พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 462 ตัดแขนเสื้อ
เมื่อองค์ชายรองถูกกักบริเวณในจวน ฟางหยวนถูกจองจำรอ
การประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง ตระกูลฟางสงบเงียบคอยสั่งสอนทายาท
คนใหม่
บรรยากาศอันน่าพิศวงทั้งหมดในเมืองหลวงจึงมุ่งความสนใจไป
ที่ตระกูลเฮ่อ
เริ่มจากบุตรชายคนรองของตระกูลเฮ่อที่แต่งงานอย่างยิ่งใหญ่
ทั้งสองฝ่ายแห่ขบวนเจ้าสาวรอบเมืองสามรอบ พร้อมโปรยเหรียญ
ทองแดง ได้รับคำอวยพรจากผู้คนนับหมื่นแสน
ต่อมาบุตรชายคนที่สามของตระกูลเฮ่อกับองค์หญิงก็กำลัง
เจรจาเรื่องการแต่งงาน ทั้งสองฝ่ายเขินอาย ไม่มีท่าทีว่าจะขัดขืนแต่
อย่างใด
ข่าวสารแพร่ไปถึงเรือนเล็ก เหล่าพี่น้องกำลังปรึกษาหารือ
เกี่ยวกับชื่อร้านเนื้อแกะ
“ทำไมตระกูลเฮ่อถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย หรือว่า
พวกเขาเปลี่ยนใจแล้ว?” เจียงเซิงเอามือเท้าคางถาม
สวี่โม่ไม่ได้หันหลังกลับมา “วางใจเถอะ ตระกูลเฮ่อแค่กำลังสะสม
กำลัง”
มีผู้นำตระกูลที่เจนจัดออกหน้า และมีคนรุ่นหลังที่ฉลาดหลัก
แหลมตามหลัง ตระกูลเฮ่อจะต้องใช้ประโยชน์จากการปะทะครั้งนี้ให้
มากที่สุด เพื่อให้ชื่อเสียงของเฮ่ออวิ๋นเหยาตายไปอย่างสมเหตุสมผล
“ใช่แล้ว ๆ อายุยังน้อยก็คิดมากไปได้” เจิ้งหรูเชียนสีหน้าเปล่ง
ปลั่ง ดีดหน้าน้องสาวไปทีหนึ่ง “มีแต่พี่ใหญ่ที่เข้าใจข้า รู้ว่าข้าเปลี่ยน
ความคิด อยากเปิดร้านขายเนื้อแกะแล้ว”
ก่อนหน้านี้การเชิญเฮ่ออวิ๋นเหยามากินเนื้อแกะถือเป็นการ
แนะนำ การส่งขาแกะให้ตระกูลเฮ่อเป็นการเรียกลูกค้า บัดนี้การคิด
ป้ายร้านก็เป็นความพยายามอีกอย่างหนึ่ง
พี่ใหญ่ช่างสมกับเป็นพี่ใหญ่จริง ๆ !
“ข้าไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการค้านัก แต่ก็รู้ว่าการขายเนื้อให้คน
อื่นไม่ได้กำไรเท่ากับการเปิดร้านเอง” สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบ
พู่กันขึ้นมา
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเมื่อก่อนพวกเขาไม่มีที่พึ่ง นอกจากการค้า
ขายก็ไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ตอนนี้พวกเขามีการค้าลิ้นจี่เป็นฐานหลัก มีร้านค้าสองร้าน
และโรงผลิตสามแห่ง อีกทั้งยังมีฝูงแกะที่เพิ่มจำนวนไม่หยุดอยู่ที่ซ่างจ
วิ่น รวมถึงเนื้อที่มีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์พวกนี้ด้วย
“ข้าคิดดูแล้ว แทนที่จะลำบากลำบนขนเนื้อแกะเข้าวังหลวง แล้ว
รอให้คนอื่นคัดเลือกแถมยังต้องอ้อนวอนขอร้องอีก สู้ขายเนื้อแกะใน
เมืองหลวงไปเลยดีกว่า” เจิ้งหรูเชียนบ่นพึมพำ “แค่รสชาติดี สักวัน
ต้องมีคนมาหาถึงที่แน่”
ทันทีที่เขาพูดจบ บนกระดาษสีเหลืองอ่อนก็ปรากฏตัวอักษรสี่ตัว
ที่เขียนอย่างสวยงาม “ร้านไป๋เว่ยเซิง”
ลิ้มลองรสชาติของชีวิตทุกแง่มุม
เมื่อตัวอักษรกลายเป็นป้ายร้าน สามพี่น้องก็ยิ้มแย้มต้อนรับ
ลูกค้า
ตระกูลเจียงมาแล้ว ตระกูลเหยามาแล้ว ตระกูลโต้วมาแล้ว
ตระกูลเฮ่อมาแล้ว ตระกูลฉีมาแล้ว ตระกูลจ้าวมาแล้ว แม้แต่ตระกูลฉู่
ก็มาด้วย
ตระกูลทั้งหมดที่ไม่เคยมีความขัดแย้งกันมาก่อน แทบจะมา
ร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง
บางคนเป็นสหายร่วมเรียนกับสวี่โม่ บางคนเป็นมิตรสหายที่ดีต่อ
กัน บางคนชื่นชมยกย่อง และบางคนก็พยายามดึงดูดความสนใจ
เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครสนใจในอดีต บัดนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ
กลุ่มคุณชายตระกูลใหญ่ ดื่มสุราและพูดคุยหยอกล้อกันอย่าง
สนุกสนาน
เสียงพูดคุยดังมาถึงห้องโถง ขณะที่ชาวบ้านต่างพากัน
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นเต้น ทำให้เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเหม่อลอยไป
ชั่วขณะ พ่อครัวคงที่มาช่วยเช็ดเหงื่อพลางถาม “เสี่ยวเชียนเป็นอะไร
ไป เจ้าอิจฉาพี่ชายอยู่หรือ”
ในฐานะพี่น้อง คนหนึ่งนั่งดื่มชาในห้องรับรองหรูหรา อีกคน
วุ่นวายอยู่ข้างนอก จะรู้สึกท้อแท้บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ละคนเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน ผ่านความยากลำบาก
ต่างกัน ดังนั้นเกียรติยศที่ได้รับย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา
พ่อครัวคงพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะพูดคุยกับเด็กหนุ่มคนนี้อย่าง
จริงจัง
เจิ้งหรูเชียนเอ่ยขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื้นตันว่า “ข้ามีความสุข
ต่างหาก มีความสุขที่พวกเราพี่น้องกินดีอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มีความสุขที่
พี่ใหญ่ได้รับผลตอบแทนจากการพยายามเล่าเรียนมาหลายปี และ
ข้าเองก็มีความสุขที่ได้มาจนถึงจุดนี้ได้”
“พ่อครัวใหญ่อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เคยอิจฉาพี่ใหญ่ เขา
ลอยตัวอยู่ในแวดวงขุนนางราวกับปลาในน ้า ข้าจะด้อยกว่าเขาไปได้
อย่างไรกัน?”
ร้านไป๋เว่ยเซิงนี้เริ่มต้นจากเส้นสายของสวี่โม่ แต่ต่อมากลับเป็น
เรื่องรสชาติและคุณภาพของเนื้อ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเกวียนลาขนส่งที่แทบจะกระจายไปทั่วราชวงศ์
ต้าอวี๋แล้ว ตอนนี้สถานะของเจ้ารองเจิ้งไม่ใช่แค่การโอ้อวดตัวเองอีก
ต่อไป คนงานใต้บัญชาของเขามีจำนวนเกือบร้อยคนแล้ว
ทั้งที่เขตอันสุ่ย ซ่างจวิ่น เมืองหลวง อันหยาง หนานหยาง แทบ
ทุกเมืองล้วนมีคนงานของตระกูลเจิ้งอยู่
เขาใช้เวลาหลายปีในการดิ้นรนต่อสู้ เงินทองก็ใช้จ่ายและหา
ใหม่อยู่เสมอ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เก็บสะสมไว้มากนัก
แต่เส้นทางและเครือข่ายที่เขาสั่งสมมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดา
จะเทียบได้ เมื่อเกิดการระเบิดขึ้นครั้งหนึ่ง ดอกไม้ก็ย่อมบานสะพรั่ง
ทั่วทุกหนแห่ง
“การค้าเนื้อแกะและลิ้นจี่จะเป็นเสาหลักของกิจการทั้งหมดของ
ข้า แต่ข้าก็จะยังขนส่งสินค้าต่อไป ข้าอยากขนส่งอาหารทะเลจาก
ทางใต้มาที่นี่ และอยากขนส่งผลไม้แห้งจากทางเหนือไปที่นั่นด้วย”
เจิ้งหรูเชียนกล่าว เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “ข้าต้องการให้ชาวต้าอวี๋
ได้ลิ้มรสความอร่อยนับหมื่นโดยที่ไม่ต้องไปจากบ้าน”
เขาเป็นพ่อค้าที่ทำการค้าขายเต็มตัว
เป็นพ่อค้าที่สามารถสวมใส่ผ้าไหมได้
ท่าทางของคนที่มั่นใจในตัวเองช่างดูดีจริง ๆ เปี่ยมล้นไปด้วย
พลังและความกระตือรือร้น ไม่มีสิ่งใดเทียบได้
จากสวี่โม่ที่ดื่มสุราเฉลิมฉลอง เจิ้งหรูเชียนที่มีความมุ่งมั่นอันแรง
กล้า ฟางเหิงที่ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง เวินจืออวิ่นที่กำลังจับชีพจร ไป
จนถึงจ่างเยี่ยนที่วางแผนอย่างรอบคอบ
สุดท้ายก็กลับมายังเจียงเซิงที่หันหน้ามายิ้มน้อย ๆ ใต้ป้ายร้านสี
ทองอร่าม
พวกเขาจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด
สามเดือนต่อมา
บุตรชายคนที่สามของตระกูลเฮ่อที่กำลังเจรจาเรื่องการแต่งงาน
กับองค์หญิง จู่ ๆ ก็เดินอยู่บนถนนด้วยใบหน้าที่เขียวคล ้า ร้องไห้คร ่า
ครวญกับทุกคนที่พบเจอว่าองค์หญิงมีนิสัยเอาแต่ใจและโหดร้าย ไม่
เพียงดูถูกคนด้วยวาจา แต่ยังลงมือทุบตีอีกด้วย
เขาถึงกับเสียสติและตะโกนว่าสตรีนั้นช่างน่ากลัว ไม่ยอมให้สาว
ใช้คนใดเข้าใกล้อีก ยอมรับเพียงการดูแลรับใช้จากบ่าวชายเท่านั้น
ค่อย ๆ จนมีข่าวลือว่า เฮ่ออวิ๋นเหยาถูกองค์หญิงบีบให้เปลี่ยนความ
ชมชอบ และหลายครั้งที่ผู้คนมักบังเอิญเห็นเขากับสหายสนิทสนม
กันอย่างใกล้ชิด
สัญชาตญาณทำให้ชาวบ้านเริ่มตำหนิตระกูลเฮ่อ แต่เมื่อข่าว
เรื่องนิสัยที่ดุร้ายขององค์หญิงแพร่กระจายออกไป ผู้คนก็พากันหุบ
ปาก
ไม่มีใครอยากแต่งงานกับแม่เสือ แต่นางเป็นถึงองค์หญิงของ
ราชวงศ์ มีสิทธิ์จะสั่งการตามอำเภอใจได้
น่าสงสารบุตรชายคนที่สามของตระกูลเฮ่อที่ควรจะสืบทอดวงศ์
ตระกูล บัดนี้กลับตกหลุมรักสหายสนิทอย่างไม่อาจห้ามใจ ทำให้คน
ที่มีจิตใจอ่อนไหวต้องถอนหายใจด้วยความเวทนา และยังทำให้คน
ตระกูลเฮ่อโกรธแค้นเขาอย่างหนัก
ไม่นานนัก เฮ่ออวิ๋นเหยาก็ถูกขังในหอบรรพชนของตระกูล
ตระกูลจวีมาเยือนหลายครั้งหลายครา ยังคงหวังว่าจะสามารถทำให้
การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จได้
ผู้นำตระกูลเฮ่อแสดงความเต็มใจมาโดยตลอด แต่พอหันไปเห็น
ลูกชายที่แสดงท่าทางอ่อนช้อยงดงามก็ร ่าไห้และตำหนิตัวเอง ร้องว่า
ไม่ควรทำให้องค์หญิงต้องเสียเวลาทั้งชีวิต หากเป็นการทำร้ายองค์
หญิงจริง เขาก็จะต้องชดใช้ด้วยชีวิตตนเอง
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้ การบังคับให้แต่งงานต่อไปก็ดูจะโจ่งแจ้ง
เกินไป ตระกูลจวีจึงได้แต่จากไปด้วยความขุ่นเคือง
เฮ่ออวิ๋นเหยาในใจรู้สึกสบายใจ นัดแนะสหายสามห้าคนไปกิน
เนื้อแกะและดื่มน ้าแกงแกะที่ร้านไป๋เว่ยเซิง เมื่อคุยกันถึงจุดที่ตื่นเต้นก็
แตะไหล่กันและกัน ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นผ่านช่องประตู ยิ่งทำ
ให้ชื่อเสียงของบุตรชายตระกูลเฮ่อผู้อ่อนช้อยงดงามยิ่งลือลั่น
เฮ่ออวิ๋นเหยา “…”
บางทีนี่อาจเป็นเหมือนการปลูกต้นหลิวโดยไม่ตั้งใจแล้ว
กลายเป็นร่มเงา แต่ต่อไปคงไม่สามารถโอบไหล่พี่น้องได้อีกแล้ว
เขารู้สึกหนักใจ ได้แต่ยกชามใหญ่ขึ้นดื่มน ้าแกงเนื้อหอมหวาน
จนหมด
ที่ว่ากลิ่นเนื้อหอมไม่กลัวตรอกลึก ร้านไป๋เว่ยเซิงที่แต่เดิมต้อง
อาศัยความสัมพันธ์เพื่อดึงดูดลูกค้า เพียงไม่กี่เดือนก็พัฒนาจนทำ
ไม่ทันกับความต้องการ แม้แต่ในวังยังส่งคนมาซื้อโดยเฉพาะ อีกยัง
เป็นขันทีคนเดิมที่มีท่าทางน่าขนลุก เอ่ยขอแกะยี่สิบตัวทันที
เจิ้งหรูเชียนปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี
แต่ก่อนตอนที่พวกเขายังเด็ก แค่ขายลิ้นจี่ก็ยังกลัวจนตัวสั่น ทำ
ให้เจียงเซิงถึงกับหวาดกลัวจนเป็นบาดแผลในใจ
ตอนนี้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น กล้าจะต่อรองราคากับขันที
แล้ว
“ยี่สิบตัวเป็นไปไม่ได้แน่ ข้ามีแกะทั้งหมดแค่ยี่สิบตัวเท่านั้น กว่า
จะมีรอบหน้าก็ต้องรออีกเกือบครึ่งปี” เขาพูดอย่างคล่องแคล่ว “ขาย
ให้ได้มากที่สุดแค่สองตัวเท่านั้น กินหมดแล้วค่อยมาซื้อใหม่ก็ได้นี่”
ขันทีชุดดำมีสีหน้าเย็นชา ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า “ได้”
นับแต่นั้นมา เนื้อแกะรสเลิศของร้านไป๋เว่ยเซิงก็ยิ่งมีชื่อเสียงโด่ง
ดัง ร้านค้ามากมายพยายามเลียนแบบ แต่ก็ไม่สามารถค้นพบแก่น
แท้ของอาหารได้