พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 464 ตระกูลฟางล่มสลาย
ด้านนอกท้องพระโรง เจียงเซิงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง “พี่ใหญ่ จะทำ
สำเร็จจริง ๆ หรือ? จะไม่มีข้อผิดพลาดอะไรหรือ?”
ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมากมายในอดีตทำให้ยามเผชิญหน้ากับ
ความสำเร็จกลับรู้สึกไม่ใช่ของจริงเสียเหลือเกิน
ไม่ต้องพูดถึงน้องสาว แม้แต่สวี่โม่เองก็ยังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
แต่เมื่อได้สติกลับมาเขาก็ยังคงตอบเสียงเด็ดขาดว่า “ทำได้!”
ครั้งนี้ไม่ใช่การซุ่มโจมตีหรือการวางแผน แต่เป็นตระกูลฟางที่
ทำตัวเองตาย พวกเขาเพียงเปิดเผยความจริงเท่านั้น
“ข้ายังกังวลว่าจะมีกับดักหรือแผนการอื่นอีก” เจียงเซิงเกาศีรษะ
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ “ตัวโง่งมน้อย ถ้าฟางหยวนตาย มัน
ก็เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา แต่ถ้าฟางหยวนไม่ตาย ก็ยิ่งเป็นเรื่องดี
สำหรับพวกเราต่างหาก”
เรื่องที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ไม่ว่าจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอย
หลังนั้นหาได้ยากจริง ๆ
แม้ว่าฟางหยวนจะตายจริง ๆ และการร้องเรียนของสวี่โม่จะทำให้
ฮ่องเต้ไม่พอใจ แต่ก็เป็นเพียงความไม่พอใจเท่านั้น ในฐานะเหยื่อ
จากการทุจริตการสอบขุนนาง เขาไม่สามารถแม้แต่จะตั้งข้อสงสัยได้
เชียวหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น…
ฟางหยวนตายจริง ๆ หรือ?
เจียงจี้จงยังอ่านฎีกายังไม่จบ ทั่วทั้งท้องพระโรงก็เกิดความ
วุ่นวายขึ้นแล้ว
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาไม่แสดงความยินดีหรือโกรธเคือง
ฟางหวายเหรินกลับโกรธจัดอย่างผิดปกติ “พูดจาเหลวไหล
เจียงจี้จง เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่ ฝ่าบาท คนผู้นี้กำลังใส่ร้าย
กระหม่อม เขามีเจตนาไม่ดี เขาต้องการยุแยง!”
ปกติแล้วทั้งท้องพระโรงคงเต็มไปด้วยเสียงคนเห็นด้วย เสียงคน
โวยวาย และการร่วมมือกันประณาม
แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเรื่องใหญ่เกินไปหรือมีความคิดอื่นแอบแฝง
นอกจากตระกูลฟางแล้วกลับไม่มีใครเอ่ยปากเลย
ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นว่า “ขุนนางฟางอย่าเพิ่งร้อนใจ มีอะไรก็พูดออกมา
ก่อน”
“ทูลฝ่าบาท คำพูดสกปรกเช่นนี้ช่างวางแผนได้แยบยลนัก เป็น
เพราะต้องการเอาชีวิตคนทั้งตระกูลของกระหม่อมแน่” ฟางหวายเห
รินน ้าตานองหน้า “กระหม่อมไม่อาจทนปล่อยให้ชื่อเสียงของตระกูล
ถูกใส่ร้ายได้ กระหม่อมรู้สึกอัดอั้นตันใจนัก กระหม่อมไม่ยอมรับ”
ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ถึงความร้ายแรงของความผิดฐาน
หลอกลวงเบื้องสูง
ฮ่องเต้ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกต
เจียงจี้จงได้รับคำสั่งจากสวี่โม่ให้รับผิดชอบเพียงถ่ายทอดคำ
ร้องเรียนเท่านั้น จึงไม่ได้แทรกแซงมากเกินไป
ในมุมการเมือง หลายสิ่งสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กได้
อาจร้ายแรงหรือเบาบางได้
พูดตรง ๆ ก็คือต้องดูว่าคนในราชสำนักจะคิดอย่างไร ดูว่าจะ
สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้หรือไม่ และดูว่าจะมีทางออกหรือไม่
ฟางหวายเหรินน ้าตาไหลพราก เริ่มจากการระบายความอัดอั้น
ตันใจตามด้วยพูดถึงผลงานที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มตระหนัก
ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์แล้ว
ในที่สุดเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น พูดด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“กระหม่อมไม่เคยคิดจะหลอกลวงหรือปิดบังฝ่าบาท ยิ่งไม่กล้าจะดู
หมิ่นกฎหมายอาญา กระหม่อมถูกใส่ร้าย ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณา
อย่างถี่ถ้วนด้วย”
ตามธรรมเนียมปกติ ตระกูลจู ตระกูลเถา และตระกูลอื่นควรจะ
คุกเข่าลงพร้อมกันและเปล่งเสียงสนับสนุนเขา
แต่ตอนนี้ กลับมีเพียงผู้นำตระกูลจวีที่ยื่นมือช่วยเหลือ “ขอฝ่า
บาทโปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน”
ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ ขุนนางนับสิบคนคุกเข่าและคำนับ
ความเงียบงัน เงียบสงัดราวกับความตาย
ในที่สุดเจียงจี้จงก็เข้าใจว่าทำไมสวี่โม่ถึงบอกให้เขาไม่ต้องพูด
มาก ไม่ต้องลงมือ และไม่ต้องกังวล
ที่แท้ตระกูลจูและตระกูลเถาหันหลังให้ตระกูลฟางแล้ว
ไม่มีผู้สนับสนุนมากมาย การช่วยเหลือของตระกูลจวีเท่ากับเติม
เชื้อไฟ การผงาดขึ้นของตระกูลเฮ่อทำให้ตระกูลฟางไม่ได้เป็นหนึ่ง
เดียวอีก พอเกิดเรื่องอื้อฉาวในเรื่องการสอบขุนนาง ก็ทำให้สูญเสีย
การสนับสนุนจากเหล่าแม่ทัพนายกองและเปิดช่องโหว่ให้ถูกโจมตี
อย่างหนัก
ตระกูลฟางจากที่เคยรุ่งเรืองบนยอดสุดกลับตกต ่าลงมา
สายตาของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน บอกไม่ถูกว่า
สะท้อนใจหรือกำลังนึกปลงกันแน่ เขาใช้ขวาเคาะบนโต๊ะมังกรเบา ๆ
ก่อนจะเอ่ยออกมาหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งว่า “จริงหรือปลอม ผ่าศพดู
ก็รู้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้แต่ฟางหวายเหรินที่ไม่รู้ถึงการวางแผนลับ
ของฟางหยวนก็ยังเข้าใจว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป
ตระกูลจูและตระกูลเถาทรยศตระกูลฟาง บางทีเบื้องหลังอาจเป็น
การจัดการของลูกชายอกตัญญูผู้นั้นก็เป็นได้
ฟางหวายเหรินเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เขาลุกขึ้นยืนและกำลังจะ
โวยวาย พร้อมสู้จนถึงที่สุด
แต่เมื่อผู้นำตระกูลจูก้าวเข้ามาใกล้และลอบส่งหยกสามชิ้นให้
เขาก็ชะงักไปทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีก
หยกสามชิ้นนี้เป็นของบุตรอนุสามคนของตระกูลฟาง พวกเขา
คงถูกจับตัวเอาไว้และอาจตายได้ทุกเมื่อ
มนุษย์ให้ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์ตระกูล การมีทายาท
สืบสกุลเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
บุตรชายคนโตไม่สามารถควบคุมได้แล้ว หากบุตรอนุต้องตาย
ไปอีก แล้วทุกสิ่งที่เขาพยายามมาครึ่งชีวิตจะทำไปเพื่ออะไรกัน
ฟางหวายเหรินหมดแรง ทรุดตัวลงนั่งกลางท้องพระโรง ทั้งร้องไห้
ทั้งหัวเราะ
การเปิดโลงศพเพื่อตรวจสอบศพไม่ใช่เรื่องยาก ศพที่เพิ่งถูกฝัง
ยังไม่เน่าเปื่อย หากหาหมอผ่าศพที่มีประสบการณ์มาก็สามารถแกะ
การปลอมแปลงบนใบหน้าออกได้อย่างละเอียด
ตระกูลฟางทำการปลอมแปลงคนในการประหารชีวิต เป็น
ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้
ตามกฎหมายแล้ว สมควรจะต้องลงโทษเก้าชั่วโคตร
แต่ตระกูลจู ตระกูลเถา และตระกูลเฮ่อก็อยู่ในเก้าชั่วโคตรนั้น
ด้วย แทบจะครอบคลุมไปครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง หากประหารคนจริง
ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ฮ่องเต้ลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจสั่งลงโทษประหารทั้ง
ตระกูล
การประหารทั้งตระกูลนี้รวมถึงคนตระกูลฟางทั้งสายหลักและสาย
รอง บุตรนอกสมรสทั้งชายและหญิง ภรรยาเอกและอนุภรรยา
เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ล่มจมด้วยกัน ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น
เกียรติยศของบิดาฟางเหิงสามารถปกป้องสายรองได้ ความ
เสียหายที่สายรองนำมาก็สามารถทำลายฟางเหิงได้เช่นกัน
ฟังดูแล้วช่างไม่ยุติธรรมและน่าโกรธเคืองยิ่งนัก แต่สถานการณ์
ต้องพิจารณากันตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะเป็นฟางหวายเหรินหรือสะใภ้จู ยกเว้นหวังอวี้เหยาที่
อาศัยอยู่ด้วย คนเกือบทั้งหมดของสายรองของตระกูลฟางล้วนถูก
จำคุก ทรัพย์สินถูกตรวจสอบและริบเข้าท้องพระคลัง
เมื่อผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ค้นหาคนที่หลบหนีไปได้ ก็พบว่าฟาง
เหิงอยู่ที่ชายแดน
ยังจำขุนพลยุทธวิธีในจดหมายได้หรือไม่ ในต้าอวี๋มันคือ
ตำแหน่งขุนพลระดับห้า ซึ่งต้องมีชัยในสงครามทั้งน้อยใหญ่มากกว่า
สามสิบครั้งจึงจะได้รับการแต่งตั้ง
ตามบันทึกระบุว่า ขุนพลน้อยท่านนี้อายุเพียงสิบห้าปี แต่กลับมี
ความกล้าหาญเหนือธรรมดา กองพันที่สามที่เขาสังกัดอยู่นั้นถึงกับ
ทำให้ชนเผ่าต๋าลู่ในบริเวณใกล้เคียงหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้
ในยามที่บ้านเมืองมีเรื่องวุ่นวาย ใครเล่าจะกล้าทำร้ายขุนพลคน
หนึ่ง
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ห้ามผู้ใต้บังคับบัญชาที่กำลังจะไปจับกุม
แล้วรีบเข้าวังหลวงด้วยตนเอง นำประวัติของฟางเหิงไปถวาย
ฮ่องเต้ตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเพียงว่า “ช่างคล้ายกับบิดา
ของเขานัก”
“เช่นนั้นฝ่าบาท เรื่องการประหารทั้งตระกูลก่อนหน้านี้…” ผู้
บัญชาการศาลต้าหลี่กล่าวด้วยความลังเล
ฮ่องเต้หันกลับมา กระแอมสองครั้ง “ระยะทางไกล ให้ค่อย ๆ
จับกุม”
การทบทวนโทษประหารของตระกูลฟางและการประหารหลังฤดู
ใบไม้ร่วงยังมีเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี เมืองหลวงกับชายแดนทางเหนือก็
ห่างกันกว่าหนึ่งเดือน การที่ไม่สามารถจับตัวคนเข้าคุกได้ทันทีก็เป็น
เรื่องปกติ
ส่วนในอนาคตจะจับหรือไม่ ก็ต้องดูว่ามีความดีความชอบทาง
ทหารมากพอหรือยัง
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่รับคำ แล้วโค้งคำนับถอยออกไป
เมื่อข่าวส่งกลับมาถึงเรือนเล็ก เจียงเซิงก็ถอนหายใจด้วยความ
โล่งอก “ขอบคุณสวรรค์ ไม่มีการลงโทษคนทั้งตระกูล ไม่ได้จับกุมพี่
สามทันที พี่ใหญ่คาดการณ์แม่นยำจริง ๆ”
“ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอก” สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้
บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ชนเผ่าต๋าลู่กำลังหมายตาดินแดนจง
หยวนอย่างหิวกระหาย ต่อให้ฮ่องเต้โง่เขลาแค่ไหนก็คงไม่อยาก
สังหารขุนพลที่มีความสามารถ อย่างมากก็แค่เลื่อนการลงโทษ
ออกไป ใช้ความดีความชอบของเขามาชดเชยโทษประหาร”
“แบบนั้นมันก็ไม่ยุติธรรมต่อพี่สามสิ” เจียงเซิงเบ้ปากอีกครั้ง
“เขาอุตส่าห์ทำความดีความชอบมาด้วยความยากลำบาก แต่กลับ
ต้องเสียไปเพราะคนบ้านรองน่ารังเกียจ”
“วางใจเถอะ” สวี่โม่ถอนหายใจเบา ๆ “ความอยุติธรรมของบ้าน
ใหญ่ต้องถูกเปิดเผยต่อโลกในไม่ช้าแน่”
เมื่อถึงตอนนั้นแล้วมันก็จะไม่ใช่การลงโทษฟางเหิงอีก แต่เป็น
การแก้แค้นให้ฟางเหิงแทน
ตอนนี้การใช้ความดีความชอบมาชดเชยโทษประหารก็เพียง
เพื่อการถ่วงเวลาเท่านั้น
“ยังจะรีรออะไรอีกเล่า” เจียงเซิงถามอย่างไม่ใส่ใจ
สวี่โม่หยุดไปครู่หนึ่ง “แล้วเจ้าไม่สงสัยหรือว่าฟางหยวนไปที่ไหน
กัน”