พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 458 การต่อสู้ของราชวงศ์
ทั้ง ๆ ที่เจียงเฉิงอวี๋เป็นคนที่บุ่มบ่ามทำร้ายองค์ชายใหญ่ แต่เขา
กลับยืนออกมารับผิดชอบ แม้จะถูกเข้าใจผิดก็ไม่อธิบายอะไร แค่
ยอมรับเงียบ ๆ เท่านั้น
ฝ่ายจวีกุ้ยเฟยกับบุตรชายยังคงพร ่าบ่นเรื่องราวความทุกข์อยู่
ข้าง ๆ เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของฝ่าบาทเปลี่ยนจากขมวดคิ้วมุ่นเป็น
คลายออก แล้วก็กลับมาขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง
“จู้จ่างอวี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เขาถามเสียงดัง มองไปยังโอรส
คนนี้ที่แทบไม่เคยใส่ใจมาก่อน
องค์ชายรองเม้มริมฝีปาก พูดด้วยน ้าเสียงขมขื่น “ลูกเจอเสด็จพี่
ใหญ่โดยบังเอิญระหว่างทาง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าพอเสด็จพี่
ใหญ่ลืมตาก็ชกลูกทันที…”
“ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเจ้าแล้ว ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครได้” องค์
ชายใหญ่เอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว
องค์ชายรองยกมือขึ้นกันด้วยท่าทางไร้เดียงสา แล้วปล่อยลง
อย่างอ่อนแรง
ความรู้สึกที่ถูกคนใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม แต่ไร้ซึ่งพลังจะแก้
ต่างโถมทับผู้คนที่อยู่ตรงนั้น
หญิงสาวบางคนถึงกับน ้าตาคลอด้วยความสงสาร ความเวทนา
ผุดขึ้นในใจ แม้แต่ฉีเยี่ยที่มักจะทำตัวห้าวหาญก็ยังแสดงความละอาย
ใจออกมาบ้าง
หัวใจของเจียงเซิงกระตุกวูบ นางเหมือนจะเข้าใจแล้ว องค์ชาย
รองกำลังแสร้งทำตัวน่าสงสาร เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากเหล่า
หญิงสาว บางทีอาจหวังจะฉวยโอกาสนี้หาคู่ครองไปด้วย
คนผู้นี้มีความคิดลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่กลับยอมลงมือช่วยเหลือพวก
นาง
เหยาซือชิงและโต้วจิ้งอี๋ที่มองทะลุความจริงก็ไม่ได้แสดงท่าทีดู
ถูกเขา
ทั้งเนื้อในและหน้าตา เขาล้วนได้กำไร
ทั้งหมดนี้แลกมาด้วยการถูกตีหนึ่งครั้ง
หากไม่ใช่เพราะเจียงเซิงมีพี่ห้าที่คิดถึงอยู่ตลอดเวลา บางทีนาง
อาจจะเห็นใจองค์ชายรอง หรือแม้กระทั่งอดชื่นชมเขาไม่ได้
นางเม้มปาก กำลังลังเลว่าควรจะเตือนจ่างเยี่ยนหรือไม่
จวีกุ้ยเฟยที่กำลังบ่นอยู่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามอย่าง
ระแวดระวัง “หงเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าเห็นชัดเจนว่าเป็นองค์ชายรองที่
ทำร้ายเจ้า?”
อย่าว่าแต่พวกเขาจะหมายตาไปที่คุณหนูตระกูลเจียงกับตระกูล
โต้วเลย แม้แต่การออกหน้าปกป้องคนอื่นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่องค์
ชายรองผู้ขี้อายและเงียบขรึมจะทำได้
องค์ชายใหญ่ดูจะถูกคำถามนี้ทำให้อึ้งไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนั้นมีการโจมตีอย่างฉับพลันตรงท้ายทอยก่อน พอทำให้ล้ม
กับพื้นและรู้สึกมึนงง เขาก็ถูกตบด้วยฝ่ามือใหญ่จนลืมตาไม่ขึ้น จึง
ไม่ได้เห็นชัดว่าใครเป็นคนทำ แต่ได้ยินเสียงของเด็กสาวที่ดัง
คลุมเครือ
หากพูดออกไปตรง ๆ เขาไม่เพียงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมา
ปรากฏตัวในห้องด้านข้าง แม้แต่การเอาชนะแรงเด็กสาวไม่ได้ก็จะ
กลายเป็นเรื่องขบขัน ไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ไม่สู้โยนความผิดนี้ให้องค์ชายรองที่เขาไม่ชอบหน้า ตัดความ
ปรารถนาที่อยากจะแข่งขันแย่งชิงของเด็กหนุ่มผู้โง่เขลานี้ออกไป
องค์ชายใหญ่ไม่ได้ลังเลอยู่นานนัก พยักหน้าอย่างเด็ดขาด
“เป็นเขา!”
“ฝ่าบาท” จวีกุ้ยเฟยรีบหันไปร้องไห้ “พวกเขาเป็นพี่น้องกันแท้ ๆ
ทำไมถึงทำร้ายกันเองได้ โดยเฉพาะในงานเลี้ยงคัดเลือกชายาที่
พิเศษเช่นนี้ หม่อมฉันควบคุมพวกเขาไม่ไหวจริง ๆ เพคะ”
คำพูดนี้ทำให้องค์ชายรองเสียหน้าสองเรื่อง
เรื่องแรก การทำร้ายพี่น้องเป็นข้อห้ามใหญ่ของเชื้อพระวงศ์
แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ไม่มีความอดทนอดกลั้น ไม่เหมาะจะครอง
บัลลังก์มังกร
เรื่องที่สอง การก่อเรื่องวุ่นวายในงานคัดเลือกชายานั้น ทั้งทำให้
ตระกูลจู้เสียหน้าและยังทำให้เหล่าขุนนางหัวเราะเยาะ
สุดท้ายด้วยประโยคว่ายากที่จะควบคุม เป็นการผลักปัญหา
ออกไปและตัวเองก็หลุดพ้นได้อย่างสวยงาม
ดูจากหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงของฮ่องเต้ก็รู้ได้ว่า องค์ชายรอง
คงจะถูกลงโทษแน่
“เจ้า… กลับไปจวนและทบทวนความผิดของตนเอง ภายในครึ่งปี
นี้ห้ามออกมา งานในสำนักกิจการฝ่ายในก็ให้คนอื่นทำแทน เมื่อไหร่
ที่เจ้าตระหนักได้แล้วค่อยว่ากันใหม่”
เพียงประโยคเดียวก็ถอดตำแหน่งหน้าที่ที่องค์ชายรองทุ่มเท
พยายามมาหลายปี
แม้เด็กหนุ่มจะเพิ่งอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น แต่ยามนี้สองมือกลับตก
ห้อยข้างลำตัว ดวงตาหม่นหมองไร้ประกาย
“ลูกน้อมรับพระบัญชา… น้อมรับพระบัญชา”
เขาค้อมกายคำนับ ถอยออกไปอย่างอัปยศท่ามกลางสายตา
ผู้คนมากมาย
ทั้งที่เป็นองค์ชายเหมือนกัน ทำไมบางคนถึงได้รับความโปรด
ปรานมากมาย ในขณะที่บางคนต้องต ่าต้อยราวกับผงธุลี
เจียงเซิงหลบอยู่ในฝูงชน ไม่รู้ว่าครั้งนี้องค์ชายรองนับว่าแพ้หรือ
ชนะ
หากกล่าวว่าเขาแพ้ เหล่าหญิงสาวต่างก็เวทนาสงสาร
โดยเฉพาะคุณหนูเจียง คุณหนูโต้ว และคุณหนูเหยาที่ต่างรู้สึกผิดอยู่
ในใจ
หากกล่าวว่าเขาชนะ หน้าที่การงานที่ใช้หาเลี้ยงชีพก็หายไป
แล้ว การถูกเมินเฉยอย่างชัดแจ้งเช่นนี้ ต่อไปจะยิ่งทำให้ไม่มีขุนนาง
คนใดเต็มใจสนับสนุนเขา
โดยเฉพาะหลังจวีกุ้ยเฟยพบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งบนตัวองค์ชาย
ใหญ่ และเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นของคุณหนูตระกูล
หมิ่น สถานการณ์ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อองค์ชายรองผู้นี้
“ผ้าเช็ดหน้าของคุณหนูหมิ่น ทำไมจึงมาอยู่บนตัวของหงเอ๋อร์
ได้?” จวีกุ้ยเฟยแสดงสีหน้าประหลาดใจ แล้วยกยิ้มขึ้นมา “หากหง
เอ๋อร์มีใจก็ไม่ต้องเกรงใจที่จะพูดตรง ๆ ต่อหน้าผู้อื่นหรอก”
องค์ชายใหญ่พูดอึกอัก สายตาเหลือบมองโต้วจิ่งอี๋ เมื่อแน่ใจว่า
ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากนางจึงหลุบตาลงด้วยความผิดหวัง “ข้า
ชอบคุณหนูหมิ่น”
ไกลออกไป ญาติผู้น้องหญิงขององค์หญิงสามกำลังตื่นตระหนก
ค้นหาของไปทั่วร่างกาย เมื่อแน่ใจว่าผ้าเช็ดหน้าของนางหายไปจริง
ๆ ก็แทบจะทรุดลงกับพื้น
ดูเหมือนว่าหลังจากสูญเสียเป้าหมายจากตระกูลเจียงและตระกูล
โต้วไปแล้ว จวีกุ้ยเฟยและองค์ชายใหญ่ก็หันความสนใจไปที่ตระกูล
หมิ่นซึ่งง่ายต่อการควบคุมที่สุด
องค์หญิงสามและหมิ่นเฟยที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดภายใต้
อำนาจของจวีกุ้ยเฟย บวกกับผ้าเช็ดหน้าที่เป็นหลักฐาน คราวนี้
ตระกูลหมิ่นคงจะถูกบังคับให้เข้าร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
ทำไมทุกครั้งที่ต้องการรวบรวมอำนาจและการสนับสนุน สตรีมัก
ต้องเป็นเครื่องสังเวยเสมอ
เจียงเซิงไม่อยากมองอีก จึงหันหลังแยกตัวออกไปจากกลุ่มคน
กลับไปยังห้องจัดเลี้ยงที่เงียบเหงา
สวี่โม่ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เขายืนรอตัวตรงอยู่กลางห้อง
“พี่ใหญ่” นางวิ่งเข้าไปหา “ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าเพิ่งพูดคุยกับคุณชายเฮ่อเสร็จ” สวี่โม่ลูบศีรษะนาง “เจ้าเป็น
อย่างไรบ้าง? ปกป้องคุณหนูเสี่ยวอวี๋ของเจ้าได้หรือไม่?”
เจียงเซิงยกยิ้มมุมปาก “ข้าปกป้องได้แค่พี่สาวโต้ว แต่ไม่
สามารถปกป้องคุณหนูคนอื่นได้”
มองจากสถานการณ์ภายนอก ดูเหมือนว่าคงจะมีการจัดการ
แต่งงานแล้ว
ในเมื่อตระกูลเจียง ตระกูลโต้ว และตระกูลเหยาไม่อาจแตะต้องได้
ตระกูลฟาง ตระกูลจู และตระกูลเถาเป็นฝ่ายเดียวกับพวกเขา ตระกูล
ฉู่ยังไม่ชัดเจน และตระกูลเฮ่อไม่มีบุตรสาวที่อยู่ในวัยเหมาะสม
ตระกูลหมิ่นจึงเป็นตัวเลือกเดียวที่เป็นไปได้
การผูกสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายใหญ่กับตระกูลหมิ่น เท่ากับเป็น
การผูกสัมพันธ์กับองค์หญิงสาม และยังผูกสัมพันธ์กับตระกูลของ
สวามีในอนาคตขององค์หญิงสามด้วย นับว่าได้ประโยชน์สองต่อจริง
ๆ
ส่วนคุณหนูหมิ่นที่ทำผ้าเช็ดหน้าหาย ใครเล่าจะสนใจนางอีก
สวี่โม่ปลอบเสียงเบา “ไม่ว่าจะอย่างไร องค์ชายใหญ่ก็มีลักษณะ
เหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นครองราชย์ ตระกูลหมิ่นย่อมมีใจใช้โอกาสนี้
ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงหาข้ออ้างปัดความรับผิดชอบได้แล้ว”
แม้จะเป็นแบบนั้น แต่หากไม่มีองค์หญิงสามและหมิ่นเฟยอยู่ในวัง
หลัง และไม่มีผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นสิ่งล่อใจ ตระกูลหมิ่นก็อาจไม่ได้
เริ่มเข้าหาองค์ชายใหญ่เอง
สรุปแล้ว นี่ก็เป็นเพราะจวีกุ้ยเฟยวางแผนเก่งกาจ จึงเลือกคนที่
ง่ายต่อการควบคุม
ผู้คนค่อย ๆ กลับมาที่ด้านนอกหอเหยียนฮุย จวีกุ้ยเฟยดูมี
ความสุข ทั้งยังจับมือของคุณหนูหมิ่นไว้ ราวกับกำลังพยายาม
ชดเชยบางสิ่ง
องค์ชายรองถอนตัวออกไปแล้ว เรื่องการมอบสมรสพระราชทาน
จึงเลื่อนไปตกอยู่ที่องค์หญิงสาม แต่นางก็เป็นเพียงสตรี และอาจเป็น
เพราะโกรธเคืองจากเหตุการณ์เมื่อครู่จึงเอาแต่ก้มหน้า
หมิ่นเฟยกล่าวขึ้นอย่างเหมาะเจาะ “ฝ่าบาท วันนี้ควรมุ่งเน้นไปที่
การคัดเลือกชายาเป็นหลักนะเพคะ”
ดังนั้นเรื่องราวจึงวนกลับมาที่องค์ชายสี่อีกครั้ง ขณะที่ฉู่เฟย
ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะกล่าวบางสิ่ง องค์ชายสี่ก็คุกเข่าลง
กะทันหัน
“ลูกไม่ต้องการอภิเษกสมรส ลูกต้องการอยู่เพียงลำพัง ขอเสด็จ
โปรดอนุญาตด้วย”
สีหน้าฮ่องเต้พลันตื่นตะลึง สายตากวาดมองไปยังพ่อลูกตระกูล
เหยา ก่อนจะขมวดคิ้ว
“จ่างอิ๋น ลุกขึ้นเถอะ” ฉู่เฟยก็รู้สึกร้อนใจเช่นกัน “วันนี้เป็นงาน
เลี้ยงคัดเลือกชายาที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เป็นความรักความห่วงใยของ
พระองค์”
“ลูกรู้ทุกอย่างดี ลูกขอบพระทัยเสด็จพ่อ แต่ลูกตัดสินใจแน่วแน่
แล้วว่าจะไม่แต่งงาน หวังว่าเสด็จพ่อจะเข้าพระทัย” องค์ชายสี่ตอบ
ด้วยน ้าเสียงหม่นหมอง
บนบัลลังก์มังกร ดวงตาของฮ่องเต้ทอประกายไม่พอใจ แต่
ขณะที่เขากำลังตวาด ชายผ้าขององค์ชายสี่ก็ขยับ เผยให้เห็นขาที่
พิการผิดรูป
สีหน้าของฮ่องเต้แข็งค้างไปทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงหาเสียงของ
ตนเองเจอ “ไม่อย่าแต่งก็ไม่ต้องแต่งเถอะ”