พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 465 แผนใหม่ของพระสนม
ตระกูลฟางไม่ได้ถูกโค่นล้มเพราะการวางแผนของสวี่โม่เพียงคน
เดียว
มันเป็นการลงมือพร้อมกันของสวี่โม่กับฟางหยวน คนหนึ่ง
จับผิดอย่างเปิดเผย อีกคนแอบวางกับดักอยู่เบื้องหลัง
ฟางหยวนถูกตระกูลทอดทิ้งจึงคิดแค้นและต้องการแก้แค้น นี่ดู
จะเป็นเหตุผลที่ดี พร้อมกับยุยงให้ตระกูลจูและตระกูลเถาหันหลังให้
ตอนนี้ตระกูลฟางล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว แล้วตระกูลจูกับ
ตระกูลเถาเล่า?
ฟางหยวนจะนำพาสองตระกูลนี้ไปที่ใดกัน?
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าสงสัย พวกเขาสบตากันหลาย
ครั้งแต่ก็คิดไม่ออก
สุดท้ายสวี่โม่ก็เอ่ยเสียงเบา “องค์ชายรอง”
หลังจากงานคัดเลือกชายาเสร็จสิ้น องค์ชายรองที่ถูกกักบริเวณ
อยู่ในจวนเพื่อทบทวนความผิด ดูเหมือนจะหายหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
จมหายไปอยู่ในมุมอับแสงไร้ชื่อ
พร้อมกับการหายตัวไปของฟางหยวน ตระกูลเถาและตระกูลจูก็
สงบเสงี่ยมลงด้วย เกือบจะอยู่ในสภาพไร้ความปรารถนา
ทะเยอทะยาน แต่หากพวกเขาไม่มีความปรารถนาจริง แล้วทำไมจึง
ติดตามตระกูลฟางตั้งแต่แรกเล่า
“ข้าไม่เชื่อว่าสองตระกูลนี้จะไม่คิดเห็นแก่ประโยชน์ สิ่งที่ทำให้
พวกเขาทรยศตระกูลฟางได้ ก็คงมีเพียงผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
การติดตามตระกูลฟางเท่านั้น” สวี่โม่กล่าวเสียงเบา “อย่างเช่นการ
สนับสนุนองค์ชายรองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้รับความดีความชอบใน
ฐานะผู้ติดตามมังกร ซึ่งเมื่อก่อนมีเพียงตระกูลฟางเท่านั้นที่จะได้รับ”
“แล้วทำไมถึงไม่เป็นองค์ชายใหญ่เล่า” เจียงเซิงถามงุนงง
“เรื่องนี้ข้ารู้” เจิ้งหรูเชียนรีบตอบ “หากเป็นการสนับสนุนองค์
ชายใหญ่อย่างลับ ๆ จริง ตระกูลจวีก็คงไม่มีทางช่วยพูดให้ตระกูล
ฟาง มีเพียงความเป็นไปได้ว่าตระกูลฟางหันไปเข้าร่วมกับองค์ชาย
ใหญ่ ในขณะที่ฟางหยวนหันไปเข้าร่วมกับองค์ชายรอง”
พ่อลูกคู่นี้ขัดแย้งกันเพราะผลประโยชน์และฆ่าฟันกันเพราะ
ความแค้น ช่างน่าสลดใจยิ่งนัก
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฟางหยวนกับองค์ชายรองต่างเข้าใจการ
ถอยเพื่อรุก และยิ่งเข้าใจการซุ่มซ่อนเพื่อสะสมพลัง” สวี่โม่หลับตาลง
ชั่วครู่ “พวกเขาคงจะกำลังรอ รอจนกว่าจะมีพลังมากพอ รอจนกว่า
จะได้รับผลประโยชน์จากการตกปลาในน ้าขุ่น”
การลงมือในจังหวะที่เหมาะสมคือสติปัญญาที่ผู้ซ่อนเขี้ยวเล็บ
ควรจะมี
“แล้วพวกเขาจะไม่รอไปครึ่งชีวิตหรอกหรือ” เจียงเซิงขมวดคิ้ว
สวี่โม่ส่ายหน้า “วางใจเถอะ ไม่หรอก”
มีเรื่องหนึ่งที่ควรค่าแก่การสังเกตคือการประหารชีวิตตระกูลฟาง
หลังจากการตรวจสอบอีกครั้งจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีถัดไป ในบรรดา
ผู้ที่ถูกประหารมีมารดาของฟางหยวนสะใภ้จู ซึ่งเป็นทั้งบุตรสาวแท้ ๆ
ของตระกูลจูและยังเป็นคนรู้เห็นการหลบหนีของฟางหยวนอีกด้วย
มารดาสามารถยอมตายเพื่อบุตรได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องสงสัย
แต่ฟางหยวนมีเจตนาจะนำพาตระกูลจูไปสนับสนุนองค์ชายรอง
แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มารดาต้องตายเล่า ทั้ง ๆ ที่เขามีวิธีนับร้อยที่จะ
ช่วยสะใภ้จูให้รอดพ้น แต่กลับปล่อยให้นางต้องติดอยู่ในคุก
สวี่โม่ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นเพราะสะใภ้จูตั้งใจสละชีวิต หรือ
ฟางหยวนมั่นใจว่าจะสามารถช่วยมารดาออกมาได้ภายในหนึ่งปีกัน
แน่
หากเป็นอย่างหลัง ภายในปีนี้เมืองหลวงคงจะต้องวุ่นวายแน่นอน
“รอดูกันต่อไปเถอะ” เขาพึมพำ “องค์ชายรองเงียบหายไปสนิท
ส่วนองค์ชายใหญ่จะรออยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร”
หลังจากสูญเสียตระกูลฟาง ตระกูลจู และตระกูลเถา ตระกูลจวีก็
เหลือเพียงตระกูลหมิ่น ปีกถูกตัดขาดไปเกือบครึ่ง
ชื่อเสียงขององค์หญิงสามถูกตระกูลเฮ่อทำลาย เรื่องการแต่งงาน
จึงถูกระงับไป
ทั้งเมืองหลวงวุ่นวายไปหมด หากจะพูดถึงสิ่งที่น่ายินดีคงเป็น
เรื่องกิจการร้านขายเนื้อแกะที่เฟื่องฟู รวมถึงการที่เจียงเฉิงเฟิงและ
จ้าวหยวนสอบเลื่อนขั้นเป็นจวี่เหรินสำเร็จ
แม้แต่จูซือหวนก็ผ่านการสอบจวี่เหรินในครั้งนี้ ได้รับสิทธิ์เข้า
ร่วมการสอบระดับแคว้นของปีหน้า
ทุกคนมารวมตัวกันที่ร้านไป๋เว่ยเซิงเพื่อร่วมกันขอบคุณสวี่โม่
จูซือหวนชูแก้วสุรา กลั้นสะอื้นไว้อย่างสุดความสามารถ “ข้า
ไม่ใช่คนดีอะไร ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนซื่อตรง แต่ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่
ปรารถนาจะทำสิ่งใดที่เป็นภัยต่อพี่สวี่ บัญฑิตย่อมมีกระดูกสันหลัง
แห่งความภาคภูมิ การทำผิดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว”
พูดจบ เขาก็ดื่มสุราหมดในคราวเดียว
จ้าวหยวนใช้ชาแทนสุรา “พี่สวี่เป็นบัณฑิตที่ขยันและเก่งที่สุด
เท่าที่ข้าเคยพบ และเป็นคนที่ข้าเคารพนับถือที่สุดในชีวิตนี้ น่า
เสียดายที่ท่านแม่ข้าบอกว่าห้ามดื่มสุรา มิเช่นนั้นนางจะหักไม้เรียว
หนาเท่าข้อมือรออยู่หลังประตู”
ทุกคนอดขำไม่ได้ พากันหัวเราะออกมา
“ตามความเห็นของข้า ไม่ว่าจะเป็นชาหรือสุราก็ล้วนแต่เป็น
น ้าใจ สิ่งสำคัญคือวันนี้พวกเรามาขอบคุณพี่สวี่” เจียงเฉิงเฟิงพูดเร็ว
ๆ “ความเก่งกาจของพี่สวี่นั้นเป็นแบบอย่างให้กับพวกเรา แต่สิ่งที่
สำคัญที่สุดคือความเอื้อเฟื้อและใจกว้างของเขา หากไม่มีพี่สวี่คอย
ชี้แนะล่วงหน้า จะมีพวกข้าจวี่เหรินในวันนี้ได้อย่างไร”
การสอนและชี้แนะที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ทุกคนที่เต็มใจจะสอน
แม้แต่อาจารย์ยังหวงวิชา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสหายร่วมเรียน สวี่โม่
ทำได้ถึงขั้นนี้สมควรได้รับความเคารพนับถือจากทุกคน
ในห้องรับรองที่กำลังสังสรรค์กันอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
จากด้านนอก คนงานจากร้านไป๋เว่ยเซิงพยายามขัดขวางแต่ถูก
ตวาดและผลักออกไป
สวี่โม่วางถ้วยชาลง จ้าวหยวนจ้องมองด้วยความไม่พอใจ จูซือห
วนกำหมัดแน่น เจียงเฉิงเฟิงลุกขึ้นยืนทันที
ฟางหยวนจากตระกูลฟางที่เคยหยิ่งผยองและทะนงตนได้หายตัว
ไปแล้ว แม้ศาลต้าหลี่จะขุดดินลึกถึงสามฉื่อก็ยังหาตัวคนไม่พบ
เป็นไปไม่ได้ที่จะมาปรากฏตัวที่นี่
หรือว่าจะเป็นองค์ชายใหญ่จู้จ่างหงคนนั้น?
หรืออาจเป็นลูกหลานของตระกูลจวีหรือตระกูลหมิ่นที่มาหา
เรื่อง?
สวี่โม่กำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด เมื่อประตูห้องรับรองถูกเปิดออก ฉี
หวายก็พาอันจวิ่นเข้ามา
“พวกเจ้านี่ดีจริง ๆ แอบกินเนื้อกันโดยไม่ชวนพวกข้า ยังจะเป็น
พี่น้องกันอีกหรือ!” เขายิ้มด่าแล้วนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ
อันจวิ่นรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรจะเข้ากับกลุ่มบุตร
หลานคนตระกูลใหญ่เหล่านี้อย่างไร
สวี่โม่จึงเดินไปจับมือเขา พามานั่งข้าง ๆ ตนเองพร้อมสั่งให้เพิ่ม
เนื้อและตะเกียบ
ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่หรือสามัญชน เมื่อผ่านการ
สอบขุนนางมาได้ก็ไม่ใช่ตัวเองคนเดิมที่ธรรมดาอีก อันจวิ่นได้รับ
ตำแหน่งขุนนางขั้นหกในสำนักราชบัณฑิตมานานแล้ว อีกทั้ง
ความสามารถทางวรรณกรรมและการพูดจาล้วนโดดเด่น เพียงผ่อน
คลายสักหน่อยก็สามารถกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่าง
ง่ายดาย
ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีผู้มีอุดมคติและความรู้สึก ภายในห้องที่
อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อแกะ พวกเขาชนจอกดื่มสุรา ร้อง
เพลงประกอบการร ่าสุรา
เสียงดังออกไปถึงด้านนอก เจียงเซิงที่กำลังดีดลูกคิดชะงัก แล้ว
วิจารณ์อย่างจริงจังว่า “ร้องได้ไม่เลวเลย”
เจิ้งหรูเชียนยืนยิ้มกว้างอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะยื่นมือไปตีท้ายทอยนาง
เสียงตะโกนด้วยความโมโหคงจะดังตามมาแน่ บางทีอาจได้วิ่ง
วนรอบโต๊ะสองรอบ คนหนึ่งไล่ อีกคนหนี สนุกสนานกันไป
เมื่อไล่ตามจนเหนื่อย เจียงเซิงยืนเท้าเอวหอบหายใจ “พี่สามคง
เบื่อเนื้อแกะแล้ว พี่สี่กับพี่ห้ายังไม่ได้กินเลย พวกเราจะส่งไปให้พวก
เขาบ้างได้หรือไม่”
พูดให้ชัดก็คือส่งไปให้เวินจืออวิ่นกินบ้าง
จ่างเยี่ยนในฐานะองค์ชาย เนื้อแกะที่ขายให้วังหลวงเขาย่อมได้
กินอยู่แล้ว
น่าสงสารเจ้าสี่ เขาทั้งไม่สามารถปรากฏตัวอย่างเปิดเผยใน
ตำหนักขององค์ชายห้า และไม่อาจย่องกลับเรือนเล็กได้
วันเวลาที่อยู่คนเดียวในสำนักหมอหลวงช่างเปล่าเปลี่ยว แต่เมื่อ
นึกถึงเจ้าห้าที่อยู่ในวังเดียวกัน เขาก็รู้สึกว่ายังพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้
เจียงเซิงสงสารพี่สี่จริง ๆ จึงแอบห่อเนื้อแกะขนาดเท่ากำปั้นสอง
ห่อใหญ่ ฝากอู๋จื่อโหยวจากตระกูลอู๋ไปให้
อู๋จื่อโหยวได้กลิ่นหอม ๆ จนน ้าลายสอ “คุณหนูเจียง เนื้อนี้มีส่วน
ของข้าด้วยหรือไม่”
เจียงเซิงยิ้มจนตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “ร้านไป๋เว่ยเซิงยินดี
ต้อนรับคุณชายอู๋ตลอดเวลา ที่นั่นมีทั้งเนื้อทอด เนื้อย่าง เนื้อต้ม เนื้อ
ผัด มีทุกอย่าง ทั้งหมดให้คิดเงินที่ข้าได้เลย”
ใจกว้างและเปิดเผย
อู๋จื่อโหยวดีใจที่ได้นำเนื้อใส่ไว้ในอ้อมอก นั่งรถม้าเข้าสู่วังหลวง
แล้วเลี้ยวไปทางสำนักหมอหลวง สุดท้ายก็ยัดห่อเนื้อนั้นใส่มือของ
เวินจืออวิ่นที่หน้าประตู
“กินซะ น้องสาวเจ้าฝากมาให้”
คำพูดนี้ทำให้เวินจืออวิ่นแทบจะหลั่งน ้าตา
แต่เขาร้องไห้ไม่ได้ เขาต้องไปนวดไหล่ให้ฮ่องเต้เพื่อช่วยให้เส้น
เลือดไหลเวียนดีขึ้น
“จะไปอีกแล้วหรือ?” อู๋จื่อโหยวทำปากยื่น “ดูท่าว่าทักษะการ
นวดของเจ้าจะมีอะไรบางอย่าง ถึงขนาดสามารถทำให้ฝ่าบาทพอใจ
ได้เลยทีเดียว”
เวินจืออวิ่นยิ้มน้อย ๆ “ความจริงแล้วข้าก็ไม่ได้ไปบ่อยนัก
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ ข้าก็ไปเข้าเฝ้าแค่ยี่สิบสามสิบครั้งเท่า
นั้นเอง”
“นั่นยังเรียกว่าไม่บ่อยอีกหรือ!?” อู๋จื่อโหยวร้องลั่น “ท่านพ่อของ
ข้าหนึ่งปีเข้าเฝ้าแค่สี่ห้าครั้งเท่านั้น แต่เจ้า… ช่างเถอะ ๆ เจ้าไปนวด
ของเจ้าเถอะ ส่วนข้าจะไปกินเนื้อแกะที่ร้านไป๋เว่ยเซิง”
เขาโบกมือแล้วหันหลังเดินจากไป ดูแล้วทั้งเศร้าสร้อยและ
ตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
เวินจืออวิ่นรู้ว่าที่นั่นเป็นร้านใหม่ที่พี่ชายคนรองเปิดกิจการ ใน
ใจยิ่งรู้สึกดีใจ เมื่อเดินมาถึงจุดที่เงียบสงบ เขาถึงกับอดใจไม่ไหว
หยิบชิ้นเนื้อออกมาสูดกลิ่น
หากจะกินก็เสียดาย แต่เอากลับไปที่สำนักหมอหลวงก็ไม่ทันแล้ว
จึงได้แต่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าแล้วซ่อนไว้ลึกลงไปในกล่องยา
เนื้อแกะที่เย็นลงจะมีกลิ่นสาบจางมาก กลิ่นยาในกล่องยิ่งช่วย
กลบกลิ่น
แต่เวินจืออวิ่นเป็นคนขี้กังวล หลายครั้งที่ใช้จมูกสูดดมเบา ๆ
กลัวว่าจะมีกลิ่นเล็ดลอดออกมา
หลังจากเข้าสู่ห้องบรรทมของฮ่องเต้แล้ว ขันทีที่นำทางมาก็ค้อม
ตัวถอยออกไป เขาขดตัวอยู่หลังม่านโปร่ง สูดดมกลิ่นเพื่อตรวจสอบ
อีกครั้ง
ตอนนั้นเองที่เสียงเย้ายวนของหญิงสาวแว่วมา มันเจือด้วย
น ้าเสียงออดอ้อนและหลงใหลอันเข้มข้น
“ฝ่าบาท… ยี่สิบปีแล้ว ท่านยังไม่ยอมมอบตำแหน่งให้แก่หม่อม
ฉัน จะปล่อยให้หม่อมฉันอยู่ร่วมเตียงเดียวกับพระองค์ยามมีชีวิต แล้ว
ฝังร่วมหลุมเดียวกันยามสิ้นลมหรือเพคะ”