พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 469 ทางเลือกของกุ้ยเฟย
การพนันครั้งนี้ช่างเรียบง่าย แค่ให้ฮ่องเต้ปฏิเสธการแต่งตั้ง
ฮองเฮาและแสร้งว่าร่างกายไม่แข็งแรงดีก็พอ
เมื่อฝ่าบาทล้มป่วย ย่อมส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง
ครั้งก่อนที่ปล่อยข่าวลือออกไปก็ทำให้เกิดงานเลี้ยงคัดเลือก
ชายา ครั้งนี้จะนำมาซึ่งสิ่งใด จ่างเยี่ยนรู้สึกสนใจใคร่รู้นัก
องครักษ์ประจำตัวถามว่า “องค์ชาย พวกกระหม่อมไม่จำเป็นต้อง
ทำอะไรเพิ่มเติมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จ่างเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า แล้วก็พยักหน้า
“นี่หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เกาศีรษะด้วยความ
สงสัย
การปฏิเสธการแต่งตั้งฮองเฮาแล้วตามด้วยอาการเจ็บป่วยไม่
สบาย สองสิ่งนี้ก็เพียงพอจะทำให้จวีกุ้ยเฟยเพิ่มความระแวดระวังแล้ว
หากพวกเขาทำอะไรอีกก็เท่ากับเป็นการเติมเกลือเข้าไปในน ้าเค็ม
หากทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจก็จะทำลายข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ ซึ่ง
ไม่ใช่เรื่องดีแน่
ส่วนการพยักหน้านั้นเป็นเพราะว่า ในช่วงสุดท้ายที่สำคัญ
จำเป็นต้องเติมเชื้อไฟเข้าไปบ้าง เพื่อให้กองฟืนนี้ลุกโชนยิ่งขึ้น
“แต่ทุกคนที่มองออกก็รู้ว่ากุ้ยเฟยต้องการตำแหน่งฮองเฮาก็เพื่อ
เตรียมการช่วงชิงบัลลังก์ให้องค์ชายใหญ่” องครักษ์พึมพำ “แล้ว
ทำไมฝ่าบาทถึงมองไม่ออกกันนะ”
จ่างเยี่ยนยกยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ย่อมตามืดบอด
ส่วนผู้ที่สังเกตการณ์อยู่ภายนอกกลับมองเห็นชัดเจน
ยิ่งกว่านั้น เขาจะมองไม่ออกจริง ๆ หรือ เช่นนั้นทำไมฮ่องเต้ถึง
ยอมรับการเดิมพันที่ไร้สาระนี้เล่า
จิตใจของมนุษย์นั้นซับซ้อนเสมอ มันอาจรับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่
ถูกต้อง มันอาจไม่ยอมรับแต่ก็อาจกำลังบังคับตัวเองให้ต้องยอมรับ
ความจริงที่โหดร้ายและการเปิดเผยบางอย่าง ต้องฉีกมันออกเป็นชิ้น
ๆ ก่อนจึงจะเห็นได้
สาแก่ใจ สาสมใจ
“แล้วพวกกระหม่อมจะทำอย่างไรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”
องครักษ์ถามอีกครั้ง
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปากแล้วพูดเพียงคำเดียวว่า “รอ”
ฮ่องเต้ปฏิเสธจวีกุ้ยเฟยอย่างลับ ๆ ผู้คนในเมืองหลวงไม่รู้ความ
จริง ข่าวลือเกี่ยวกับฮองเฮาคนใหม่ยิ่งแพร่สะพัดมากขึ้น ลือกันไป
ใหญ่โต
สำหรับตระกูลจวีในยามนี้ยากจะรับมือกับเรื่องนี้จริง ๆ
หากแก้ต่างก็จะเสียทั้งหน้าตาและศักดิ์ศรี
หากไม่แก้ต่างก็เหมือนน ้ามันที่ถูกไฟลน ไม่มีทางรอด
บ่อยครั้งในช่วงเวลาเช่นนี้ที่การกระทำมักจะเผยให้เห็นความคิด
แท้จริงในใจ เมื่อจ่างเยี่ยนได้รับข่าว ตระกูลจวีเพียงสะกดเสียง
วิพากษ์วิจารณ์ไว้เบา ๆ โดยไม่ได้ออกมาห้ามปรามหรืออธิบายใด ๆ
เขาก็รู้ว่าเรื่องสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ข่าวลือในเมืองหลวงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เรื่องความรัก
ในวังหลังเองก็ไม่เคยขาดสาย
หลังจากได้รับคำปฏิเสธอย่างชัดเจน จวีกุ้ยเฟยก็อารมณ์เสียอยู่
หลายวัน แต่เมื่อฮ่องเต้ล้มป่วยลง นางก็รู้สึกสงสารจึงลงมือทำอาหาร
ด้วยตัวเอง คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด กระทั่งยอมป้อนข้าวให้ฮ่องเต้
ด้วยตัวเอง
“ฝ่าบาทเสวยโจ๊กเมล็ดบัวหยกขาวที่หม่อมฉันเองสิเพคะ เหมาะ
จะบำรุงร่างกายยามป่วยไข้ที่สุดแล้ว” หญิงวัยใกล้สี่สิบปี ด้วยการ
บำรุงรักษามาอย่างดีจึงยังคงความงดงามไว้ แต่เพิ่มความอวบอิ่มและ
เสน่ห์มากกว่าเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มยิ่งสวยสะดุดตา
ในฐานะบุรุษ ความจริงแล้วก็มีความภาคภูมิใจอยู่บ้าง
เพราะเขามอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่หญิงสาวอันเป็นที่รัก อีก
ทั้งยังทำให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งและได้รับความรักเพียงคนเดียว
คำสัญญาที่ให้ไว้ในวัยหนุ่มสาวว่าจะอยู่เคียงข้างกันจนผม
เปลี่ยนเป็นสีขาว และจะอยู่เคียงข้างกันจนถึงยามชรา นับเป็นความ
มุ่งมั่นที่ใครหลายคนไม่อาจทำได้
ฮ่องเต้ถอนหายใจเบา ๆ แล้วดื่มน ้าแกงจากช้อน
“อร่อยหรือไม่เพคะ?” จวีกุ้ยเฟยถามเสียงแผ่ว ดวงตาเป็น
ประกายด้วยความคาดหวัง
ราวกับย้อนกลับไปในอดีต นางเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาแต่แฝง
ไปด้วยความซุกซน
“อร่อย” เขาไม่อาจข่มกลั้นความเอ็นดูได้ “อะไรก็ตามที่อาอารั่ว
ทำล้วนอร่อยทั้งนั้น”
จวีกุ้ยเฟยไม่เชื่อจึงใช้ช้อนตักน ้าแกงเข้าปากอีกครั้ง แต่ไม่นาน
ก็ต้องบิดหน้าคายออกมา “แหวะ ๆ ๆ ขมเหลือเกิน พระองค์ทรงดื่ม
มันลงไปได้อย่างไร”
นางโบกมือสั่งให้คนเปลี่ยนเป็นโจ๊กที่เพิ่งต้มใหม่
นิ้วที่ทาด้วยยาทาเล็บหยิบแปะเจียกขึ้นมา แล้วส่งให้อีกครั้ง
“ทั้งหมดเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง เพราะได้รับความเอ็นดูจาก
ฝ่าบาทมายี่สิบปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเรียนรู้วิธีต้มโจ๊กเลย คราวหน้า
หม่อมฉันจะต้องเรียนรู้วิธีต้มโจ๊กไข่มุกให้อร่อยให้ได้”
ฮ่องเต้ยังคงอ้าปาก กลืนโจ๊กลงไปอย่างว่าง่าย “เรื่องต้มโจ๊ก
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาเถอะ เจ้าเพียงมีความสุขทุกวันก็พอ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ” จวีกุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน ้าเสียงตัดพ้อ
“โจ๊กที่หม่อมฉันทำนั้นไม่เหมือนใคร หม่อมฉันเป็นคนที่เดินเคียงข้าง
ฝ่าบาทนะเพคะ พวกเขาไม่มีใครรักพระองค์เท่าหม่อมฉันหรอก”
“ฝ่าบาท ในใจของหม่อมฉันมีแต่พระองค์เท่านั้น”
“หม่อมฉัน… อยากอยู่กับฝ่าบาทตลอดไป”
ทั้งยามมีชีวิตอยู่และหลังความตาย
ความรักนั้นแท้จริงแล้วคือการครอบครอง ไม่อยากแบ่งปันแม้แต่
น้อย แม้จะอยู่ในฐานะฮ่องเต้ก็มีหลายสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้
สีหน้าของฮ่องเต้พลันเคร่งขรึมลง เขามองจวีกุ้ยเฟยที่เปลี่ยน
จากการออดอ้อนมาเป็นน้อยใจและเศร้าโศก จากนั้นนางก็เช็ดน ้าตา
ด้วยความหวัง เขาก็ตัดใจส่ายหน้า
“อารั่ว” เสียงของเขาทุ้มต ่าและแฝงด้วยความเจ็บป่วย “เจ้าก็รู้
ข้าสัญญากับเสด็จพ่อไว้แล้ว ข้าไม่อาจละเมิดคำสัญญาที่ให้ไว้แต่
แรกได้”
การเคลื่อนไหวของจวีกุ้ยเฟยชะงัก การป้อนโจ๊กหยุดลง นาง
ถึงกับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดหวังของฮ่องเต้
“คำสัญญาสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือเพคะ คำสัญญาอะไรกัน
ที่ผ่านมายี่สิบปีแล้วก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” นางสะอื้นเบา ๆ “แต่
ตอนนั้นพวกเราต่างรักกันก่อนไม่ใช่หรือ”
ในคืนนั้น กุ้ยเฟยและฮ่องเต้จึงแยกย้ายกันไปด้วยความไม่พอใจ
อีกครั้ง
หากแม้แต่ความรู้สึกในอดีตก็ไม่อาจสั่นคลอนคำสัญญาได้ แล้ว
อะไรในใต้หล้านี้ที่จะทำให้นางได้ขึ้นครองตำแหน่งฮองเฮา
ด้วยเล่ห์เหลี่ยม? ด้วยการข่มขู่? หรือด้วยการวิงวอน?
จวีกุ้ยเฟยมองเหม่อพลางร ่าไห้ ราวกับสิ้นหวังและไร้ชีวิตชีวา
ในเวลานี้เอง จ่างเยี่ยนจึงลงมือจริง ๆ เขาสั่งให้คนจากสำนัก
หมอหลวงแต่งเรื่องว่าฮ่องเต้ป่วยหนัก แล้วแพร่ข่าวนี้ไปยังตระกูลจวี
อย่างลับ ๆ กระทั่งฮ่องเต้เองก็ยังไม่รู้
ไพ่ใบสุดท้ายที่ตระกูลเหยียนวางไว้ตลอดครึ่งชีวิต บัดนี้ได้
ปรากฏขึ้นมาอีกหน
ปลายปีใหม่ ผู้นำตระกูลจวีอาศัยข้ออ้างเข้าไปอวยพรปีใหม่ เพื่อ
ส่งข่าวนี้ให้แก่จวีกุ้ยเฟย
จ่างเยี่ยนไม่อาจล่วงรู้เนื้อหาที่แน่ชัด เพียงได้ยินว่าสองพี่
น้องชายหญิงทะเลาะกัน จนถึงขั้นทำถ้วยน ้าชาแตกไปสองชุด
แน่นอนว่าเป็นฝีมือของจวีกุ้ยเฟยที่ลงมือ ผู้นำตระกูลจวีคุกเข่า
ลงกับพื้นพร้อมกับพูดจาอ้อนวอนด้วยความจริงใจ จนในที่สุดก็ทำ
ให้นางเกิดความลังเลขึ้นมาบ้าง
พวกเขาจะสามารถปรึกษาหารือเรื่องอะไรกันได้บ้าง?
ไม่มีอะไรนอกจากเรื่องตำแหน่งของผู้สืบทอด ไม่มีอะไรนอกจาก
การปูทางเพื่อองค์ชายใหญ่ ไม่มีอะไรนอกจากการแต่งตั้งรัชทายาท
เมื่อเจ้าของบ้านเมืองนี้ล้มป่วยอาการหนัก นั่นหมายความว่า
ทายาทคนใหม่ต้องลุกขึ้นมารับช่วงต่อและรับผิดชอบแทน
องค์ชายรองไร้อำนาจและอิทธิพล แม้จะต้องการแย่งชิงก็แทบไม่
มีความสามารถ
องค์ชายห้าผู้อ่อนแอ ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็น
เหลือเพียงองค์ชายใหญ่ที่ร้อนแรงดุจไฟลนน ้ามัน แค่ได้ตำแหน่ง
องค์ชายสายตรงก็จะอ้างสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรมและเป็นไปตาม
ครรลองแล้ว
ตระกูลจวีจะต้องต้องการตำแหน่งนั้นแน่ ต้องการแน่ ๆ
ไม่รู้ว่าผ่านการเสียน ้าตาและดิ้นรนมามากแค่ไหน ไม่รู้ว่าต้อง
ทรมานและกลัดกลุ้มอย่างไร หลังจากจวีกุ้ยเฟยล้มป่วยอยู่ใน
ตำหนักเฉิงเฉียนเป็นเวลาเจ็ดวัน ในที่สุดนางก็ฝืนลุกขึ้นมา แล้วหุง
ข้าวทำโจ๊กด้วยน ้าตานองหน้า
ข่าวนี้ถูกส่งมาถึงตำหนักสามตะวันตก จ่างเยี่ยนไม่แม้แต่จะลืม
ตา แค่หันหน้าไปทางตำหนักเฉิงเฉียนที่อยู่ไกล ๆ
นอกจากการสร้างข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ป่วยหนักแล้ว เขาก็ไม่ได้ใช้
เส้นสายและไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น
นั่นหมายความว่าเรื่องที่เขารู้ ชายที่นอนอยู่ในตำหนักเฉิงเฉียน
ก็จะรู้เช่นกัน
“องค์ชาย กุ้ยเฟยจะวางยาพิษฝ่าบาทจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์
ถามด้วยความหวาดกลัว “นี่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารเก้า
ชั่วโคตรเชียวนะพ่ะย่ะค่ะ”
นางอาจจะวางยาพิษ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อตำแหน่งฮองเฮา
หรือนางอาจจะไม่วางยาพิษ ขึ้นอยู่กับว่าใครวางแผนได้ลึกซึ้ง
มากกว่า
ท่าทีดิ้นรนของจวีกุ้ยเฟยนั้นชัดเจนเกินไป อีกทั้งสภาพที่ดูอิด
โรยก็ไม่ได้แต่งเติมให้ดีขึ้น ราวกับกำลังบอกกับทุกคนอย่างโจ่งแจ้ง
ว่า นางเกลียดชังเขาเพราะความรัก นางจะต่อสู้เพื่ออนาคตของลูก
ชาย
หากฮ่องเต้เกิดความระแวงขึ้นมาและโยนโจ๊กทิ้งไป หลัง
ตรวจสอบพบว่าไม่มีพิษจริง เขาก็จะต้องรู้สึกผิด จนแต่งตั้งนางให้
เป็นฮองเฮาจริง ๆ ก็ได้
ในทางกลับกัน ฮ่องเต้อาจจะคาดเดาได้ว่าจวีกุ้ยเฟยใช้วิธีการ
ถอยเพื่อรุก จงใจดื่มโจ๊กชามนั้นและตระกูลจวีก็จะฉวยโอกาสวางยา
พิษ เพื่อลอบปลงพระชนม์ของฮ่องเต้ก็เป็นได้
ด้วยความสามารถของจวีกุ้ยเฟย นางควบคุมเรื่องในวังหลัง การ
ออกราชโองการแต่งตั้งฮองเฮา การแต่งตั้งรัชทายาท และควบคุมทั้ง
ราชสำนักก็เป็นไปได้
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะขบคิดได้มากกว่ากัน มีเล่ห์
เหลี่ยมลึกซึ้งมากกว่ากัน และมีฝีมือเหนือกว่า
“สวรรค์ มีเรื่องวุ่นวายมากมายเหลือเกิน แต่กระหม่อมยังคิดว่าจ
วีกุ้ยเฟยคงไม่วางยาพิษหรอกพ่ะย่ะค่ะ นั่นจะโง่เกินไป หากถูกพบเข้า
นางคงต้องถูกคนสาปแช่งไปอีกหมื่นปีแน่” องครักษ์พึมพำอยู่ข้าง ๆ
คราวนี้จ่างเยี่ยนยกยิ้ม
นางอาจจะไม่วางยาพิษ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า…ในโจ๊กจะไม่
มียาพิษ