พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 47 จูบแรกของเจียงเซิง
เจียงเซิงเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า โชคร้ายมักเกิดกับคนที่
มีชะตากรรมขมขื่น ฝนตกหลังคารั่ว และเมื่อโชคร้ายมาเยือนกระทั่ง
ดื่มน ้าเย็นก็ยังติดคอ
นางเพียงถูกชนตอนลงจากเกวียน เหตุใดป้ายประจำตัวถึง
หายไปได้
ไม่เพียงของนาง แต่พี่ชายทั้งหลายก็สับสนเช่นกัน
หน้าประตูสำนักสอบเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งผู้ที่มาสอบและญาติ
ที่มาส่ง แน่นขนัดจนพวกเขาไม่รู้ด้วยซ ้าว่าใครเป็นคนมาชน
เจียงเซิงอยากจะร้องไห้แล้ว
ดวงตากลมโตแดงก ่าขึ้นมาทันที ก่อนหยดน ้าใสวาวจะเอ่อคลอ
จนเก็บกักมันไว้ไม่ไหว ปล่อยให้ไหลรินออกมา
เจียงเซิงเป็นสาวน้อยร่าเริง นางเริ่มขอทานตั้งแต่จำความได้
สัมผัสมาทั้งความอบอุ่นและความเย็นชาของโลก นางรู้ดีว่าน ้าตานั้น
ไร้ประโยชน์
เวลาถูกตี นางจะไม่ร้องไห้ เวลาถูกด่า นางก็ไม่ร้องไห้ หิวก็ไม่
ร้อง เจ็บก็ไม่ร้อง
แต่ครั้งนี้ เพราะความรู้สึกผิด น ้าตาของนางจึงไหลพรากออกมา
สวี่โม่ปวดใจนัก เขาปลอบนางด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน “อย่าเสียใจ
ไปเลย หากข้าไม่ได้สอบรอบแรกก็ไม่เป็นไร ถึงสอบไม่ติด ปีหน้ายังมี
การสอบถงเซิงอีก”
เจียงเซิงไม่ตอบอะไร นางกำลังรู้สึกแย่มาก ทำไมถึงเป็นเช่นนี้
ตลอด สิ่งที่กังวลมักจะเกิดขึ้น สิ่งที่กลัวมักจะมาเยือน
หากนางระวังมากกว่านี้ หากนางกอดห่อผ้าให้แน่น ป้าย
ประจำตัวจะหายไปหรือ
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน “พวกเราไปตาม
หากันเถอะ ป้ายต้องถูกขโมยไปแน่ ๆ”
ใครกันที่จะขโมยป้ายประจำตัวของสวี่โม่ไป
ต้องเป็นฝีมือของคู่สามีภรรยานายอำเภอที่มีความแค้นต่อพวก
เขา
“ข้าจะไปที่ว่าการอำเภอ” ฟางเหิงคว้าแส้ม้ากำลังจะเดินจากไป
สวี่โม่และเจิ้งหรูเชียนรีบขวางเขาไว้ “หากไม่มีหลักฐาน แม้จะไป
เอาเรื่องถึงที่ว่าการอำเภอแล้วจะได้อะไร สุดท้ายก็เป็นเพราะพวกเรา
ไม่ระวังมากพอ”
หลังจากเสียเปรียบไปครั้งก่อน ครั้งนี้จึงรู้จักคิดให้รอบคอบมาก
ขึ้น
“ไปเถอะ พวกเรากลับวัดร้างกัน” สวี่โม่ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้ว
ป้ายผ่านประตูไม่มีแล้ว ยังมีเหตุผลอะไรที่ต้องยืนอยู่หน้าประตู
สำนักสอบอีก
เจียงเซิงก้มหน้านิ่ง ยังคงร้องไห้เงียบ ๆ
พี่ชายทั้งหลายกลับขึ้นเกวียนม้า เมื่อถึงคราวของจ่างเยี่ยนเขาก
ลับไม่ขยับเขยื้อน
“เจ้าห้า” เจิ้งหรูเชียนเรียกเขา “กลับไปกันเถอะ”
จ่างเยี่ยนยังคงนิ่งเฉย
เขาสวมเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาที่ธรรมดาที่สุด ยืนตัวตรงอยู่
ท่ามกลางฝูงชน ไม่นานเขาก็เอ่ยเสียงเบา “ในเมื่อมาถึงแล้ว ไม่สู้ลอง
หาให้ละเอียดกว่านี้ บางทีอาจมีกฎอะไรบางอย่างก็ได้”
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกว่าเจ้าห้าค่อนข้างใจเย็น ขนาดน้องสาวร้องไห้
ขนาดนี้แล้ว เขายังไม่รีบกลับมาอีก
สวี่โม่กลับลังเลยิ่งกว่า เขามาถึงที่นี่แล้ว หากกลับไปง่ายดาย
เช่นนั้น คงไม่ยินดีเท่าไร
แต่อยู่ต่อก็ไม่รู้ควรทำอย่างไร ป้ายประจำตัวหายไปอย่างไม่ทัน
ตั้งตัว ต่อให้หาเจอก็ไม่ทันเวลาแล้ว
เพราะเมื่อประตูใหญ่ของสำนักสอบเปิดออก
ผู้สอบนับพันคนกล่าวลาครอบครัว เก็บสัมภาระ มุ่งหน้าสู่สำนัก
สอบ
พวกเขาเปี่ยมไปด้วยพลัง ความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จ ต่อสู้อย่างกล้า
หาญ และพวกเขาไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
ชายหนุ่มเหล่านี้ มีทั้งคนที่อายุไม่ถึงสิบปีไปจนถึงคนอายุสามสิบ
สี่สิบ พวกเขาต่างมุ่งหน้าสู่สนามรบของตัวเอง
และสวี่โม่ควรเป็นหนึ่งในนั้น
ยิ่งเจียงเซิงคิด นางก็ยิ่งเศร้า น ้าตาไหลรินราวกับไข่มุกร่วงหล่น
สวี่โม่ก็อารมณ์ไม่ค่อยดี เขากำลังจะหันหลังจากไป
จ่างเยี่ยนกลับเดินเข้ามาหา
เขายัดบางสิ่งใส่มือสวี่โม่ ให้อีกฝ่ายสะพานสัมภาระ จากนั้นก็
ผลักสวี่โม่ไปด้านหลัง
“พี่ใหญ่ไปเถอะ เรื่องที่เหลือท่านต้องเผชิญด้วยตัวเองแล้ว”
จ่างเยี่ยนกล่าวเงียบ ๆ
สวี่โม่มีชีวิตมาสิบสองปี เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจความหมายของ
การได้สิ่งของคืนกลับมาหลังจากสูญเสียและความตื่นเต้นจนตัวสั่น
มือเท้าของเขาอ่อนแอ แต่ก็ยังฝืนวิ่งไปที่ประตูสำนักสอบ ยื่น
หลักฐานแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ และหลังจากตรวจค้นตะกร้าไม้ไผ่ใบ
เล็กแล้ว เขาก็สมทบกับกลุ่มผู้สอบนับพันคน
เจียงเซิง เจิ้งหรูเชียน ฟางเหิง และเวินจืออวิ่นยังไม่ทันตั้งตัว
ประตูสำนักสอบก็พลันปิดลง
จ่างเยี่ยนตบมือเบา ๆ ปิดบังความสำเร็จและชื่อเสียงไว้ลึก
“พี่ห้า!” เจียงเซิงสะอื้นไห้ “เมื่อครู่ท่านทำอะไรลงไป ทำไมพี่ใหญ่
ถึงเข้าไปได้”
“ใช่แล้ว เจ้าห้า พี่ใหญ่เข้าไปได้อย่างไรกัน” เจิ้งหรูเชียนงุนงง
นัก “หรือว่าเจ้าจะใช้วิชาอำพรางสายตา”
จ่างเยี่ยนส่ายหัว “ไม่ใช่ทั้งนั้น”
มีเพียงการแสดงป้ายยืนยันตัวจริง ๆ เท่านั้น จึงจะเข้าสำนักสอบ
ได้ ไม่มีทางปลอมแปลงหลักฐานพวกนั้นได้เด็ดขาด
“แต่เมื่อครู่มันถูกขโมยไปแล้วนี่” เจียงเซิงตาโต
นางจำได้ขึ้นใจว่าหลังจากพี่ห้าดูป้ายประจำตัวแล้ว นางก็ใส่มัน
ลงในห่อผ้าและไม่ได้หยิบออกมาอีก
ดังนั้น ผู้ใดจะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ถูกขโมยไปเมื่อครู่นั้นเป็นป้าย
ประจำตัวของจริง
เจิ้งหรูเชียนกับน้องชายอีกสองคนมองหน้ากันความงงงวย
พวกเขากับเจียงเซิงต่างก็ระมัดระวังไม่ให้ข้าวของหาย แต่ไม่คิด
ว่าจะมีคนมาขโมยไป
และยิ่งไม่คิดว่าจะมีการเตรียมป้ายประจำตัวของปลอมไว้
ล่วงหน้า
กลเม็ดนี้คือการเปลี่ยนของดีกับของเก่า ช่างสอนบทเรียนให้
พวกเขาได้มากจริง ๆ
“ความจริงแล้วหากคิดย้อนกลับก็จะรู้ได้” จ่างเยี่ยนอธิบายอย่าง
ใจเย็น “หากพวกเราเป็นศัตรู ควรทำอย่างไรจึงจะโจมตีได้อย่าง
แม่นยำ”
หากปกติไม่ยอมลงมือ ย่อมเป็นเพราะอีกฝ่ายกำลังเก็บสะสม
พลัง
และการสอบระดับอำเภอของสวี่โม่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด
จ่างเยี่ยนเพียงระแวดระวังไว้ก่อนเท่านั้น เขาไม่รู้ด้วยซ ้าว่า
นายอำเภอเซี่ยหยางจะแสดงสีหน้าเช่นไร เมื่อเห็นกระดาษเปล่าไร้
ตัวอักษร
“ไข่ไม่ควรใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เจียงเซิงฉลาดมาก รู้จัก
เปรียบเทียบทันที “การทำสิ่งต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง จึงจะทำให้แผนการ
ของศัตรูถูกทำลาย”
จ่างเยี่ยนยิ้มให้และพยักหน้า
น ้าตาของเจียงเซิงไหลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ความรู้สึกผิด
แต่เป็นความดีใจ
ดีจริง ๆ พี่ใหญ่ของนางสามารถเข้าสอบได้แล้ว
และทั้งหมดล้วนเป็นความดีความชอบของพี่ห้า
“พี่ห้า ท่านเก่งที่สุดเลย” เด็กหญิงตะโกนพลางกางแขนออก
กระโจนเข้าหาจ่างเยี่ยน และจุมพิตเขาอย่างแรง
นางเพียงรู้สึกตื่นเต้นมากเท่านั้น
แต่พี่ชายอีกสองสามคนกลับมองตาค้าง
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนตะโกน “เจ้ายังไม่เคยจูบข้าเลย แล้วจะไป
จูบเจ้าห้าได้อย่างไร”
“เจ้าก็ไม่เคยจูบข้าเหมือนกัน” ฟางเหิงทนมองไม่ได้
“ข้าก็ไม่เคยโดนจูบ” เวินจืออวิ่นยกมือขึ้นอย่างอ่อนแรง
เจียงเซิงจึงรู้ตัวว่าตนทำอะไรลงไป นางค่อย ๆ ปล่อยมือจากจ่าง
เยี่ยน “ข้าเพียงตื่นเต้นมากเกินไปเท่านั้น พี่ห้าคงไม่ถือสาข้านะ”
ใบหน้าของจ่างเยี่ยนยังคงเหมือนเดิม แม้กระทั่งการพูด “อืม” ก็
ยังเย็นชา
แต่หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าใบหูทั้งสองข้างของเขาเปลี่ยนเป็นสี
ชมพูระเรื่อ เหมือนลูกท้อที่สุกงอม
เจียงเซิงเป็นคนใจกว้าง
หลังจากความรู้สึกผิดจางหายไป นางก็กลับมาร่าเริงเช่นเดิม
และครุ่นคิดว่าจะกินอะไรเป็นอาหารเที่ยง
วันนี้เป็นวันแรกของการสอบระดับอำเภด ซึ่งเรียกว่าการสอบ
รอบหลัก
เพื่อจะได้พบสวี่โม่เป็นคนแรก พี่น้องทั้งหลายจึงตัดสินใจรออยู่
หน้าประตูสำนักสอบ และหมายความว่าพวกเขาจะต้องทานอาหาร
กลางวันด้านนอก
เจียงเซิงตั้งตารอคอยจากพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ครุ่นคิดไป
มาจนถึงเที่ยงวัน ในที่สุดนางก็ตัดสินใจจะกินเกี๊ยวน ้า
มีร้านเล็ก ๆ ไม่ไกลจากสำนักสอบ ราคาชามละห้าเหวิน สั่งห้า
ชามก็จ่ายเพียงยี่สิบห้าเหวินเท่านั้น
เจียงเซิงชะงักไปครู่หนึ่งขณะจ่ายเงิน
ก่อนหน้านี้ นางคิดไม่ถึงด้วยซ ้าว่าจะได้ใช้เงินยี่สิบห้าเหวินเพื่อ
กินมื้อเที่ยง ตั้งแต่เมื่อไรกันที่คำว่า ‘เพียง’ ถูกใช้กับเงินยี่สิบห้าเหวิน
นี้
มันคือหลังจากที่ได้พบกับพี่ชายทั้งห้า
ถึงแม้ช่วงแรกชีวิตจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่หลังจากทุกคนร่วม
แรงร่วมใจกัน ชีวิตในแต่ละวันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
หากสวี่โม่สอบผ่านการคัดเลือกเป็นถงเซิง และกลายเป็นซิ่วไฉ
ทั้งครอบครัวก็เหมือนได้เลื่อนฐานะขึ้นสวรรค์
ยิ่งคิดเจียงเซิงก็ยิ่งเพ้อฝัน กระทั่งดื่มน ้าแกงเกี๊ยวจนหมดชาม
จ่างเยี่ยนคิดว่านางหิวจึงใจดีแบ่งเกี๊ยวส่วนของตนให้ไปอีกหลาย
ลูก
เจียงเซิงตักกินโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดพวกเขาก็รอมาจนถึงเวลาเย็น ประตูสำนักสอบเปิดออก
ผู้เข้าสอบที่อ่อนล้าทยอยกันเดินออกมา
เจียงเซิงพยายามมองหาสวี่โม่
คนแล้วคนเล่า คนแล้วคนเล่า และอีกคน
ไม่ใช่ ไม่ใช่ ยังไม่ใช่
แม้ผู้สอบในสำนักสอบจะน้อยลงเรื่อย ๆ จนบางตา แต่สวี่โม่ก็ยัง
ไม่ออกมา
หัวใจเจียงเซิงเต้นระรัวอีกครั้ง