พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 466 สืบหาข้อมูลใช้เวลานาน
มีเพียงจวีกุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้รับความโปรดปรานมาตลอดยี่สิบปี
โดยไม่เสื่อมคลาย จึงสามารถพูดจาออดอ้อนด้วยน ้าเสียงเช่นนี้ได้
เวินจืออวิ่นคอยบีบนวดให้ฮ่องเต้มาครึ่งปี จึงมักจะเห็นคนสอง
คนที่รักใคร่กันเหมือนสามีภรรยาทั่วไป บ้างก็คอยปรนนิบัติรับใช้
บ้างก็กระซิบกระซาบคุยกัน
จวีกุ้ยเฟยเคยแสดงความไม่พอใจต่อสถานะพระสนมอย่างอ้อม
ค้อม แต่ฮ่องเต้มักจะนิ่งเงียบ จวีกุ้ยเฟยจึงรู้กาลเทศะและเปลี่ยนเรื่อง
คุยไป
แต่วันนี้นางกลับพูดตรง ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก เวินจืออวิ่นหดตัว
อยู่หลังม่าน เกลียดที่ไม่สามารถซ่อนร่างกายได้
ดูเหมือนว่าฮ่องเต้ก็เลือกที่จะเงียบเหมือนเคย
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้เปลี่ยนเรื่องแล้ว แต่กลับหันหลังไปอย่างน้อย
เนื้อต ่าใจ “พี่อาเยวียน ข้าอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว”
“พวกเรารู้จักกันตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ แต่งงานกันตอนอายุสิบเจ็ด
จนถึงตอนนี้ก็สามสิบปีแล้ว ข้าเคยคิดว่าจะได้เป็นภรรยาเอกของ
ท่าน จะมีลูกด้วยกันไปจนแก่เฒ่า แต่ท่านลองดูข้าตอนนี้สิ ท่านดู
ข้า”
“ผมข้างขมับข้าเริ่มเป็นสีขาวแล้ว รอบดวงตาข้าก็เต็มไปด้วยริ้ว
รอย ข้าแก่แล้ว พี่อาเยวียน”
“อีกไม่กี่ปีข้าก็จะล้มป่วย จะตาย แต่ข้าแม้แต่จะถูกฝังร่วมกับ
ท่านก็ยังทำไม่ได้ พวกเราได้แต่มองกันอยู่ห่าง ๆ ในสุสานจักรพรรดิ
เท่านั้น…”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังขึ้น บางทีมันอาจจะเต็มไปด้วยความรู้สึก
จริงใจ จนทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเศร้าสะเทือนใจ
ฮ่องเต้ผู้ไม่ค่อยพูดจายื่นมือออกไป โอบกอดชายาผู้หมดความ
งามเข้ามาในอ้อมกอด ลูบหลังนางเบา ๆ ราวกับเด็กน้อย
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงทุ้มต ่าของบุรุษก็ดังขึ้น “เรื่องนี้ขอข้า
ทบทวนอีกสักหน่อยเถอะ”
หัวข้อที่หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงมาตลอด การที่สามารถคิดทบทวนได้
ก็แสดงว่าสั่นคลอนแล้ว
จวีกุ้ยเฟยหัวเราะทั้งน ้าตา “พี่อาเยวียนเคยบอกว่าจะไม่ทอดทิ้ง
ข้า”
ทั้งสองสวมกอดกันแน่น อารมณ์ที่ไม่อาจบรรยายได้แผ่ซ่านไป
ทั่วทั้งตำหนัก
มีเพียงเวินจืออวิ่นที่ขดตัวอยู่หลังม่านโปร่งเท่านั้นที่รู้สึกอับจน
หนทาง การแอบฟังคำสนทนาของพระสนมนั้นทำให้รู้สึกหวาดกลัว
อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าจวีกุ้ยเฟยอาจได้รับการเชิดชูให้เป็นฮองเฮา
เขาก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น
เขากับเจิ้งหรูเชียนต่างก็ไม่เข้าใจเรื่องการปกครอง แต่รู้ว่าเรื่องนี้
จะต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าห้าของพวกเขาแน่
เขาอยากจะไปบอกจ่างเยี่ยนทันที แต่ก็ก้าวออกจากม่านผ้าโปร่ง
นี้ไม่ได้
ครุ่นคิดวนเวียนไปมา ลังเลอยู่นาน
เวินจืออวิ่นพลันกำมือที่ขาวนุ่มจนแน่น แล้วตบที่คอตัวเองแรง ๆ
อย่างแยบยลทีหนึ่ง ทำให้เขามึนงง ขณะกำลังจะล้มลงก็ยังไม่ลืมจะ
ลดเสียง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เวินจืออวิ่นถูกเขย่าให้ตื่น
เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็เห็นสีหน้ากังวลของบุตรบุญธรรมท่านขันทีอู๋
“หมอน้อยเวิน หมอน้อยเวิน เจ้าเป็นอะไรไป รีบตื่นเร็วเข้า”
“ขันทีน้อยอู๋…” เวินจืออวิ่นเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าเป็นอะไร
ไป”
“เจ้าสลบอยู่ในตำหนัก แต่ฝ่าบาทไม่ได้สั่งลงโทษเจ้า แค่รับสั่งให้
เจ้าพักฟื้นให้ดีก่อนแล้วค่อยไปนวดถวายพระองค์” ขันทีน้อยอู๋พูด
ด้วยสีหน้างุนงง “เจ้าสลบไปได้อย่างไร หรือว่ามีมือสังหาร หรือ
ร่างกายรู้สึกไม่สบาย”
เวินจืออวิ่นเหม่อมองเขาโดยไม่พูดอะไร
เด็กหนุ่มที่อ่อนเยาว์และบอบบางเช่นนั้น อายุเพียงสิบสี่ก็ต้องวิ่ง
วุ่นอยู่ในสำนักหมอหลวง ได้ยินว่าจุดไฟสว่างไสวทุกคืน บ่งบอกถึง
ความพยายามและความตั้งใจจริงของเขา
ขันทีน้อยอู๋รู้สึกอ่อนใจจึงโบกมือ “เอาเถอะ ๆ เดี๋ยวข้าจะบอกว่า
เจ้ารู้สึกไม่สบาย ตอนนี้กลับไปสำนักหมอหลวงแล้วพักผ่อนให้ดี
เถอะ”
“ขอบคุณขันทีน้อยอู๋มาก” เวินจืออวิ่นกล่าวขอบคุณเสียงหวาด
ๆ แล้วสะพายกล่องยาเดินจากไป
กระทั่งไม่มีสายตาคู่ใดมองตามมาอีก เขาจึงเร่งฝีเท้า รีบกลับไป
ยังสำนักหมอหลวงโดยเร็ว ด้วยรับการคุ้มครองจากลูกหลานตระกูล
เหยียน และการวางแผนอย่างรอบคอบของจ่างเยี่ยน สองพี่น้องจึงได้
พบกันในค ่าคืนอันมืดมิด
“เจ้าห้า…” เวินจืออวิ่นเพิ่งเอ่ย ดวงตาก็แดงก ่าแล้ว “เจ้ากำลัง
ลำบากแล้ว จะทำอย่างไรดีเล่า”
จ่างเยี่ยนมองด้วยความงุนงง
“วันนี้ข้าได้ยินในตำหนักว่าฝ่าบาทจะแต่งตั้งจวีกุ้ยเฟยเป็น
ฮองเฮา” เวินจืออวิ่นกล่าวด้วยน ้าเสียงยากลำบาก “องค์ชายใหญ่
ได้เปรียบกว่าในฐานะบุตรชายคนโต หากตอนนี้ได้เปรียบในฐานะ
บุตรของภรรยาเอกด้วย เขาก็จะได้เป็นบุตรชายสายตรงแน่นอน”
ระบบการสืบทอดตำแหน่งของบุตรชายสายตรงในราชวงศ์ต้าอวี๋
มีมาหลายร้อยปี โดยปกติ บุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกจะมี
ค่ามากที่สุด และมักจะเป็นที่รู้จักกันในฐานะบุตรชายสายตรง แต่ทุก
เรื่องย่อมมีข้อยกเว้น หากบุตรชายคนแรกไม่ได้เกิดจากภรรยาเอก
และครองตำแหน่งบุตรชายคนโตของอนุภรรยา บุตรชายของภรรยา
เอกที่ตามหลังมาก็จะสูญเสียสถานะความเป็นบุตรชายสายตรง
อย่างจู้จ่างหงที่เป็นบุตรชายคนโตของอนุภรรยา
ส่วนจ่างเยี่ยนเป็นบุตรชายของภรรยาเอก
ในประวัติศาสตร์มีการบันทึกว่าบุตรของภรรยาเอกและอนุ
นับแยกกัน ไม่ว่าจะมีบุตรชายคนโตของอนุภรรยาหรือไม่ บุตรชาย
คนแรกที่เกิดจากภรรยาเอกก็ถือเป็นบุตรชายสายตรงเสมอ
แต่ในราชวงศ์ต้าอวี๋ บุตรชายคนโตและบุตรชายสายตรงถูกแบ่ง
แยกกันอย่างชัดเจน จู้จ่างหงเพียงอาศัยความเป็นบุตรชายคนโตก็
สามารถดึงดูดการสนับสนุนจากตระกูลฟางได้ กลายเป็นตัวเลือกต้น
ๆ ในใจประชาชน สำหรับตำแหน่งรัชทายาท หากปล่อยให้เขาได้
ครอบครองตำแหน่งบุตรชายสายตรงด้วย โอรสคนอื่น ๆ ก็คงไม่มี
โอกาสอะไรอีกแล้ว
“หากจะแต่งตั้งบุตรชายสายตรงเป็นรัชทายาท ก็ต้องให้
ความสำคัญกับบุตรชายคนโตก่อน” จ่างเยี่ยนกล่าวด้วยน ้าเสียงเย้ย
หยัน “ดูท่าจวีกุ้ยเฟยจะทนไม่ไหวแล้ว”
“หากองค์ชายใหญ่ได้เป็นบุตรชายสายตรง แล้วเจ้าจะทำอย่างไร
เล่า” เวินจืออวิ่นกล่าวด้วยดวงตาแดงเรื่อ “เจ้าห้า ข้าจะช่วยเจ้าได้
อย่างไรบ้าง”
ราชสำนักจัดการเรื่องภายในวัง แม้หมอหลวงจะมีอำนาจมาก
เพียงใดก็ไม่อาจแตะต้อง
จวีกุ้ยเฟยทนรอไม่ไหวแล้ว นางอาจรู้สึกถึงความน่าเกรงขาม
ขององค์ชายรองด้วยกระมัง การยอมถูกทำร้ายอย่างไร้ทางสู้ ไม่สู้ลง
มือจัดการเสียเลยดีกว่า
เมื่อพูดถึงเรื่องการวางแผนอย่างแยบยลก็ต้องยกให้ตระกูลจวี
เท่านั้น
เสียงสะอื้นดังมาจากด้านข้าง จ่างเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองจึงพบว่า
พี่ชายกำลังกลั้นน ้าตาอยู่
เขาหัวเราะเบา ๆ ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้
“พี่สี่วางใจเถอะ นางไม่มีทางได้ครองตำแหน่งนั้นหรอก”
น ้าเสียงของเด็กหนุ่มฟังดูมั่นใจเหลือเกิน ทำให้เวินจืออวิ่นถึงกับ
เหม่อไป แทบจะหลุดปากถามออกมาว่า “เพราะอะไร”
นั่นสิ เพราะอะไร
แต่เพราะอะไรที่ทำให้จวีกุ้ยเฟยมั่นใจว่าจะได้ขึ้นครอบครอง
ตำแหน่งนั้นในตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ยี่สิบปีที่ผ่านมานางยังไม่สามารถทำได้
“พวกเขาเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็กก็จริง พวกเขารักใคร่กันมาก
ๆ ก็จริง แต่พวกเขากลับลืมคำสัตย์ของเสด็จพ่อไปเสียสนิท
ยิ่งกว่านั้น ยังด้วยลืมว่าตอนแรกที่จวีกุ้ยเฟยได้เข้าวังมา มันแลกด้วย
การที่นางจะไม่มีวันได้เป็นภรรยาเอก”
ฮ่องเต้องค์ก่อนมีนิสัยเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาด ทำสงครามไปทั่ว
ทุกหนแห่งจนทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่า ถึงขั้นที่ราษฎรไม่มีอันจะ
กิน เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตจึงรู้สึกเสียใจที่ทำแบบนั้นมาตลอดถึงได้
ตัดสินใจปล่อยมือจากอำนาจ และยกระดับคนตระกูลใหญ่ให้
สามารถควบคุมฮ่องเต้ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดซ ้ารอย
แต่ฮ่องเต้ที่ฉลาดจะยอมปล่อยให้ทายาทของตัวเองถูกลิดรอน
อำนาจ และปล่อยให้ญาติฝ่ายภรรยาขยายอิทธิพลอย่างไร้ขีดจำกัด
ในวังได้อย่างไร
เมื่อคนตระกูลใหญ่มีอำนาจของตัวเองแล้ว ขณะเดียวกันก็
สามารถกระซิบข้างหมอนกับฮ่องเต้ ทั้งยังมีความเกี่ยวพันทาง
สายเลือดกับฮ่องเต้คนต่อไปมันจะน่าสะพรึงกลัวแค่ไหนกัน
“ตระกูลใหญ่ ญาติฝ่ายภรรยา และเป็นคนในตระกูลฝั่งมารดา
ของรัชทายาท ทั้งสามสถานะนี้รวมกันแล้วยิ่งใหญ่เกินไปจน
ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมมากมาย” จ่างเยี่ยนกล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบ
เฉย ราวกับเขาเป็นคนนอก “ดังนั้นเมื่อเสด็จปู่จะแต่งตั้งรัชทายาท จึง
มีข้อกำหนดว่าห้ามแต่งงานกับหญิงสาวตระกูลจวี พร้อมกับส่งหญิง
สาวตระกูลหมอมาเป็นชายาเอก”
เพียงแต่โชคไม่ดี หญิงสาวแซ่เหยียนจากตระกูลหมอคนนั้นก็คือ
มารดาของจ่างเยี่ยน
ความรักในวัยเด็กนั้นลึกซึ้ง จวีกุ้ยเฟยคนงามไม่อาจละทิ้ง
ความรู้สึกนี้ได้ นางจึงยอมกลั้นน ้าตามาเป็นอนุภรรยา ตระกูลจวีก็
พร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างเพื่อปกป้องและรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้
เมื่อครั้งที่อดีตฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ ฝ่าบาทยังสามารถรักษาสมดุล
ระหว่างภรรยาเอกและอนุภรรยาได้ หลังขึ้นครองราชย์จึงได้แต่งตั้งเห
ยียนซื่อเป็นฮองเฮา พร้อมกับแต่งตั้งจวีซื่อเป็นกุ้ยเฟย
กาลเวลาผ่านไป ความรักในวัยเด็กก็เอาชนะทุกสิ่งได้ในที่สุด
จวีกุ้ยเฟยเริ่มได้รับความโปรดปรานแต่เพียงผู้เดียว แม้กระทั่งโอรส
องค์โตก็ประสูติจากนางก่อน
ตระกูลทั่วไปยังเรียกร้องให้ภรรยาเอกให้กำเนิดบุตรชายคนโต
ก่อน แล้วจึงอนุญาตให้อนุภรรยาคลอดบุตรได้
แต่จ่างเยี่ยนกลับอายุน้อยกว่าจู้จ่างหงถึงสี่ปีเต็ม เรื่องนี้มีทั้งการ
ไม่แย่งชิงและไม่ต่อสู้ของฮองเฮาเหยียน อีกทั้งยังเป็นเพราะความ
โปรดปรานที่ฮ่องเต้มีต่อสหายในวัยเด็กอีกด้วย
สุดท้าย หญิงสาวที่มาจากตระกูลหมอผู้นั้นก็จบชีวิตลงอย่าง
เศร้าสร้อย