พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 470 แผนการร้ายเริ่มปรากฏ
แค่ผ่านช่วงปีใหม่ไป กุ้ยเฟยผู้เคยงดงามกลับมีสภาพซูบซีด
จากวัยสามสิบเจ็ดย่างสามสิบแปด นางดูราวกับใช้เวลาผ่านไป
สิบปี หรือใช้ชีวิตที่เหลืออยู่จนหมดสิ้นแล้ว
ยาทาเล็บอันงดงามถูกลบออกไป แป้งประทินหนา ๆ ถูกล้างจน
สะอาด ชาดทาปากสีแดงสดก็หายไป ทำให้ดูเหมือนไม่ได้รับการ
ดูแลเป็นอย่างดี
รอยเหี่ยวย่นปรากฏตรงหางตาของนาง ริมฝีปากซีดเซียว มีจุด
ด่างดำบนแก้ม แม้แต่เส้นผมข้างขมับก็ดูบางลง กระทั่งการต้มโจ๊ก
อย่างจริงจังและอ่อนโยนก็ช่างเหมือนกับภรรยาที่กำลังรอสามี
กลับมา
“ความจริงแล้ว เมื่อก่อนการต้มโจ๊กก็แค่ใส่ของลงไปในหม้อ
เท่านั้น ไม่เคยได้ลองชิมด้วยซ ้า” จวีกุ้ยเฟยพูดเบา ๆ “เพราะข้ารู้ว่า
ฝ่าบาทไม่ขาดคนรับใช้ และไม่ขาดโจ๊กชามนี้ของข้า”
อร่อยหรือไม่อร่อย สิ่งที่แสดงออกมาก็คือน ้าใจ
ไม่เหมือนตอนนี้ที่นางเป็นคนควบคุมไฟด้วยตัวเอง จุดถ่านไม้
ด้วยตัวเอง คนโจ๊กและต้มด้วยตัวเอง และยังชิมรสชาติด้วยตัวเองอีก
ที่แท้โจ๊กก็ต้องใส่เครื่องปรุงถึงจะอร่อย ที่แท้ถั่วก็ต้องแช่น ้าไว้
ก่อนถึงจะต้มให้เปื่อยได้ ที่แท้วัตถุดิบต่างชนิดกันต้องใส่ลงหม้อ
ตามลำดับที่ต่างกัน ที่แท้ความข้นหนืดก็ต้องคอยคนไม่หยุดถึงจะได้
ที่
คนที่นิ้วทั้งสิบไม่เคยสัมผัสน ้าอุ่น จะต้องถูกลวกไปกี่แผล จะต้อง
ระคายเคืองตาไปกี่ครั้ง ถึงจะต้มโจ๊กไข่มุกที่อร่อยได้สักชาม
จวีกุ้ยเฟยไม่รู้เรื่องนั้น นางเพียงยกชามที่ร้อนจัดขึ้นมาเบา ๆ
ด้วยท่าทางเคารพนอบน้อม เดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนชิง
เบื้องหลังนางคือนางกำนัลที่ไว้วางใจ เบื้องหน้าคือหัวหน้าขันทีอู๋
ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
จวีกุ้ยเฟยถอดเสื้อคลุมกันหนาวออกแล้วยิ้มพลางพยักหน้าเบา
ๆ ก่อนจะเดินเข้าสู่ห้องโถง
ด้วยสถานะของนางไม่จำเป็นต้องตรวจสอบยาพิษ ยิ่งไม่ต้องชิม
อาหารก่อน
ความรักที่สมบูรณ์แบบนั้นอยู่เบื้องหลังความไว้วางใจอย่าง
สมบูรณ์
“ฝ่าบาท” นางปิดประตูอย่างเบามือ แล้วเดินเข้าไปด้วยฝีเท้าอัน
แผ่วเบา
บุรุษบนเตียงมีสีหน้าซีดขาว ข้างมือมีหนังสือราชการและตำรา
วางอยู่ แม้จะยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อนางมาก็ยังสังเกตเห็นได้อย่าง
ว่องไว “ทำไมวันนี้อารั่วถึงดูอิดโรยเช่นนี้เล่า”
“ครั้งก่อนหม่อมฉันบอกพระองค์ว่าจะพยายามเรียนรู้วิธีทำโจ๊ก
วันนี้ในที่สุดก็ทำโจ๊กได้หนึ่งชามแล้ว” นางยิ้มพลางยกมือขึ้น เอียง
ศีรษะมองด้วยท่าทางขี้เล่น ราวกับเป็นภาพทับซ้อนกับตอนอายุสิบ
เจ็ดปีที่อยู่ใต้ต้นซิ่งฮวา
ฮ่องเต้ยิ้มพลางกะพริบตา
เขาคงแก่ตัวลงแล้วแน่ ช่วงนี้จึงมักคิดถึงอดีตอยู่เสมอ เห็น
ภาพ…คนในอดีตบ่อย ๆ
“แต่ก่อนหม่อมฉันเกียจคร้าน วันนี้ได้ลงมือต้มโจ๊กเองถึงรู้ว่ามัน
เหนื่อยยากเพียงใด ยิ่งรู้ว่าโจ๊กชามนี้ได้มาไม่ง่าย พระองค์ต้องดื่มให้
หมดนะเพคะ” จวีกุ้ยเฟยยังคงหัวเราะเบา ๆ แต่ดวงตากลับเอ่อคลอไป
ด้วยน ้าตา
นางดูไม่อยากจากไป
ใครเล่าจะอยากจากไป
ความรักของสหายวัยเด็ก สิบปีแห่งการเป็นสหาย ความรักที่
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เพราะสถานะทำให้แม้แต่จะยืนเคียงข้าง
กันก็ไม่อาจทำได้
ยี่สิบปีแห่งความโปรดปราน ความรักที่ไร้จุดสิ้นสุด วันแล้ววันเล่า
ที่คุยกระซิบข้างหมอน ทั้งสองต่างแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเลือดเนื้อของ
กันและกันมานานแล้ว
หากต้องละทิ้งคงจะเจ็บปวดเหลือเกิน
บางครั้งจวีกุ้ยเฟยอดคิดไม่ได้ว่า หากพวกเขาเป็นเพียงสามี
ภรรยาในครอบครัวธรรมดาก็คงจะดี ไม่ต้องมีอำนาจและทรัพย์สมบัติ
มากมาย ไม่ต้องมีความยุ่งยากและความหวาดระแวงมากมาย
พวกเขาจะมอบความรักให้กันใต้ต้นซิ่งฮวา ให้กำเนิดบุตรที่รอ
คอย ขยันขันแข็งทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ จับมือกันไปจนแก่เฒ่า แต่น่า
เสียดายที่ชีวิตไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น
แค่สถานะของภรรยาและอนุภรรยาก็สามารถก่อให้เกิดความ
วุ่นวายได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองอีกด้วย
เขาไม่มีทางเลือก นางเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน
ความเจ็บปวดมากมายถูกซ่อนไว้ในใจ แม้น ้าตาจะคลอเบ้านางก็
ยังหยิบช้อนขึ้นมา ตักโจ๊กข้าวขาวที่เหนียวข้นและหอมกรุ่น “ฝ่า
บาท โปรดลองชิมดู”
ชายผู้มีสีหน้าซีดเซียว มือที่อยู่ตรงหน้าสั่นเทา แต่เขายังคงฝืน
ยืดหลังตรง ยิ้มกว้างแล้วอ้าปากทีละนิด ทีละนิด
ช้อนค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ ดูเหมือนกำลังจะถูกส่งเข้าปากของ
ฮ้องเต้
ทั่วทั้งห้องโถงเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ โลกราวกับถูก
ตัดขาด เหลือเพียงพื้นที่สำหรับพวกเขาเท่านั้น
มือของจวีกุ้ยเฟยสั่นเทามากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งใกล้ก็ยิ่งสั่นระริก
ในตอนที่แน่ใจว่าฮ่องเต้ไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย และริมฝีปาก
กำลังจะสัมผัสกับช้อน นางก็ไม่อาจทนได้อีก จึงกรีดร้องและทำช้อน
หล่น
โจ๊กที่ถูกปรุงอย่างพิถีพิถันสัมผัสกับพื้น หกกระจัดกระจายไปทั่ว
พื้นพร้อมกับส่งเสียงดังเคร้ง
ด้วยความคล่องแคล่วว่องไวของหัวหน้าขันทีอู๋และองครักษ์ พวก
เขาสมควรจะเข้ามาแล้วแต่กลับไม่มีใครมาเลย
บุรุษบนเตียงยังคงสงบนิ่ง ส่วนสตรีเบื้องล่างนั้นน ้าตานองหน้า
“ทำไม ทำไมถึงไม่แต่งตั้งหม่อมฉันเป็นฮองเฮา มันก็แค่ตำแหน่ง
ฮองเฮาเท่านั้น ยากเย็นขนาดนั้นเชียวหรือ” จวีกุ้ยเฟยร ่าไห้สุดจะ
กลั้น “หากวันนี้หม่อมฉันวางยาพิษ พระองค์ก็ต้องดื่มใช่หรือไม่
เช่นนั้นพวกเราก็ตายไปพร้อมกันเลยดีกว่า”
ในที่สุดความรักของนางก็เอาชนะเหตุผล นางไม่อาจทำร้ายชาย
หนุ่มคนนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อนได้
ฮ่องเต้ยกมุมปากขึ้น รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นเรื่อย ๆ คิดอยากจะ
บอกนางโดยเร็วที่สุด บอกนางเกี่ยวกับการเดิมพัน บอกนางว่าทุก
อย่างจบลงแล้ว
ทันใดนั้นประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก
หัวหน้าขันทีอู๋เหมือนจะตะโกนอย่างตกใจ มีบางสิ่งกระโดดเข้า
มาอย่างคล่องแคล่วจากความวุ่นวาย และวิ่งไปที่โจ๊กที่หกอยู่ก่อนจะ
เลียกินมัน
“แมวของใครกัน” จวีกุ้ยเฟยพลันได้สติ ตวาดออกไปด้วยความ
โกรธเกรี้ยว “สัตว์เลี้ยงขององค์หญิงสามไม่ใช่หรือ? รีบจับมันออกไป
เดี๋ยวนี้!”
หัวหน้าขันทีอู๋นำเหล่าขันทีรีบเข้ามา พยายามจับแมวตัวนั้น
อย่างงุ่มง่าม
แต่เจ้าแมวว่องไวอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นองครักษ์ก็ยากจะ
เคลื่อนไหวเมื่ออยู่ในพระตำหนัก
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ที่สะสมมากำลังจะหายไป จวีกุ้ยเฟยก็ไม่อาจ
ระงับความโมโหไว้ได้อีก “จับมันไปเดี๋ยวนี้! จะเป็นหรือตายก็ช่าง!”
องครักษ์ทั้งหลายจึงชักดาบออกมา ชี้ไปที่แมว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะได้ลงมือ แมวน้อยที่เคยกระโดด
โลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวาก็พลันล้มลงไป ร่างทั้งร่างชักกระตุกพร้อม
กับมีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ก่อนจะค่อย ๆ สิ้นลมตายไป
ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบสงัด
ชายบนเตียงกำผ้าห่มด้วยความตื่นตะลึง หญิงข้างล่างเตียงเบิก
ตากว้างด้วยความหวาดกลัว หัวหน้าขันทีอู๋ผู้มากประสบการณ์พลัน
เหงื่อท่วม องครักษ์ที่ชักดาบออกมายืนแข็งทื่ออยู่กับที่
“นี่มัน… นี่มันตกลงมาตายหรือ?” หลังผ่านไปครู่ใหญ่ หัวหน้า
ขันทีอู๋จึงฝืนทำลายความเงียบ “ฝ่าบาท สัตว์ตัวนี้ จะโยนทิ้งไปหรือ
ส่งไปสำนักหมอหลวงพ่ะย่ะค่ะ?”
ไม่มีใครตอบ
หัวหน้าขันทีอู๋ยิ่งฝืนใจโบกมือสั่งให้องครักษ์ถอยออกไป ทว่า
ครั้งนี้เขาไม่กล้าจากไปด้วย แม้จะเสี่ยงถูกทุบตีด่าทอ เขาก็ยังขดตัว
อยู่ปลายเตียง
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ทำ หม่อมฉันไม่ได้ทำจริง ๆ นะเพคะ”
ในที่สุดจวีกุ้ยเฟยก็ได้สติ นางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว “หม่อม
ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ โจ๊กนี้หม่อมฉันเป็นคนต้มเอง แม้แต่ไฟก็หม่อมฉัน
เป็นคนก่อเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะมียาพิษ เป็นไปไม่ได้แน่นอน”
ยิ่งพูดไปข้อสงสัยก็ยิ่งมากขึ้น
โจ๊กที่นางต้มเองมียาพิษ นอกจากนางแล้วใครจะเป็นคนวางยา
พิษได้อีก
อีกทั้งการกระทำที่ทำชามตกเมื่อครู่ ก็แทบจะเป็นหลักฐานที่
ชัดเจนแล้ว
เหงื่อเย็นไหลท่วมร่างจวีกุ้ยเฟย นางไม่เข้าใจว่ามีข้อผิดพลาด
ตรงไหน
นางเตรียมการอย่างพิถีพิถันมานาน สิ่งที่นางต้องการไม่เคยเป็น
ชีวิตของคนที่นางรัก แต่เป็นราชโองการแต่งตั้งให้นางเป็นฮองเฮา
จากความรู้สึกผิดของเขา
นางคิดว่าแผนการของตนไร้ที่ติและรอบคอบ สถานการณ์ก็
เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้โดยไม่มีข้อผิดพลาด กระทั่งแมวตัวนี้
โผล่มา กระทั่งเกิดสภาพอันน่าเวทนาที่มันถูกยาพิษจนตาย
มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ นี่ไม่ถูกต้อง!
นางลงมือเคี่ยวโจ๊กด้วยตัวเองทั้งหมด ระหว่างนั้นไม่ได้หยุดพัก
เลย มีเพียงนางกำนัลผู้แลที่ช่วยนางใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเท่านั้น…
นางกำนัลผู้แล!
จวีกุ้ยเฟยตกใจจนลุกขึ้นยืนอย่างสับสน เดินโซเซออกไปนอก
ประตู แต่กลับเห็นเหล่าองครักษ์ที่ชักดาบเตรียมพร้อม ไม่มีร่องรอย
ของนางกำนัลผู้แลเลย