคนหนึ่งทำร้ายจนเป็นแบบนี้ได้ องค์ชายใหญ่ก็
เหมาะสมกับคำว่า “ไร้ประโยชน์” จริง ๆ
เจียงเซิงตกตะลึง รู้สึกอีกครั้งว่าการเข้าวังของตนอาจไม่ใช่เพื่อ
มาปกป้องเจียงเฉิงอวี๋
น่าจะเป็นการมาปกป้องคุณหนูโต้วมากกว่า
เมื่อด้านนอกกลับสู่ความสงบ ประตูห้องที่แทบจะพังก็ถูกเปิด
ออก มีศีรษะหนึ่งโผล่ออกมาอย่างระแวดระวัง ทว่ากลับเป็นฉีเยี่ย
“พี่สาวฉี” เจียงเซิงประหลาดใจมาก “ทำไมถึงเป็นท่าน แล้ว
พี่สาวโต้วเล่า?”
“พวกเจ้านี่เอง” ฉีเยี่ยกัดริมฝีปาก สำรวจรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มี
ใครจึงจูงโต้วจิ้งอี๋ออกมาด้วยกัน “นางอยู่ที่นี่ พวกข้าอยู่ที่นี่”
เมื่อเทียบกับคุณหนูฉีที่กล้าหาญกว่าเล็กน้อย โต้วจิ้งอี๋ดู
เรียบร้อยและบอบบางกว่า ตอนนี้นางตกใจจนหัวหมุน ตัวสั่นเทาอยู่
นานกว่าจะค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ได้
“พวกท่าน… พวกท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจียงเซิงคาดไว้ แต่ก็มีบางอย่างที่ต่าง
ออกไป
ในตอนนั้นหลังจากที่เด็กสาวทั้งสามจากไปก็มีนางกำนัล
มาตามหาโต้วจิ้งอี๋จริง ๆ แต่ไม่ใช่มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่านำ
หยกประจำตัวของเจียงเฉิงอวี๋มาด้วย หวังจะให้คุณหนูโต้วช่วย
ตรวจสอบว่าเสื้อผ้ามีปัญหาหรือไม่
ตระกูลโต้วมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียง
พอสมควรในเมืองหลวง
ตระกูลเจียงและตระกูลโต้วต่างระแวงองค์ชายใหญ่ การที่เจียง
เฉิงอวี๋กลัวว่าเสื้อผ้าจะถูกทำเรื่องไม่ดีก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ สิ่งสำคัญ
ที่สุดคือหยกประจำตระกูลที่นางกำนัลนำมานั้นเป็นของที่มีเฉพาะคน
ตระกูลเจียงเท่านั้น
แม้ว่าจะยังสงสัยอยู่บ้าง แต่นางก็เชื่อไปแล้วเจ็ดแปดส่วน ขณะที่
โต้วจิ้งอี้กำลังลังเลว่าจะเรียกมารดามาด้วยหรือไม่ ฉีเยี่ยก็อาสา
“คุณหนูโต้วก็ไม่มีกำลังพอจะมัดไก่ ยังสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ ้า อย่างน้อย
ข้าก็ยังสามารถสู้กับชายฉกรรจ์สองคนได้ ข้าจะไปกับเจ้าเอง”
หลังจากนั้นพวกนางก็เดินตามคนไปจนถึงห้องด้านข้าง ฉีเยี่ยมี
สัมผัสที่ดีมาก ตอนนั้นเองนางก็เกิดสงสัยขึ้นมา เมื่อเห็นเงาร่างของ
องค์ชายใหญ่ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ล่อๆ อยู่ นางก็ตัดสินใจ
ผลักโต้วจิ้งอี๋เข้าไปในห้องและปิดประตูลงกลอนทันที
“ส่วนเรื่องที่เหลือก็เป็นอย่างที่พวกเจ้าเห็น” ฉีเยี่ยกล่าวพลางยัก
ไหล่ “ถ้ารู้ว่าองค์ชายใหญ่ไม่ได้เก่งกาจอะไร ข้าคงไม่ต้องกังวลคอย
ปิดประตูให้วุ่นวาย ออกไปชกเขาให้สลบก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“ไม่ได้” โต้วจิ้งอี๋เม้มปาก ส่ายหน้าไปมา “ตอนนี้ตระกูลฉีไม่ควร
ไปทำให้จวีกุ้ยเฟยไม่พอใจ”
พูดเช่นนี้ก็ถูก ตระกูลฉีเทียบกับตระกูลโต้วและตระกูลเจียงไม่ได้
ไม่มีทางไปยุ่งกับตระกูลจวีได้เลย
ฉีเยี่ยแลบลิ้น พึมพำเบา ๆ ว่า “ถ้าจะทำให้โกรธจริง ๆ ก็ให้ท่าน
พ่อของข้าซวยไปด้วยเถอะ”
โต้วจิ้งอี๋เงยหน้าสบตากับนาง ทั้งสองมองหน้ากันและหัวเราะ
บรรยากาศหวานแหววของเด็กสาวรายล้อม เจียงเฉิงอวี๋ถึงขั้น
ลืมสำรวจจี้หยกที่เอว พูดอย่างรวดเร็วว่า “พวกเจ้า ก่อนหน้านี้ที่หน้า
ประตูสำนักสอบไม่ใช่ว่า… แล้วทำไมตอนนี้…”