พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 463 ลงทัณฑ์ฟางหยวน
สาเหตุหลักคือพวกเขาไม่มีแกะจากทางเหนือและยิ่งไม่มีทุ่งหญ้า
สำหรับเลี้ยงแกะที่เพียงพอ
หากพูดว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างเป็นเพียงการหาเงินเล็กน้อย เนื้อ
แกะที่มีเพียงที่เดียวคือการทำเงินก้อนใหญ่ การเปิดร้านก็เพื่อทำ
ให้ผลกำไรโดยรวมสูงสุด จนกระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของ
เมืองหลวง
นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่เจิ้งหรูเชียนพูดถึง
จากหนึ่งถึงร้อยเหวินที่ยากลำบากและอันตราย จากร้อยเหวินถึง
ร้อยตำลึงที่ค่อย ๆ คุ้นเคย สุดท้ายคือหนึ่งพันตำลึงกับหมื่นตำลึงที่
ไหลมาเทมา
พร้อมกับอุณหภูมิในเมืองหลวงที่พุ่งสูงสุด ถุงเงินของเหล่าพี่น้อง
ก็เต็มเปี่ยมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง เสือในฤดูใบไม้ร่วง อากาศร้อน
ขนาดนี้ ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วใช่หรือไม่?” เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น
จากกองสมุดบัญชี ดวงตาสีดำของนางจับจ้องอย่างไม่มีสมาธิ
เจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกไปตบท้ายทอยนาง สายตาของนางจึง
ค่อย ๆ กลับมาชัดเจน
“พี่รอง!” เจียงเซิงเรียกอย่างโมโห
“ข้าแค่ช่วยเจ้าเท่านั้น” เจิ้งหรูเชียนถอยไปหลบอยู่ด้านหลังสวี่
โม่
อากาศร้อนเกินไป สำนักราชบัณฑิตจึงใจดีผ่อนปรนวันหยุด
และยังไม่ลืมจะแจกน ้าแข็งเป็นเงินช่วยเหลืออีกด้วย
ขอไม่พูดว่าการทำงานให้บ้านเมืองนั้นดีอย่างไร คนอื่นหยุดงาน
เท่ากับไม่ได้เงิน แต่เขาได้เงินแถมยังได้หยุดพักอีก
“พอเถอะ อย่าวุ่นวายกันอีกเลย” สวี่โม่วางพู่กันและกระดาษลง
“ข้าเขียนจดหมายตอบเจ้าสามแล้ว พวกเจ้าอยากฟังหรือไม่?”
พี่น้องที่เมื่อครู่ยังจ้องตากันอยู่พากันพยักหน้าพร้อมกัน
“เจ้าสาม เมื่อได้รับจดหมายก็เหมือนได้พบหน้า ข่าวที่เจ้าส่งมา
ข้าได้รับแล้ว ยินดีเหลือเกินที่ได้ยินว่าเจ้าชนะศึกติดต่อกันหลายครั้ง
รู้ว่าเจ้าได้เลื่อนยศจากผู้บัญชาการกองพันเป็นขุนพลยุทธวิธีผู้
เก่งกาจ ถ้าพูดกันตามลำดับแล้ว พี่ใหญ่อย่างข้าก็ต้องคำนับเจ้าด้วย
นับว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง”
“สิ่งที่ท่านแม่ทัพเจียงกล่าวมานั้นไม่ใช่เรื่องโกหก การเลื่อนขั้น
ในกองทัพนั้นยากลำบาก ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถปล่อยวางความ
ขัดแย้งในใจ ยอมรับความช่วยเหลือจากญาติมิตร ใช้ความสามารถ
ของตนเองช่วยเหลือประชาชน และทำประโยชน์เพื่อความสงบสุข
ของแผ่นดิน”
“ฟางหยวนถูกตัดสินประหารด้วยข้อหาทุจริตการสอบขุนนาง
เมื่อเจ้าได้รับข่าวนี้ อาจจะเป็นเวลาที่ทุกอย่างจะจบสิ้นไปแล้ว แต่นี่
ไม่ใช่บทสรุปของเรื่องราว และไม่ใช่สิ่งที่ตาเปล่าจะตัดสินได้”
“เวลาเหลือน้อยแล้ว ทั้งสำหรับเจ้า สำหรับข้า และสำหรับเจ้าห้า
ด้วย”
เวลาเหลือน้อยแล้ว นี่คือสัญญาณ
จากเมืองหลวงถึงชายแดนทางเหนือเป็นการเดินทางที่ไกลมาก
หวังว่าจดหมายจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
สวี่โม่ก้มหน้าพับกระดาษ ใส่ลงในซองจดหมายอย่างระมัดระวัง
แล้วปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง
เจิ้งหรูเชียนรับมันไปอย่างไม่ใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องฝากพ่อค้าเร่
นำส่ง แค่ให้คนที่ไปขนแกะที่ซ่างจวิ่นส่งต่อให้คนงานที่ไปส่งเนื้อยัง
เขตอันสุ่ยก็พอ
“ต่อไปพวกเราจะทำอะไรหรือพี่ใหญ่” เจียงเซิงถามเสียงใส
สวี่โม่หันกลับมา “รอการประหาร”
เมื่อคลื่นความร้อนของฤดูใบไม้ร่วงถาโถมเข้ามา คดีการทุจริต
การสอบขุนนางที่ถูกพักไว้เป็นเวลาครึ่งปีก็ได้ผ่านการทบทวน
พิจารณาและตัดสินโทษประหาร โดยจะมีการประหารในวันที่แปด
เดือนแปด ณ ตลาดผัก
ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปทำให้ทั้งเมืองหลวงสั่นสะเทือน
นักโทษประหารมีทุกปี แต่ปีนี้ดูสูงส่งเป็นพิเศษ
ทายาทคนตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นชนชั้นสูงของเมืองหลวง
บัดนี้ถูกล่ามมือทั้งสองข้าง ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าสกปรก ยืนอยู่ใน
เกวียนนักโทษ
เหล่าบัณฑิตที่ยังคงโกรธแค้นไม่หาย ไม่รู้ว่าไปหาผักเน่าและไข่
มาจากไหน กำลังทุ่มเทพลังทั้งหมดขว้างปาใส่คน
ข้อดีคือทำให้ดูคึกคักมาก
ข้อเสียคือเผลอทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ง่าย
หลังจากหลบผักเน่าที่ลอยว่อนไปทั่วเป็นครั้งที่สี่ เจียงเซิงจึง
ตัดสินใจยืนอยู่ด้านหลังเจิ้งหรูเชียน “พี่ใหญ่ คนในเกวียนนักโทษนั่น
เป็นฟางหยวนจริงหรือ”
สวี่โม่จ้องมองไปไกล ๆ “ใช่ แต่ก็ไม่ใช่”
ตามการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ฟางหยวนคงไม่ยอมจำนนง่าย ๆ
แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องคิดหาทางหนีรอดให้ได้ แต่ก่อนการประหาร
จำเป็นต้องตรวจสอบนักโทษ มีสายตามากมายคอยจับจ้องอยู่ จึงง่าย
มากที่จะสังเกตเห็นข้อผิดพลาด
สวี่โม่ไม่ใช่ผู้วิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง อีกทั้งไม่รู้ว่าจะหลบหนีออก
จากการประหารได้อย่างไร เขาแค่รู้ว่าไม่ว่านักโทษตรงหน้านี้จะเป็น
ฟางหยวนหรือไม่ คนที่ตายก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี
เหล่าพี่น้องค่อย ๆ ก้าวตามชาวเมืองไปยังทางเข้าตลาด
เจ้าเมืองเฟิ่งจัดเตรียมโต๊ะและมีดประหารไว้แล้ว หลังจาก
ตรวจสอบตัวตนของนักโทษ เพชฌฆาตก็จะนำตัวไปยังประตูหน้า
ตลาด รอจนถึงเวลาเที่ยงวันจึงจะทำการประหารชีวิตอย่างเป็น
ทางการ
ตระกูลฟางไม่ได้ส่งใครมาดูเลย มีเพียงสะใภ้จูที่ร้องไห้คร ่าครวญ
โดยมีหวังอวี้เหยาคอยพยุงด้วยตาแดงก ่า
บางคนตำหนิว่าตระกูลฟางเลือดเย็นไร้น ้าใจ แต่บางคนก็เข้าใจ
เจตนาในการปกป้องคนตระกูลใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเทียบกับ
ความรักของครอบครัว บิดาเหมือนจะด้อยกว่ามารดาอยู่มาก
“ถึงเวลาเที่ยงวันแล้ว” มีเสียงพึมพำดังขึ้น
เจ้าเมืองเฟิ่งดึงป้ายสั่งประหารออกมา แล้วเหวี่ยงลงบนพื้นอย่าง
แรง “ประหาร!”
เวลาเที่ยงวันมาถึง วิญญาณกลับคืนสู่โลกเก่า
สะใภ้จูร้องไห้จนอ่อนระทวย สาวใช้หลายคนก็ยังยกนางขึ้นไม่
ไหว
เพชฌฆาตชูดาบยาวขึ้นสูง คมดาบสะท้อนแสงอาทิตย์จ้า ทำให้
ผู้คนต้องหรี่ตาลง
ชั่วพริบตานั้น พร้อมกับแสงสีขาวที่สว่างวาบ ศีรษะอันมอมแมม
ก็กลิ้งตกลงมา ดวงตาเบิกกว้างสีหน้างุนงง
สะใภ้จูตะโกนลั่น “ลูกข้า…!!!” แล้วก็เงียบไป
ผู้คนที่ทนดูไม่ไหวต่างหันหน้าหนี แม้แต่เจียงเซิงก็ถูกมือใหญ่คู่
หนึ่งปิดตาไว้
“ไม่ ไม่” นางแกะมือนั้นออก “ข้าไม่กลัว”
ฟางหยวนทำร้ายบัณฑิตผู้บริสุทธิ์มามากมาย ตระกูลฟางกดขี่
ข่มเหงนักเขียนเงามานับไม่ถ้วน แม้ตายก็ยังไม่สาสมกับความผิด
นางไม่เพียงไม่กลัว แต่ยังเบิกตามองศีรษะที่กลิ้งไปบนพื้นสาม
รอบ ก่อนที่ลำคอที่ว่างเปล่าจะมีเลือดพุ่งออกมา
หยาดเลือดพุ่งสูง ไหลนองอาบพื้น ราวกับเป็นการปลอบประโลม
บัณฑิตยากจนที่ขยันขันแข็ง และเป็นการเตือนสติคนที่ชอบฉวย
โอกาสทั้งหลาย
สวี่โม่ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นคุณชายที่เคยเต็มไปด้วย
ความมุ่งมั่นในอดีต หรือเพราะการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นใน
ราชสำนัก
ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ตระกูลเฮ่อกับตระกูลเจียงและตระกูลโต้วมี
ความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง ถึงขนาดเกือบจะต่อยตีกันในราชสำนัก
หากพิจารณาเพียงตระกูลเฮ่อ พวกเขาไม่สามารถต่อกรกับ
ตระกูลเจียงและตระกูลโต้วได้ แต่ตอนแรกมีตระกูลจวีมาช่วยเหลือ
ต่อมาตระกูลเจียงและตระกูลโต้วเกิดความขัดแย้งกันเอง ทำให้ตอนนี้
ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นสามฝ่ายที่มีอำนาจเท่าเทียมกันแล้ว
หากนับรวมตระกูลฟางด้วยก็น่าจะเป็นสี่ฝ่าย
ตระกูลเฮ่อเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาคนพวกนี้ แต่กลับมี
ท่าทีหยิ่งผยองที่สุด ไม่เคยให้เกียรติใคร มีแต่บุ่มบ่ามพุ่งชนไป
ข้างหน้า ผู้คนต่างคิดว่าเป็นเพราะบิดาผู้ชราโกรธจนคลุ้มคลั่งด้วย
บุตรชายที่ตัดแขนเสื้อ โดยไม่ทันสังเกตถึงอันตรายได้ย่างกรายเข้า
มาอย่างเงียบเชียบ
สามวันต่อมา
ผู้ที่ถูกประหารด้วยการตัดหัว หลังจากสามวันจึงจะสามารถรับ
ศพไปได้
สวี่โม่ไม่รู้ว่าฟางหยวนใช้วิธีใดหลบหนีความตาย อีกทั้งยังไม่
สามารถสืบหาร่องรอยของเขาได้ จึงได้แต่ใช้วิธีที่โง่เขลาที่สุดแต่
ตรงไปตรงมาที่สุด คือการตรวจสอบศพ
เจิ้งหรูเชียนจ้างหมอผ่าศพที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงด้วยราคาที่
แพง แกล้งทำเป็นคนตาบอดเดินผ่านแล้วหกล้ม ขณะคลำหาทางก็
จับไปถูกศีรษะและพบจุดสำคัญของปัญหา
โครงกระดูกของคนผู้นี้มีอายุใกล้เคียงกับฟางหยวน แต่ไม่ใช่
ฟางหยวน แท้จริงแล้วมันถูกปิดบังด้วยหน้ากากที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์
วาดเค้าโครงใบหน้าและดวงตาให้คล้ายคลึงกับฟางหยวน อีกทั้งยังมี
ผมเผ้ารุงรังและใบหน้าสกปรก ทำให้ยากจะแยกแยะได้
หรืออาจเป็นไปได้ว่าเพชฌฆาตที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ
ถูกซื้อตัวไว้แล้ว จงใจสร้างความสับสนระหว่างตัวจริงและตัวปลอม
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด คนที่ตายไม่ใช่ฟางหยวนและนั่นก็เพียงพอ
แล้ว
ดวงตาของสวี่โม่เปล่งประกายแวววาว หลังจากคนของตระกูล
ฟางมาเก็บศพและฝังเรียบร้อยแล้ว เขาก็เขียนจดหมายร้องเรียนฉบับ
หนึ่ง ให้เจียงจี้จงนำไปกล่าวต่อหน้าฮ่องเต้ในท้องพระโรง
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมบังเอิญค้นพบว่าคุณชายฟางได้ใช้
นักโทษประหารปลอมตัวหลบหนีไป การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับ
การดูหมิ่นบารมีของพระองค์ และท้าทายบรรดาบัณฑิตทั่วหล้า
กระหม่อมขอฝ่าบาททรงรักษาพระราชอำนาจอันสูงส่ง และประทาน
ความยุติธรรมแก่เหล่าบัณฑิต…”