พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 467 จ่างเยี่ยนตอบโต้
แม้บรรดาหมอที่เชี่ยวชาญนับหมื่นจากตระกูลมารดาเขาก็ไม่
อาจช่วยคนที่หมดหวังในชีวิตได้
ยิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรักของฮ่องเต้ที่โน้มเอียง รวมถึง
ความทะเยอทะยานที่ไม่อาจดับมอดแม้จะผ่านไปยี่สิบปี
“วางใจเถอะพี่สี่” จ่างเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ดวงหน้างดงามปรากฏ
ความว่างเปล่าอย่างเฉยเมย “นางไม่มีวันได้ครอบครองตำแหน่งนั้น
หรอก”
ตลอดกาล
“ในสำนักหมอหลวง ข้าอยากให้ท่าน…ช่วยข้า…”
สองพี่น้องเข้าไปในมุมมืด กระซิบกระซาบกันเบา ๆ แล้วแยกย้าย
กันไป
คนหนึ่งกลับไปสำนักหมอหลวงเพื่อศึกษาตำราและฝึกฝนวิชา
แพทย์
อีกคนเดินเข้าไปในตำหนักที่ทรุดโทรม มองป้ายวิญญาณแล้ว
ถอนหายใจ
ชีวิตที่สงบสุขเกินไปมักยากจะหาจุดบกพร่อง มีเพียงผู้ที่
ทะเยอทะยานเท่านั้นจึงมักจะทำผิดพลาดได้ง่าย
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ถึงเวลาแล้วที่ต้องเก็บตาข่ายที่วาง
ไว้มานานแสนนาน
ชีวิตที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในตำหนักสามตะวันตก แม้แต่การไปพบ
หน้าพี่ชายก็ยังต้องทำแอบ ๆ ซ่อน ๆ เขาทนมันมามากพอแล้ว
“อยากเป็นฮองเฮา? อยากแต่งตั้งรัชทายาท? อยากแย่งชิง
บัลลังก์?” จ่างเยี่ยนหัวเราะเยาะ มือข้างขวากำเบา ๆ “ข้ากลัวแค่ว่า
เจ้าจะไม่อยาก กลัวแค่ว่าเจ้าจะไม่ลงมือ”
ไม่กี่วันต่อมา ข่าวเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮาคนใหม่ก็แพร่กระจาย
ไปทั่วทั้งวังหลวง
หกปีเต็มหลังจากฮองเฮาเหยียนสิ้นไป ฮ่องเต้ก็เพิ่งจะแต่งตั้ง
ฮองเฮาคนใหม่ นับว่าเป็นความรักและความชอบธรรมอันลึกซึ้ง แต่
เมื่อได้ยินว่าเป็นการเลื่อนตำแหน่งและยกจวีกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเฮา สี
หน้าของทุกคนก็แปลกไป
ตามปกติแล้วชนชั้นสูงและสามัญชนมักจะไม่ยกสถานะของ
อนุภรรยาขึ้นเป็นภรรยาเอก เพราะสตรีจากตระกูลที่ดีจะไม่ยอมเป็น
อนุภรรยา ส่วนผู้ที่ยอมเป็นอนุภรรยานั้นแทบจะไม่มีใครที่เหมาะสม
พอ
แต่สำหรับฮ่องเต้นั้นต่างออกไป การเลือกฮองเฮาคนใหม่จาก
บรรดาพระสนมไม่ใช่เรื่องแปลก และสถานะของบุตรสาวตระกูลจวีก็
สมควรที่จะได้รับตำแหน่งนี้
ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง สถานะขององค์ชายใหญ่ก็จะกลายเป็น
เรื่องละเอียดอ่อนมาก
ปกติแล้วแม้อนุภรรยาจะได้รับการยกสถานะ แต่บุตรที่เกิดจาก
นางก็ยังเป็นบุตรอนุอยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นบุตรสายตรงได้
แต่ในราชสำนักนั้นไม่อาจใช้หลักการทั่วไปมาตัดสิน คนเป็น
มารดาสามารถได้รับยศศักดิ์จากบุตรได้ และบุตรก็สามารถได้รับ
เกียรติยศจากมารดาได้เช่นกัน
นี่หมายความว่า องค์ชายใหญ่จะเปลี่ยนจากบุตรชายคนโตของ
สนม เป็นบุตรชายสายตรงของฮองเฮา ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ในการ
สืบราชสมบัติอย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ทั้งราชสำนักจึงเดือดพล่านขึ้นมา
แต่เดิมเสียงเรียกร้องให้องค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์ในเมือง
หลวงนั้นมีมาก ทว่าน่าเสียดายที่การกระทำและประพฤติกรรมของ
เขาดูด้อยกว่า ตระกูลที่เจ้าเล่ห์และมากประสบการณ์แทบทั้งหมดจึง
ไม่ยอมเข้าข้างคนเร็วเกินไป
ตระกูลจวีพยายามมากมายเพียงใดก็แค่ดึงตระกูลฟาง ตระกูลจู
และตระกูลเถาเข้ามาเป็นพวกเดียวกัน แล้วก็รวบรวมตระกูลหมิ่นไว้
เท่านั้น ยามนี้พร้อมกับการเสื่อมถอยของตระกูลฟาง การหักหลัง
ของตระกูลจูและตระกูลเถา ทำให้อำนาจของพวกเขาแทบจะหายไป
ครึ่งหนึ่ง
คนที่เฉลียวฉลาดอยู่แล้วยิ่งไม่มองโอกาสนี้ขององค์ชายใหญ่ว่า
เป็นเรื่องดี
แต่เมื่อข่าวการเลื่อนตำแหน่งของจวีกุ้ยเฟยแพร่ออกไป ความไม่
มั่นใจนี้ก็กลายเป็นการไตร่ตรอง คนที่ลังเลก็ต้องคิดทบทวนใหม่ และ
เขย่งปลายเท้ามองสถานการณ์อีกที
ขณะเดียวกัน ข่าวลือนี้สามารถบีบให้ฮ่องเต้ตัดสินใจเร็วขึ้น
นับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
แม้แต่องค์ชายรองก็ยังตกใจ หลังยืนนิ่งอยู่ในประตูจวนมานาน
ในที่สุดก็หันหลังกลับเข้าห้อง ไม่สนใจเรื่องนี้อีก
“ทำไมถึงไม่สนใจเล่า ฮ่องเต้ของพวกเราพอแต่งตั้งรัชทายาท
แล้วย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก หากเขาไม่พยายามก็จะไม่มีโอกาส
อีกแล้วนะ” เจียงเซิงเท้าคางถามด้วยความสงสัย
สวี่โม่เก็บจดหมายที่ส่งมาจากในวังแล้วขยำเผาไฟทิ้ง “หาก
ต้องการทำลายใคร ต้องทำให้เขาคนนั้นบ้าคลั่งเสียก่อน”
คนที่มีสายตาเฉียบแหลมต่างรู้ดีว่าหากองค์ชายคนใดต้องการ
แย่งชิงบัลลังก์ก็ต้องขัดขวางไม่ให้จวีกุ้ยเฟยได้เป็นฮองเฮา และ
ขัดขวางไม่ให้องค์ชายใหญ่ได้เป็นรัชทายาทโดยชอบธรรม
แต่คนฉลาดก็ไม่ลงมือทำ
ทั้งเมืองหลวงเงียบกริบจนน่ากลัว มีเพียงเสียงเรียกร้องขององค์
ชายใหญ่และจวีกุ้ยเฟยที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะถึงขั้นต้องได้รับการ
แต่งตั้งอย่างแน่นอนแล้ว
สหายในวัยเด็ก คู่รักในวัยเด็ก
ความรู้สึกตลอดยี่สิบปีจะมั่นคงดั่งหินผาจริงหรือ?
หากฮ่องเต้ตั้งใจแน่วแน่จะแต่งตั้งนาง ไม่ว่าใครจะยื่นมือเข้ามา
ขัดขวางก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ มีแต่จะเพิ่มหายนะให้ตัวเองเท่านั้น
แต่หากฮ่องเต้ไม่ได้แน่วแน่เช่นนั้น การสนับสนุนและเสียง
เรียกร้องจากคนในเมืองหลวงจะส่งผลตรงกันข้าม กลายเป็นดาบคม
ที่แทงไปทางแม่ลูกกุ้ยเฟย
ไม่นานตระกูลจวีก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
พวกเขาเพียงส่งคนไปปล่อยข่าวเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮา ส่วน
เรื่องอื่น ๆ ก็ปล่อยให้ผู้คนคาดเดากันไปเอง
แต่ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างลือกันว่าฮ่องเต้มีสุขภาพที่ไม่สู้ดีแล้ว
ต้องการมอบสถานะที่ถูกต้องให้องค์ชายใหญ่ และจะแต่งตั้งเขาเป็น
รัชทายาทเพื่อสืบราชบัลลังก์
ตระกูลจวีพยายามยับยั้งจนเหงื่อท่วม แต่กลับพบว่ามีอย่างน้อยสี่
กลุ่มอำนาจที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง
เจียงเซิงนับนิ้วพลางกล่าวว่า “มีกลุ่มของพี่ห้า กลุ่มขององค์ชาย
รอง กลุ่มของตระกูลจวี แล้วใครอีกเล่า? คนคนนี้ พวกเขาก็ไม่
ต้องการให้จวีกุ้ยเฟยเป็นฮองเฮาหรือ”
คำตอบไม่มีทางรู้ได้ แต่ผลลัพธ์นั้นยอดเยี่ยมนัก
สายลมที่พัดมาต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเก้าจนถึงเดือนสิบเอ็ด ดู
ท่าว่าใกล้จะถึงเวลาฉลองปีใหม่แล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ได้ออกราช
โองการแต่งตั้งอะไร
มีข่าวลือว่าจวีกุ้ยเฟยไม่พอใจถึงขั้นไม่ยอมไปตำหนักของเขา
ติดต่อกันเป็นเวลาครึ่งเดือน จนทำให้ฮ่องเต้รู้สึกผิดอยู่บ้าง
สมแล้วที่เป็นคนที่ได้รับความโปรดปราน แม้แต่การแสดงความ
โกรธเคืองก็ยังสามารถใช้ถอยเพื่อเดินหน้าต่อได้
จ่างเยี่ยนรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ เขานึกถึงหญิงสาวที่ไม่เคย
ต่อสู้แย่งชิงคนนั้น นางมักจะมีกลิ่นยาอ่อน ๆ ติดตัว และนั่งเงียบ ๆ อยู่
ข้างหน้าต่างเสมอ
บางครั้งเขาสัมผัสได้ว่านางกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง อิจฉา
นกที่บินโบยบิน แต่สุดท้ายก็กลับมาสงบจิตใจลงและก้มหน้าอีกครั้ง
จ่างเยี่ยนน้อยในตอนนั้นเคยถามเสียงแผ่วว่า “เสด็จแม่ชอบโลก
ภายนอกมากใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อก่อนแม่ชอบมาก” นางหัวเราะเบา ๆ มุมปากมีรอยบุ๋มจาง ๆ
จ่างเยี่ยนน้อยไม่เข้าใจ “แล้วตอนนี้ไม่ชอบหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หญิงสาวเก็บรอยยิ้ม ลูบศีรษะของเขา “ตอนนี้แม่ชอบเจ้ามาก
ที่สุดต่างหาก”
เพราะอำนาจของฮ่องเต้ ปีกของนางจึงถูกหักทิ้งและผูกมัดให้อยู่
ในวังหลวงอันลึกล ้าแห่งนี้
เพราะลูกน้อย นางถึงละทิ้งความหวังทั้งหมดและจากไปด้วย
ความเศร้าโศก
หากเป็นไปได้ เขาอยากเห็นโลกใบนี้แทนมารดาจริง ๆ ไปเห็น
ภูเขาและสายน ้า สัมผัสขนบธรรมเนียมประเพณีและผู้คน
แต่เด็กไม่กตัญญูอย่างเขา สุดท้ายก็ยังเลือกเส้นทางนี้
ตอนเด็กเขาไม่สามารถปกป้องมารดาได้
พอโตขึ้น เขาจึงต้องปกป้องคนที่อยากจะปกป้องให้ได้
ท้องฟ้าเริ่มโปรยปรายฝนเม็ดเล็กลงมา จ่างเยี่ยนกางร่มกระดาษ
น ้ามันคันเก่า เดินช้า ๆ ไปตามทางเดินของวังหลวงที่ทอดยาว
นางกำนัลและขันทีต่างคำนับเขา พลางเอ่ยทักทายอย่างนอบ
น้อม “คารวะองค์ชายห้า”
เขาเพียงยกยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนและสุภาพ กระทั่งเดินเข้าไป
ในตำหนักไท่เหอและเผชิญหน้ากับหัวหน้าขันทีอู๋ที่กำลังยิ้มแย้มอยู่
“ทำไมองค์ชายห้าจึงเสด็จมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าขันทีกลอกตา
เล็กน้อย “ฝ่าบาททรงตรวจฎีกาอยู่ด้านใน ต้องการกระหม่อมให้
กราบทูลหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“รบกวนหัวหน้าขันทีอู๋แล้ว” จ่างเยี่ยนกล่าวอย่างสุภาพถ่อมตน
หัวหน้าขันทีโบกมือ แล้วรีบเข้าไปข้างในก่อนจะออกมาอีกครั้ง
ทำท่าเชิญให้เขาเข้าไป
จ่างเยี่ยนกำร่มกระดาษน ้ามันแน่น ไม่ได้ส่งให้ขันทีน้อยเก็บไป
และไม่ได้โยนทิ้งไปเรื่อยเปื่อย แต่ใช้มันเป็นไม้เท้าค ้าพื้น ค่อย ๆ เดิน
ไปข้างหน้า
ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของเขากำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะทรงงาน สิ่งที่วางอยู่
บนนั้นไม่ใช่ฎีกา ไม่ใช่หนังสือราชการ แต่เป็นราชโองการที่เขียนไป
แล้วครึ่งหนึ่ง
ราชโองการแต่งตั้งฮองเฮาหรือ
มือขวาของจ่างเยี่ยนกำแน่นอีกครั้ง จับด้ามร่มกระดาษน ้ามัน
แน่น “ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“เจ้ามาทำไม” สีหน้าของชายคนนั้นแสดงความประหลาดใจ
พลางแอบใช้กระดาษปิดราชโองการนั้นไว้
“ฝนตกแล้ว ลูกนำร่มมาให้เสด็จพ่อ” จ่างเยี่ยนยกร่มกระดาษ
น ้ามันคันเก่าในมือขึ้นมา ดวงตาโค้งเป็นรอยยิ้ม “อีกทั้งถือโอกาสนี้
เชิญเสด็จพ่อออกไปเดินเล่น ชมทัศนียภาพของวังหลวงยามฝนตก”
คำเชิญนี้ช่างแปลกประหลาดนัก มันแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่การที่พ่อลูกจะเดินเล่นกันท่ามกลางสายฝน กลับดูเป็นเรื่อง
ปกติธรรมดา
ฮ่องเต้ชะงักเล็กน้อย สายตาตกลงบนร่มกระดาษน ้ามัน คำพูดที่
จะหลุดออกมาเปลี่ยนเป็น “ได้ เช่นนั้นก็ไปเดินเล่นกันเถอะ”
ทั้งสองไม่ให้หัวหน้าขันทีอู๋ติดตามมา แล้วกางร่มเพียงคันเดียว
เดินจากตำหนักไท่เหอไปยังท้องพระโรง และในที่สุดก็มาถึงหอเฟิ่ง
เซียน
เฟิ่งเซียน เฟิ่งเซียน
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ที่นี่คือสถานที่สักการะบรรพชน
ป้ายวิญญาณมากมายตรงหน้าคือบรรพบุรุษตระกูลจู้ทุกรุ่น โดย
ที่วางอยู่ใกล้ที่สุดก็คืออดีตฮ่องเต้คนก่อน ซึ่งเป็นบิดาที่ฝ่าบาท
เคารพยำเกรงที่สุด ซ ้ายังเป็นท่านปู่ของจู้จ่างเยี่ยนด้วย