พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 460 ตระกูลเฮ่อมาเยือน
ตระกูลจวีพยายามควบคุมการแต่งงานขององค์หญิงสามตั้งแต่
เริ่มผูกสัมพันธ์กับตระกูลหมิ่น โดยหวังจะใช้การเลือกสวามีเพื่อสร้าง
พันธมิตร
ตระกูลเจียงกับตระกูลโต้วยังคงเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด แต่เจียง
เฉิงเยวี่ยนยังไม่รู้ชะตากรรมในสนามรบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ส่วน
เจียงเฉิงเฟิงเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดว่าจะทำงานอยู่ในราช
สำนัก จึงไม่อาจแต่งงานกับองค์หญิงได้
คุณชายตระกูลโต้วที่เพิ่งอายุครบสิบขวบก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเฮ่อที่มีคุณชายในวัยออกเรือนและยังเป็นกลาง
จึงกลายเป็นเป้าหมายไปโดยปริยาย ตระกูลจวีสงบเงียบและเติบโต
อย่างแข็งแกร่ง ลับหลังก็ดึงตระกูลฟาง ตระกูลจู และตระกูลเถาเข้า
ร่วม บัดนี้ยังผูกมัดตระกูลหมิ่นกับตระกูลเฮ่อเข้าด้วย ในราชสำนัก
ถือว่าทรงอิทธิพลมาก
กระทั่งตระกูลเจียงจะจับมือกับตระกูลโต้วก็ยังไม่แน่ว่าจะ
ต้านทานได้
ไม่แปลกที่ตระกูลจวีจะไม่สนใจการมีอยู่ขององค์ชายห้าผู้เป็น
สายตรง แม้แต่การแกล้งป่วยก็ไม่เคยออกมาเปิดโปง ที่แท้ก็
เตรียมพร้อมจะควบคุมแผ่นดินครึ่งหนึ่ง ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่นมานาน
แล้ว
“ความทะเยอทะยานขององค์ชายใหญ่โจ่งแจ้งเกินไป” แม้แต่เจิ้ง
หรูเชียนที่ไม่เข้าใจการเมืองยังตกตะลึง “แล้วพวกเรา… พวกเราจะทำ
อย่างไรต่อไปเล่า”
จะทำอย่างไรได้?
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ แน่นอนว่าต้องค่อย ๆ เอาชนะทีละคน
เป้าหมายแรกคือตระกูลเฮ่อ
เขาส่งสัญญาณให้เจิ้งหรูเชียนจัดการขาแกะต่อ กลิ่นของแกะ
ลอยไปทั่วบ้าน แต่เมื่อได้ลิ้มลองกลับนุ่มละมุน หอมหวาน มีกลิ่นไหม้
เล็กน้อย ส่วนที่มันและส่วนที่ไม่มันผสมผสานกันอย่างลงตัว ไขมัน
ถูกความร้อนไล่ออกมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ส่วนที่แห้งชุ่มฉ ่า
เจียงเซิงกินอย่างเอร็ดอร่อย ท้องเล็ก ๆ ยื่นออกมาเล็กน้อย
เหมือนกับแตงโมที่ยังไม่สุก
“ท่านยังกินลงอีกหรือ…” เจิ้งหรูเชียนบ่นด้วยความโมโห เห็น
พี่ชายของตนเองนั่งนิ่งหน้าตาเฉยก็ยิ่งโมโห นึกอยากจะเอาขาแกะ
ฟาดหัวพี่ชายจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม การกระทำที่เกิดขึ้นจริง คือเจ้ารองวางขาแกะลง
ตรงหน้าเขาอย่างระมัดระวัง แล้วถามด้วยน ้าเสียงประจบประแจงว่า
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้างพี่ใหญ่? อร่อยหรือไม่”
สวี่โม่ฉีกเนื้อชิ้นหนึ่ง เคี้ยวช้า ๆ ด้วยความสง่างาม “ไม่เลว”
“เช่นนั้นพี่ใหญ่ ถ้าข้าจะเปิดร้านในเมืองหลวง…” คำพูดที่เหลือ
ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมา ประตูเรือนเล็กก็ถูกเคาะอย่างบ้าคลั่ง
ครั้งสุดท้ายที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นคือตอนที่ฉีหวายรู้สึกเสียใจที่
ตัวเองหลอกบิดา
เจิ้งหรูเชียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน พยักหน้าให้เจียงซานไปเปิดประตู
ขณะเดียวกันก็ยกฟืนขึ้นมาเป็นอาวุธ
คนข้างนอกคงจะรีบร้อนจริง ๆ พอสลักประตูหลุดก็รีบพุ่งเข้ามา
ทันที พร้อมกับตะโกนเสียงดัง “พี่สวี่ ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย!”
สวี่โม่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ถึงขนาดมีอารมณ์พลิกขาแกะ กินหนังที่
กรอบนุ่ม
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงสนใจเป็นพิเศษ “ข้าก็อยากกินด้วย”
เขาเปลี่ยนตะเกียบคู่ใหม่ คีบชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากน้องสาว เห็น
นางหรี่ตาอย่างพอใจ เขาก็หัวเราะเบา ๆ
“พี่สวี่…” ผู้มาเยือนเกือบจะร้องไห้แล้ว “เจ้าอย่าเพิ่งกินเลย ช่วย
ข้าก่อนเถอะ ช่วยชีวิตข้าด้วย”
สวี่โม่จึงวางตะเกียบลง ชายตามองไปยังเด็กหนุ่มผิวคล ้า “เป็นพี่
เฮ่อนี่เอง วันนี้ช่างบังเอิญจริง น้องชายข้าย่างขาแกะด้วยตัวเอง ไม่สู้
เจ้านั่งลงชิมดูก่อน?”
“ข้าไม่มีอารมณ์หรอก” เฮ่ออวิ๋นเหยาพูดออกมาทันที เมื่อเห็น
เหล่าพี่น้องที่อยู่ตรงข้ามทำอะไรช้า ๆ เขาก็ค่อย ๆ สงบอารมณ์ลง
เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างสวี่โม่ หยิบผ้าเช็ดมือแล้วกินขาแกะ
ขณะที่กำลังกิน ไม่รู้ว่าเพราะรสชาติอร่อยเกินไปหรือจิตใจสงบ
ลงแล้ว เขาถึงกับพยักหน้าอย่างพอใจ สวี่โม่วางชามและตะเกียบลง
พลางหัวเราะเบา ๆ
ถูกต้องแล้ว คุณชายจากตระกูลใหญ่แม้เจอเรื่องราวอะไรก็ต้อง
ไม่ใจร้อน ต้องสงบนิ่ง มั่นคง และสุขุม ยิ่งไปกว่านั้นต้องรับมือกับทุก
สถานการณ์อย่างไม่หวั่นไหว
เมื่อแทะขาแกะจนเกลี้ยง เฮ่ออวิ๋นเหยาก็เริ่มสะอึก จึงจิบชาใบ
ข้าวพลางกล่าวว่า “ครั้งก่อนที่ข้าปฏิเสธเจ้าเป็นความผิดของข้าเอง
คราวนี้ความลำบากตกอยู่บนหัวข้าเอง อวิ๋นเหยาไม่กล้ารับรองอะไร
แต่ขอบอกพี่สวี่ด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าจะพยายามทำ
ให้สำเร็จสุดความสามารถ”
ที่ว่าเป็นความยากลำบาก แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น
ผู้นำตระกูลเฮ่อมีบุตรชายทั้งหมดสามคน บุตรชายคนโตมี
หลานชายให้เขาแล้ว บุตรชายคนรองก็มีคู่หมั้นแต่ยังไม่ได้แต่งงาน
เหลือเพียงบุตรชายคนเล็กที่อายุสิบหกปีอย่างเฮ่ออวิ๋นเหยาที่ยังไร้คู่
หน้าที่ในการแต่งงานกับองค์หญิงจึงตกเป็นของเขาอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้
หากจริงใจเขาไม่มีความทะเยอทะยานในราชสำนัก การเป็นราช
บุตรเขยที่มั่งคั่งและอยู่สุขสบายก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“พี่สวี่ พูดแบบนั้นมันก็ง่ายเกินไปแล้ว” เฮ่ออวิ๋นเหยาได้ยิน
เช่นนั้นก็รู้สึกร้อนใจ “ใครบ้างที่หลังศึกษาเล่าเรียนมาหลายสิบปีแล้ว
จะไม่อยากสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ข้าเรียนบทกวีและตำราต่าง ๆ ไม่ใช่
เพื่อเอาใจสตรีหรือหวังจะได้เป็นราชบุตรเขยนะ”
ยิ่งกว่านั้น ตระกูลเฮ่อไม่เคยต้องการพัวพันกับการแย่งชิง
ตำแหน่งรัชทายาท
เมื่อก่อนเขาสามารถปฏิเสธสวี่โม่ได้ ดังนั้นตอนนี้ย่อมต้องการ
ปฏิเสธองค์หญิงสามเช่นกัน
แต่ทั้งสองกรณีนี้ไม่อาจเทียบกันได้ เขาสามารถปฏิเสธสวี่โม่ได้
ด้วยคำพูดเพียงสองประโยค แต่ไม่อาจหักหน้าองค์หญิงสามได้ และ
ยิ่งไม่ต้องการเป็นศัตรูกับตระกูลจวีที่อยู่เบื้องหลัง
สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน แต่คำพูดกลับแทงใจดำ
“เช่นนั้นเจ้ารีบร้อนมาหาข้าวันนี้ หรือว่าเจ้าต้องการจะเข้ามาพัวพัน
ด้วย?”
เฮ่ออวิ๋นเหยาถึงกับพูดไม่ออก
“หลังจากข้ากลับบ้านไปและคิดทบทวน ข้อเสนอของเจ้าคือการ
เข้าไปพัวพันกับน ้าขุ่น แต่ไม่ใช่การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท” เขา
กล่าวอย่างระมัดระวัง “องค์หญิงสามต่างออกไป นางผูกติดอยู่กับเรือ
ขององค์ชายใหญ่แล้ว”
ส่วนตระกูลเฮ่อไม่ต้องการร่วมชะตากรรมไปพร้อมกับองค์ชาย
ใหญ่
เรื่องนี้แน่นอนว่าพวกเขามีความคิดที่จะวางตัวเป็นกลางเพื่อ
ความสงบสุข ความสามารถที่องค์ชายใหญ่แสดงออกมาก็ทำให้คนที่
มองออกต้องกังวล ผู้นำตระกูลที่แท้จริงย่อมเฉียบแหลมและมีไหว
พริบ ใครบ้างจะมองไม่ออกถึงธาตุแท้อันไร้ความสามารถของจู้จ่าง
หง
ตระกูลฟางมีความสามารถ จึงเลือกองค์ชายรองเป็นหลักอยู่
เบื้องหลัง
ตระกูลเฮ่อมีความสามารถ จึงปฏิเสธที่จะผูกมัดตนเองกับองค์
ชายใหญ่
ส่วนตระกูลอื่นที่ทุ่มเทอย่างสุดหัวใจ คงเป็นเพราะพวกเขา
มองเห็นความโปรดปรานของจวีกุ้ยเฟย และการที่องค์ชายใหญ่เป็น
โอรสองค์โตของนาง พวกเขาจึงตัดสินใจจะเดิมพันอย่างไม่ลังเล
พูดตรง ๆ ก็คือ มันไม่ใช่เพราะองค์ชายใหญ่เก่งกาจอะไร แต่เป็น
เพราะคนอื่นมีโอกาสน้อย
ในเมื่อถอยไม่ได้แล้ว แม้ต้องเดินฝ่าแม่น ้าก็ต้องเดิน
เมื่อไม่มีอะไรให้เดิมพัน แม้แต่มุมกำแพงก็เป็นทางเดินให้ได้
หลังตระกูลจวีครอบครองอำนาจทั้งหมด จวีกุ้ยเฟยที่ได้รับความ
โปรดปรานมายี่สิบปีและยังให้กำเนิดโอรสองค์แรก ความลำเอียงของ
ฝ่าบาทก็จะไม่ต้องปิดบังอีก
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของคนตระกูลใหญ่ ไม่เคย
มีที่ไหนที่ปล่อยให้อนุภรรยาคลอดบุตรคนแรก
แต่จวีกุ้ยเฟยไม่เพียงให้กำเนิด นางยังอยู่รอดจนส่งฮองเฮากลับ
สู่สวรรค์ กดขี่ข่มเหงเหล่าองค์ชายคนอื่นอย่างไม่ยั้งมือ และไม่ได้รับ
การลงโทษใด ๆ อย่างนี้แล้วใครเล่าจะไม่หวั่นกลัว
เฮ่ออวิ๋นเหยารีบร้อนมาก อยากบอกปัดเรื่องแต่งงานแต่ก็ไม่
อยากทำผิดต่อจวีกุ้ยเฟยและองค์ชายใหญ่
แต่ด้วยความสามารถของตระกูลเฮ่อ เขาคิดหาวิธีอื่นไม่ได้แล้ว
จริง ๆ หรือ
คำพูดของเขาเมื่อครู่เป็นความคิดของตัวเขาเอง หรือเป็น
ความคิดของคนตระกูลเฮ่อกันแน่
สวี่โม่จิบน ้าชาหอมกรุ่น ค่อย ๆ มั่นใจมากขึ้น “ดูท่าว่าผู้นำ
ตระกูลเฮ่อจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของข้าแล้ว”
เฮ่ออวิ๋นเหยาชะงัก เหมือนจะยังไม่ทันตั้งตัว
เด็กหนุ่มวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ พบว่านิ้วมือยังมีคราบน ้ามันแกะ
เหลืออยู่ เขาค่อย ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนจากเสื้อของน้องสาว
การเคลื่อนไหวของเขาทั้งสะอาดและสง่างาม ดูผ่อนคลายแต่ก็แฝงไว้
ด้วยความสุขุม
ท่ามกลางความเลือนรางนั้นเขาคล้ายเป็นขุนนางราชสำนักที่
กำลังวางแผน แต่ยังคงอ่อนวัยกว่าพวกเขามาก
ในที่สุดเฮ่ออวิ๋นเหยาก็ได้สติกลับมา เขาละทิ้งการเสแสร้ง
ทั้งหมด “พี่สวี่มีความคิดลึกซึ้ง ตระกูลเฮ่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ยอมก้าวเข้าน ้าขุ่นในราชสำนัก ดีกว่าผูกติดกับเรือของคนตระกูลจ
วี”
“เรื่องที่ท่านเสนอมาก่อนหน้านี้ ตระกูลเฮ่อยินดีตกลง หากพี่สวี่
ประสบปัญหา ตระกูลเฮ่อก็ยินดีจะยื่นมือช่วยเหลือ แต่แค่ตัวพี่สวี่คน
เดียวเท่านั้น”
คำพูดนี้ฟังดูยากเย็น แต่ความหมายชัดเจนยิ่งนัก
ตระกูลเฮ่อสามารถร่วมมือกับเจ้าได้เพื่อขับไล่ตระกูลฟาง และ
แทนที่ตำแหน่งของตระกูลฟาง หรือแม้กระทั่งสร้างความขัดแย้งกับ
ตระกูลเจียงกับตระกูลโต้ว
แต่ตระกูลเฮ่อไม่ใช่คนบนเรือรบของเจ้า และยิ่งไม่มีทาง
สนับสนุนเจ้าในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท