พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 472 การวางแผนที่แยบยล
จวีกุ้ยเฟยชนเสาไม้ในตำหนักเฉิงเฉียน
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ข่าวทั้งหมดถูกปกปิด คนใน
สำนักหมอหลวงที่รู้เรื่องเกือบทั้งหมดถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดถึง
แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการส่งข่าวไปถึงจ่างเยี่ยน ซึ่งยังคงเป็นเวินจื
ออวิ่นที่เล่าด้วยตนเอง
คดีนองเลือดที่เกิดจากโจ๊กหนึ่งชาม
หรืออาจจะเป็นเพราะในสมดุลระหว่างความรักและอำนาจ จวีกุ้ย
เฟยยอมสละสิ่งแรกเพื่อปกป้องสิ่งหลัง
ระหว่างนั้นก็ยังมีชีวิตที่สดใสอยู่
ยากจะบอกว่ารู้สึกอย่างไร ในวัยเยาว์ของจ่างเยี่ยน เขาจำได้
เพียงจวีกุ้ยเฟยที่เดินผ่านไปอย่างเชิดหน้าชูคอ พยายามอวดอ้าง
ความโปรดปรานที่ตนได้รับสุดกำลัง แต่กลับเหมือนต่อยลงบนปุยนุ่น
ที่เย็นชาของฮองเฮาเหยียน สุดท้ายก็จากไปอย่างเบื่อหน่าย
ตอนนี้หญิงที่เย็นชาและเฉยเมยกลายเป็นโครงกระดูก ส่วนคนที่
เคยเชิดหน้าชูคอก็หลับตาลง ไม่มีใครในพวกนางสามารถอยู่เคียง
ข้างชายคนนั้นไปจนแก่เฒ่า ไม่มีใครได้รับผลดี
“การตายของจวีกุ้ยเฟยอาจทำให้เรื่องที่ตระกูลจวีทำไว้ถูกลบ
ล้างไปหมด ฝ่าบาทอาจจะโยนความรู้สึกผิดนี้ไปให้องค์ชายใหญ่…”
จ่างเยี่ยนวิเคราะห์ด้วยวิธีที่มีเหตุผลที่สุด
เวินจืออวิ่นที่กำลังแบกกล่องยาเล็ก ๆ พูดขัด “ใครบอกว่านาง
ตายแล้ว?”
ในห้องโถงเงียบไปครู่หนึ่ง
ไม่ว่าจะในนิทานหรือในละคร การชนเสาไม้ในตอนจบมักจบลง
ด้วยความตายไม่ใช่หรือ?
“เจ้าอย่าหลงเชื่อเรื่องเล่าในละครพวกนั้นสิ การชนเสาด้วย
ตนเองก็แค่บาดเจ็บที่หน้าผาก เลือดไหลนองจนดูน่ากลัว แต่จริง ๆ
แล้วความเสียหายไม่รุนแรงเท่ากับการถูกกระแทกตรงท้ายทอยหรอก
นะ” เวินจืออวิ่นแสดงท่าทีเป็นพี่ชายที่หาได้ยาก เขาเคาะโต๊ะพลาง
กล่าว “หมอหลวงกำลังทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้นางหมดสติ
อยู่ จะฟื้นได้หรือไม่ก็ต้องเฝ้าสังเกตอาการต่อไป”
แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต อย่างน้อยชีพจรในตอนนี้ก็ยังไม่อ่อนลง
“อีกอย่าง…” เวินจืออวิ่นลังเลก่อนพูดต่อ “ข้าถามหัวหน้าขันทีอู๋
แล้ว เขาบอกว่าเพราะเห็นก่อนจึงยื่นมือออกไปขวางไว้ได้ทันเวลา
ทำให้จวีกุ้ยเฟยแค่สลบไปเท่านั้น”
หากใช้แรงมากกว่านี้อีกนิดหรือไม่มีใครขวาง ความเสียหายที่
เกิดขึ้นคงจะร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก
ในห้องโถงเงียบลงอีกครั้ง
จ่างเยี่ยนนั่งนิ่ง เปรียบเทียบร่างที่เย็นชาและร่างที่เย่อหยิ่งโดยไม่
รู้ตัว ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“ถึงข้ากับนางจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน แต่ข้าก็ยังชื่นชมนางจาก
ใจจริง” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน ้าเสียงเหม่อลอย “ข้าชื่นชมในความกล้า
หาญของนางที่กล้าต่อสู้ กล้าวางแผน และกล้าเสียสละ หากมองจาก
มุมของนางแล้ว การมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นดีกว่าจริง ๆ”
ทำไมนางต้องตายด้วยเล่า?
หลังจากสลบไป ความรู้สึกผิดก็จะได้รับการปลดเปลื้อง ตระกูลจ
วีจะได้รับการคุ้มครอง และความรักก็ยังคงอยู่
ในอนาคตพอองค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์ นางก็จะได้เป็นไทเฮา
ผู้ทรงเกียรติ
การปล่อยให้ตัวเองตายไป คิดจะจากไปอย่างสง่างาม กลับเป็น
วิธีการที่อ่อนแอที่สุด
ในนิทานเรื่องเล่า การยอมแต่งงานเป็นอนุภรรยาของคนที่รัก
ด้วยความจำยอม แล้วจบชีวิตด้วยความเศร้าโศกหรือถูกทำร้ายจน
ตาย จะกลายเป็นดวงจันทร์สีขาวบริสุทธิ์ในใจของฮ่องเต้ตลอดกาล
และเป็นเรื่องราวความรักแสนเศร้าที่ผู้คนพูดถึงด้วยความตื่นเต้น
แต่เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริง ท่ามกลางวังหลังอันโหดร้ายและเต็ม
ไปด้วยอำนาจ การเป็นบุตรสาวที่ตระกูลเลี้ยงดูมาอย่างดีและยอม
จำนนรอความตายอย่างไม่ขัดขืนนั้น กลับเป็นการแสดงออกถึง
ความไร้ประโยชน์และโง่เขลาที่สุด
เหมือนที่จวีกุ้ยเฟยพูดกับหัวหน้าขันทีอู๋ว่า นางเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ถึงความหมายของตระกูลที่มีต่อสตรี และรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
อำนาจกับอนาคต นางสามารถยอมเป็นสนมด้วยความรักในวัยเยาว์
และสามารถโหดเหี้ยมเพื่อตระกูลและผลประโยชน์ส่วนตัวได้เมื่อ
เติบโตขึ้น
นางไม่ใช่ดอกไม้ขาวที่บริสุทธิ์และใจดี นางเคยได้รับการปกป้อง
จากตระกูล และเมื่อเติบโตขึ้นก็กลับมาปกป้องตระกูลแทน
นางวางแผนอย่างละเอียดเพื่อทายาทของตัวเอง แม้แต่ความรักก็
ถูกใช้เป็นเครื่องมือด้วย ใช้การเสียสละที่น้อยที่สุดแลกกับ
ผลประโยชน์ที่มากที่สุด
แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่เขาก็อดชื่นชมนางไม่ได้
“ข้าไม่ได้จะบ่นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในใจข้าเสด็จแม่เป็นผู้
บริสุทธิ์และงดงามเสมอ” จ่างเยี่ยนหายใจเข้าลึก ๆ “เพียงแต่ในฐานะ
ลูก ข้ากลับอยากให้เสด็จแม่มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งและเต็มไปด้วย
พลังชีวิตเช่นนี้มากกว่า”
แทนที่จะจากไปก่อนวัยอันควร
“ต่อให้จะเป็นการใช้ชื่อเสียงของบุตรสาวตระกูลใหญ่มา
สนับสนุนองค์ชายใหญ่ที่ไม่มีความสามารถเพียงพอหรือ?” เวินจืออ
วิ่นถามเสียงเบา
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ “แล้วท่านเคยคิดถึงผลลัพธ์ว่าหากนางไม่
ต่อสู้จะเป็นเช่นไรหรือไม่?”
นี่คือวังหลัง นี่คือพระราชอำนาจ
ไม่ต้องพูดถึงความมั่งคั่งมหาศาลและอำนาจเหนือชีวิต เพียงแค่
พูดถึงองค์ชายสี่และองค์ชายรอง ความเกลียดชังรุนแรงในอดีต
หลังจากขึ้นครองราชย์แล้วย่อมไม่มีทางจะปฏิบัติต่อจวีกุ้ยเฟยและ
บุตรชายของนางเป็นอย่างดี
แทนที่จะนั่งรอความตาย ทำไมไม่ลงมือโจมตีก่อน
บุคลิกที่แข็งแกร่ง ฝีมือที่มั่นคงเด็ดขาด จะสามารถเปลี่ยนแปลง
ชีวิตได้
“แต่ก็เป็นจวีกุ้ยเฟยที่ทำร้ายคนอื่นก่อนนะ” เวินจืออวิ่นยังคงรู้สึก
ไม่พอใจอยู่บ้าง “หากนางไม่ได้วางแผนทำร้ายองค์ชายสี่กับองค์ชาย
สอง ยังจะมีผลลัพธ์ที่ขมขื่นเหล่านี้ได้อย่างไร”
นี่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง
จ่างเยี่ยนพยักหน้า มองพี่สี่ที่อ่อนแอและบอบบางของตน
“เช่นนั้นท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมจวีกุ้ยเฟยถึงได้รับความโปรดปราน แต่
กลับให้กำเนิดองค์ชายใหญ่เพียงคนเดียว”
สตรีในวังหลังมีกี่คนที่เป็นดอกบัวขาว ผู้ที่ไม่แย่งชิงอย่างแท้จริง
เช่นฮองเฮาเหยียนก็กลายเป็นโครงกระดูกไปนานแล้ว
คนที่มีชีวิตรอดอยู่ได้ ล้วนเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์
เหนือกว่า ทุกคนล้วนเคยมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้รู้เห็นในแผนการอัน
แยบยลมากมาย
เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้ว ในวังหลังนี้ย่อมไม่อาจทนรับความโปรด
ปรานที่มากมาย ไม่อาจทนต่อความลำเอียงและความรักที่ไม่เท่า
เทียมกัน
หากย้อนกลับไปอีก ก็คงเป็นเพียงคู่รักที่โชคร้ายซึ่งกลายมาเป็น
ฮ่องเต้และพระสนม
“ดังนั้น การเป็นฮ่องเต้ก็ไม่อาจมีคนที่รักได้จริง ๆ ไม่อาจมีหญิง
สาวที่ห่วงใยได้” เวินจืออวิ่นพึมพำ ดวงตาแดงก ่า “เช่นนั้นเจ้าห้า เจ้า
ก็จะต้องเดินบนเส้นทางนี้เช่นกันหรือ?”
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ
นับตั้งแต่กลับสู่วังหลวงอันเย็นเยียบและหนาวเหน็บแห่งนี้ เขาก็
ไม่เคยคิดจะจากไปอีกเลย
เพียงแต่เขาจะไม่รักใครเป็นพิเศษเหมือนเสด็จพ่อ หัวใจของเขา
ถูกครอบครองด้วยครอบครัวที่ได้พบกันตั้งแต่วัยเยาว์เสียแล้ว
“วางใจเถอะ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางประสานมือไว้ด้านหลัง ดึง
หัวข้อสนทนากลับสู่ประเด็นหลัก “ในเมื่อจวีกุ้ยเฟยยังมีชีวิตอยู่ก็
แสดงว่าตระกูลจวีกับองค์ชายใหญ่คงมีแผนการใหม่ ตระกูลฟางผู้
นั้นกับองค์ชายรองก็เหลือเวลาไม่มากพอดี ต่อจากนี้ไป เมืองหลวง
อาจจะคึกคักยิ่งกว่าเดิม”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุก
ตามที่สองพี่น้องได้ปรึกษากันก่อนหน้านี้ องค์ชายห้าควรจะซ่อน
ตัวอยู่เบื้องหลัง ใช้วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อเป็นผู้ชนะ
เพียงแต่…
เวินจืออวิ่นมองด้วยสายตาเวทนา อยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้
สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงไป
“พี่สี่เป็นอะไรไป” จ่างเยี่ยนสังเกตเห็น “มีเรื่องอะไรที่ต้องพูดอีก
หรือ”
“ไม่ ไม่มีอะไร” เวินจืออวิ่นปฏิเสธทันที “ที่สำนักหมอหลวงยังมี
ยาที่ต้องจัดเตรียม ข้าต้องกลับไปก่อน”
การเคลื่อนไหวของเขาดูทุลักทุเล ก้าวเท้าเร็ว ๆ ราวกับกำลังหนี
แม้แต่การย่อตัวเดินติดกำแพงก็ลืมไปเสียสนิท วิ่งออกไปจากตำหนัก
สามตะวันตก
แม้จะเป็นยามดึก แต่ก็ดูชัดเจนเกินไป
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ได้แต่ส่งองครักษ์ไปจัดการเรื่องนี้
ด้วยตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นล่วงรู้
ราตรีกาลเย็นยะเยือก จันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนฟ้า
องครักษ์จากไปนานแล้วก็ยังไม่กลับมาราวกับว่าเจอปัญหา
บางอย่าง
แต่ละคนช่างแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้วอีกครั้ง เดินวนเวียนอยู่ในตำหนัก พิงกรอบ
ประตูแล้วเงี่ยหูฟัง ในที่สุดเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก
ก่อนที่คิ้วของเขาจะทันได้คลายลง ก็ได้ยินเสียงของหัวหน้า
องครักษ์ในวังหลวงโค้งคำนับและกล่าวว่า “องค์ชายห้า ฝ่าบาทรอ
พระองค์อยู่ในตำหนักเฉิงเฉียน เชิญพ่ะย่ะค่ะ”