พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 457 องค์ชายรองผู้แปลกประหลาด
เมื่อพูดถึงคุณหนูตระกูลโต้ว คุณหนูตระกูลฉี รวมถึงคุณหนู
ตระกูลเหยา สิ่งที่ผู้คนจดจำได้ชัดเจนที่สุดคือการแย่งชิงตัวจอหงวน
ของพวกนาง
แต่เดิมคิดว่าพวกนางคงจะแย่งกันและเป็นปรปักษ์ แต่ไม่คิดว่าใน
ช่วงเวลาที่สำคัญจะยินดีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้ว่าการกระทำนั้น
จะทำให้จวีกุ้ยเฟยผู้มีความสามารถไม่ธรรมดาต้องขัดเคืองก็ตาม
“อา” ฉีเยี่ยหน้าแดงพลางโบกมือ “หญิงสาวก็สมควรช่วยเหลือ
หญิงสาวด้วยกันอยู่แล้ว”
“ความสามารถของท่านจอหงวน ใคร ๆ ก็ชื่นชม แต่ไม่ใช่ว่าชื่น
ชมแล้วจะต้องเป็นคู่แข่งกันเสียหน่อย” โต้วจิ้งอี๋เอ่ยเสียงเบา “การชื่น
ชมก็คือการชื่นชม การช่วยเหลือก็คือการช่วยเหลือ”
“ถูกต้อง” ฉีเยี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ช่วยเหลือเสร็จแล้วค่อยแย่ง
กันต่อก็ได้”
โต้วจิ่งอี๋ไม่สามารถรักษาความเคร่งขรึมเอาไว้ได้อีกต่อไป นาง
หันหน้าไปหัวเราะคิกคัก
แม้ทั้งสองจะมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้เมื่อยืนอยู่
ด้วยกันกลับกลมกลืนอย่างประหลาด
แม้แต่เหยาซือชิงก็อดพูดล้อเลียนไม่ได้ว่า “ตอนนี้พวกเรานับว่า
เป็นสหายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแล้วนะ”
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านห้องด้านข้าง เด็กสาวห้าคนต่างมี
ความงดงามเป็นของตัวเอง พวกนางเบ่งบานดั่งดอกไม้ เปล่งประกาย
ความงามพร้อมกับแผ่ไมตรีจิต ในที่สุดก็ดึงดูดผู้ที่มีลักษณะ
คล้ายคลึงหรือตรงกันข้ามกันเข้ามา
หลังเจียงเฉิงอวี๋ค้นตัวจนทั่วแต่กลับไม่พบแม้แต่จี้หยกสักเส้น
นางก็รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน “ต้องเป็นตอนที่ชาหกแล้วชนกันเมื่อ
ครู่แน่ นางกำนัลคนนั้นคงฉวยโอกาสขโมยจี้หยกข้าไป”
พวกนางเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความตื่นเต้นเกินไป จึงไม่ได้สังเกต
ว่ามีอะไรผิดปกติ ทำให้จวีกุ้ยเฟยหาจุดอ่อนเจอได้
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง เกือบทำให้พี่สาวโต้วเดือดร้อน
แล้ว” เจียงเฉิงอวี๋ตบหน้าผากตัวเองอีกครั้ง รู้สึกเสียใจนัก
“เจ้าไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองหรอก” โต้วจิ้งอี๋ยังคงสงบและ
อ่อนโยนเช่นเคย “หากผู้อื่นจงใจวางแผน เราก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่
ดี”
แต่เพราะคุณหนูจากตระกูลเจียงที่คนหนึ่งกล้าหาญ อีกคน
ฉลาดหลักแหลม จึงช่วยพวกนางรอดพ้นจากอันตรายได้
“ตามความเห็นของข้า สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญหรอก” เหยาซือชิงยิ้ม
เอ่ย “สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราควรจัดการกับองค์ชายคนนี้อย่างไรดี”
เสียงจอแจของเหล่าเด็กสาวเงียบลงทันที
องค์ชายใหญ่ที่นอนอยู่บนพื้นจมูกช ้าและใบหน้าบวมช ้า โชคดี
ที่เขายังคงหมดสติ ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา
หากปล่อยไว้ตรงนี้โดยไม่สนใจ เมื่อจวีกุ้ยเฟยมาพบเข้า ย่อม
ต้องสอบสวนหาคนรับผิดชอบแน่นอน
แต่หากให้พวกนางหามคนออกไปก็คงไม่มีเหตุผลอะไรจะอธิบาย
ได้
แล้วจะจัดการอย่างไรดี?
นี่เป็นปัญหาที่ยากจริง ๆ ขณะที่ทุกคนกำลังจนปัญญา จู่ ๆ ก็มี
เสียงดังมาจากด้านนอกของห้องด้านข้าง
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏว่าเป็นองค์ชายรองที่หายตัวไป
นานแล้วคนนั้น
เขายังคงเคร่งขรึมและพูดน้อยคำเช่นเดิม เมื่อเห็นเหล่าเด็กสาว
ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่ประสานมือคำนับจากไกล ๆ และกล่าวว่า “หาก
พวกคุณหนูวางใจ ก็มอบเสด็จพี่ใหญ่ให้ข้าเถอะ ข้าจะพาเขาไปดูแล
เอง”
เด็กสาวทั้งหลายต่างเงียบ
ใครกล้าจะพูดกัน ทุกคนล้วนรู้ดีว่าองค์ชายรองกับองค์ชายใหญ่
กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ หากเขาฉวยโอกาสนี้สังหารองค์ชายใหญ่
แล้วโยนความผิดให้พวกนาง นั่นก็เท่ากับโคลนติดกางเกง แม้ไม่ใช่
มูลก็เหมือนมูล
“คุณหนูวางใจได้ ถึงแม้จ่างอวี้จะปรารถนาบัลลังก์ แต่ก็ไม่คิด
ฉวยโอกาสยามคับขัน ยิ่งไม่ต้องการเอาชื่อเสียงของคุณหนูมาเป็น
เดิมพันด้วย” เขายืนตัวตรง เอ่ยด้วยน ้าเสียงราบเรียบ “ในสายตาข้า
คนที่ใช้ความบริสุทธิ์มาบีบบังคับให้คุณหนูต้องจำยอมล้วนเป็นชาย
ชั่ว”
“ข้าเพียงทนดูไม่ได้ หากคุณหนูยังสงสัย ก็ให้ถือเสียว่าข้าไม่เคย
มาที่นี่ก็แล้วกัน”
องค์ชายรองพูดจบก็ค้อมตัวอย่างสุภาพอีกครั้งแล้วถอยออกไป
เจียงเซิงสบตากับเหยาซือชิง ฉีเยี่ยสบตากับโต้วจิ้งอี๋ ส่วนเจียง
เฉิงอวี๋กลอกตาไปมา
ที่นี่คือวังหลวง นอกจากห้องด้านข้างที่ถูกจวีกุ้ยเฟยสั่งให้จัด
ฉากแล้ว ด้านนอกถือว่าทุกสามก้าวยังมียาม ห้าก้าวยังมีทหารยืน
เฝ้า แม้ว่าองค์ชายรองจะกล้าหาญเพียงใด ก็ไม่กล้าสังหารองค์ชาย
ใหญ่ ยิ่งกว่านั้นพวกนางยังสามารถเป็นพยานให้กันและกันได้
เมื่อเทียบกับการฆ่าฟันระหว่างพี่น้อง การกระทำของเขาเหมือน
จะเป็นการเอาใจบรรดาคุณหนูทั้งหลายมากกว่า รวมถึงคิดจะเอาใจ
ตระกูลใหญ่ของพวกนาง เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ไปในตัว
ด้วย
หลังจากได้รับการยืนยันจากคนอื่น ๆ แล้ว เหยาซือชิงในฐานะ
ตัวแทนจึงเอ่ยขึ้น “องค์ชายรองโปรดรอก่อน ในเมื่อพระองค์เต็มใจ
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกหม่อมฉันก็ไม่กล้าปฏิเสธ ขอขอบคุณ
ล่วงหน้า”
“ขอบคุณองค์ชายรอง” เด็กสาวทั้งหลายค้อมกายพร้อมเพรียง
กัน
องค์รองชายใบหน้าแดงเรื่อ โน้มตัวลงไปพยุงองค์ชายใหญ่ที่
สลบไสล ราวกับกำลังประคองคนเมาสุรา เดินโซเซออกไป
เจียงเฉิงอวี๋แอบตามไปอย่างเงียบเชียบ เห็นเขามองหาพื้นหญ้า
แล้วโยนองค์ชายใหญ่ทิ้งไว้ จากนั้นก็เริ่มส่งเสียงเรียกร้อง แสดง
ท่าทางกังวลและสับสนออกมาอย่างเต็มที่
เมื่อนางกำนัลและขันทีวิ่งกรูกันมา พวกนางถึงค่อยโล่งอก พา
กันเดินกลับไปยังห้องจัดงานเลี้ยง
การแสดงร้องรำผ่านไปครึ่งทางแล้ว บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วย
ของว่างมากมาย เหล่าคุณหนูที่เหนื่อยล้าจากการเที่ยวชมอุทยาน
หลวงก็ทยอยกลับมา
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกวาดตามองเด็กสาวทั้งสามของบ้าน ดวงตา
ฉายแววสงบนิ่ง
จ่างเยี่ยนที่นั่งอยู่บนที่นั่งสูงชำเลืองมองน้องสาวแล้วถอนหายใจ
เบา ๆ
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม คนที่ออกไปเล่นข้างนอกเกือบทั้งหมด
กลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเงาขององค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง
จวีกุ้ยเฟยใช้รอยยิ้มปิดบังความกระวนกระวาย หลายครั้งที่นาง
กวาดตามองโต้วจิ้งอี๋ แต่ก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้
จนกระทั่งนางกำนัลรีบร้อนเข้ามารายงาน “ฝ่าบาท กุ้ยเฟย องค์
ชายใหญ่กับองค์ชายรองทะเลาะกันแล้วเพคะ…”
ทั้งห้องจัดเลี้ยงเงียบกริบลงทันที ทุกคนวางชามกับตะเกียบลง
เงียบ ๆ สายตาทั้งหมดจับจ้องไปที่กลางห้อง
จวีกุ้ยเฟยสีหน้าเขียวคล ้า ฝ่าบาทก็ขมวดคิ้วแน่น ลังเลสักพัก
ก่อนจะถามว่า “มีสาเหตุหรือไม่?”
“ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองพบว่าองค์ชายใหญ่นอนอยู่บนพื้นหญ้า
ระหว่างทาง จึงมีน ้าใจปลุกองค์ชายใหญ่ขึ้นมา แต่กลับถูกองค์ชาย
ใหญ่กล่าวหาว่าเป็นคนร้าย จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นเพคะ” นางกำนัล
รายงานอย่างมีนัย
นี่เหมือนจะเป็นการบอกว่าองค์ชายทั้งสองทะเลาะกัน แต่ความ
จริงแล้วเป็นการร้องขอความเป็นธรรมให้องค์ชายรอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ใครเล่าจะยังนั่งอยู่เฉยได้ ฝ่าบาทกับจวีกุ้ยเฟยนำ
ขบวนคนลุกขึ้นออกไปข้างนอก เพื่อห้ามปรามองค์ชายทั้งสองที่
กำลังกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นหญ้า
ที่ว่าต่อสู้กัน ที่จริงแล้วเหมือนองค์ชายรองจะถูกทำร้ายฝ่ายเดียว
มากกว่า แต่กลับเป็นองค์ชายใหญ่ที่จมูกช ้าหน้าบวม สภาพน่า
เวทนานี้ทำให้ผู้คนอดอุทานด้วยความตกใจไม่ได้
“ลูกข้า” จวีกุ้ยเฟยเห็นสภาพขององค์ชายใหญ่ก็ร้องด้วยความ
ปวดใจ “ใครกล้าทำร้ายลูกข้า ใครกัน!”
ฝูงชนไร้เสียง เจียงเฉิงอวี๋หลบไปอยู่ด้านหลังเจียงเซิงโดยไม่มี
ใครสังเกตเห็น
“เสด็จแม่ ก็เป็นเจ้าคนชั่วคนนี้ที่ทำร้ายข้า พอลืมตาขึ้นมาก็เห็น
เขาทำหน้าเสแสร้งแกล้งสงสาร” องค์ชายใหญ่กัดฟันพูดด้วยความ
เจ็บแค้น นึกถึงตนเองที่ถูกขัดขวางเรื่องดี ๆ ก็ยิ่งลงมือหนักขึ้น
พอเห็นองค์ชายรองมีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก ฮ่องเต้ก็ทน
ไม่ไหวอีกต่อไป ตวาดด้วยความโกรธเคือง “จู้จ่างหง เจ้าหยุด
เดี๋ยวนี้!”
องค์ชายใหญ่ร่างกายแข็งทื่อ ตระหนักได้ว่าที่นี่คือต่อหน้า
ธารกำนัล เขาจึงลุกขึ้นยืนอย่างเก้อเขิน มองมารดาด้วยสายตาอ้อน
วอน
“ฝ่าบาท” จวีกุ้ยเฟยตอบสนองทันที “ใครกันแน่ที่รังแกหงเอ๋อร์
ของพวกเรา ทำให้องค์ชายบาดเจ็บถึงเพียงนี้ พวกเขาไม่เห็น
ราชวงศ์อยู่ในสายตา หรือไม่ก็ไม่เห็นพระองค์อยู่ในสายตาเลย”
“เสด็จพ่อ ลูกเจ็บ” องค์ชายใหญ่กุมหน้าสะอื้น
มีคนกล่าวว่าเด็กที่มีคนรักจะรู้จักออดอ้อน เจียงเซิงเห็นด้วยตา
ตัวเองว่าหลังจากแม่ลูกคู่นี้ร้องรับส่งกันไปมา สีหน้าของฝ่าบาทก็
เปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นผ่อนคลาย ทั้งยังดูลังเลมากขึ้นอีก
หลายส่วน
กลับกัน องค์ชายรองที่เต็มไปด้วยคราบเลือดทั่วร่างกลับคลาน
ลุกขึ้นมา ไปยืนเงียบ ๆ อยู่ตรงมุม
ร่างกายของเขาช่างผอมบางเหลือเกิน และแผนการของเขาช่าง
ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสัยยิ่งนัก