พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 473 พ่อลูกสนทนายามราตรี
แม้ว่าในนามจะเป็นพ่อลูกกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจ่างเยี่ยน
กับฮ่องเต้นั้นไม่อาจเรียกได้ว่าสนิทสนม
ไม่ว่าจะเป็นการเรียกท่านพ่อเหมือนเมื่อไม่กี่วันก่อน หรือการไป
ยังหอเฟิ่งเซียนด้วยกัน ล้วนเป็นเพียงแผนการเพื่อจัดการกับจวีกุ้ย
เฟยเท่านั้น
บัดนี้ฮ่องเต้ส่งคนมาเชิญเขาไปในยามดึก หรือว่าพวกเขาจะ
ล่วงรู้แผนการและโกรธแค้นจนต้องการมาชำระบัญชีกับเขา?
จ่างเยี่ยนไม่หวั่นเกรงเรื่องเหล่านี้
ในราชสำนักก่อนหน้านี้เขามีตระกูลเจียง ตระกูลเหยา และ
ตระกูลเฮ่อที่มาแทนตระกูลฟาง ส่วนตระกูลจูและตระกูลเถาไม่มี
อิทธิพลมากนัก มิเช่นนั้นก็คงไม่ต้องซ่อนตัวและอดทนรอคอยแบบนี้
อำนาจทางทหารในแดนเหนืออยู่ในมือของแม่ทัพเจียง และยังมี
กองกำลังบางส่วนของตระกูลฟางที่กระจัดกระจายอยู่ ซึ่งถูกฟางเหิง
รวบรวมเอาไว้ ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างอิทธิพลของเขาขึ้นมา
ในความรู้สึกของฮ่องเต้ที่มีมาหลายสิบปี ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ
ตระกูลจวี
หลังจากเรื่องชามโจ๊กที่มีพิษ แม้ตระกูลจวีจะยังรักษาตำแหน่ง
เอาไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้รับความโปรดปรานเหมือนแต่ก่อนแล้ว
จนถึงตอนนี้ ทุกอย่างได้ถูกวางแผนอย่างรอบคอบ
เด็กหนุ่มจัดแต่งเสื้อผ้าของตน แล้วเปิดประตูออกไปท่ามกลาง
สายตาของผู้คนมากมายพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “รบกวนหัวหน้า
องครักษ์นำทางด้วย”
ราตรียังคงมืดมิด แสงเทียนและโคมไฟมากมายก็ไม่อาจส่อง
หนทางเบื้องหน้าได้ เปรียบดั่งชีวิตที่มักเต็มไปด้วยความสับสน
วุ่นวายอยู่เสมอ
แต่หากไม่ละอายต่อจิตใจตนเอง ทุกย่างก้าวก็จะมั่นคงเด็ดเดี่ยว
ตำหนักสามตะวันตกเป็นตำหนักบริวารของตำหนักเฉิงเฉียน
หลังจากองค์ชายสี่ย้ายออกไปแล้วก็เหลือเพียงจ่างเยี่ยนที่พำนักอยู่
ระยะทางสั้น ๆ ใช้เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาก็สามารถไปถึงได้
หัวหน้าขันทีอู๋กำลังเฝ้ายามอยู่หน้าประตู ขันทีน้อยอู๋เองก็อยู่
เคียงข้างเช่นกัน แม้จะเป็นเวลาที่ควรง่วงจนหาวแล้ว แต่ทั้งสองกลับดู
กระปรี้กระเปร่า
โดยเฉพาะเมื่อเห็นจ่างเยี่ยนมาความรู้สึกนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ขันที
น้อยอู๋ที่อายุยังไม่มากถึงกับแสดงอาการตกใจกลัวออกมา
“หัวหน้าขันทีอู๋ ทำไมท่านถึงมาเฝ้ายามที่นี่ด้วยตนเองเช่นนี้เล่า”
จ่างเยี่ยนสอบถามอย่างไม่แสดงอาการ “หรือว่าเสด็จพ่อมีเรื่องสำคัญ
ที่ต้องจัดการ?”
“ไม่ ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าขันทีอู๋รีบยิ้มพลางส่ายหน้า “เพียง
อยากออกมายืนเล่นข้างนอกเท่านั้น เชิญองค์ชายเข้าไปข้างในเถอะ
พ่ะย่ะค่ะ”
ถ้าไม่มีอะไรก็แปลกแล้ว คืนนี้ทั้งเวินจืออวิ่น องครักษ์ของเขา
หัวหน้าขันทีอู๋และขันทีน้อยอู๋ ทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายประหลาด
ออกมา
จ่างเยี่ยนหรี่ตาลง โดยไม่รู้ตัวก็ตั้งท่าระวังภัย ค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่
ตำหนักเฉิงเฉียน
ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดหรือไม่ ทั้งห้องโถงว่างเปล่าจนน่าขนลุก
แม้จะมีเตาถ่านวางอยู่ตามมุม แต่ก็ยังคงแผ่ความไอเย็นออกมา
มันคล้ายกับวัดร้างในหมู่บ้านสิบลี้ที่เสื่อมโทรม หลังจากที่พี่น้อง
ของพวกเขาจากไป เจียงเซิงก็ชอบบอกว่าเป็นเพราะที่นั่นสูญเสีย
กลิ่นอายของมนุษย์ไป
กลิ่นอายของมนุษย์สินะ
พอนึกถึงพวกพี่ชายน้องสาว สีหน้าของจ่างเยี่ยนก็ผ่อนคลายลง
ทั้งตัวเขาดูสงบและอ่อนโยนขึ้นมาก
แต่ตำหนักเฉิงเฉียนในฐานะที่ประทับของฮ่องเต้ ไม่ควรจะว่าง
เปล่าไร้ผู้คนเช่นนี้
เขาขมวดคิ้วอีกครั้ง ก้าวเข้าไปห้องโถงด้านตะวันออกสองสาม
ก้าว เห็นชายวัยกลางคนนอนราบอยู่บนเตียงมังกร
ผ้าห่มลายมังกรสีทองคลุมถึงหน้าอก แขนทั้งสองข้างวางอยู่ด้าน
นอก นิ้วมือที่งอเล็กน้อยดูผอมแห้งอย่างประหลาด ราวกับกิ่งไม้แห้งที่
ถูกแดดเผาในทุ่งร้าง
คนผู้นี้… ยังคงเป็นเจ้าแผ่นดินในความทรงจำของเขาอยู่หรือ
จ่างเยี่ยนรู้สึกสงสัยว่าตนเองอาจจะมองผิดไป แต่ที่นี่ก็คือ
ตำหนักเฉิงเฉียนจริง ๆ และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือเตียงมังกรอย่าง
แน่นอน
เขาก้าวเข้าไปอีกสองก้าว ในที่สุดก็เห็นหน้าอกที่กำลังขยับขึ้น
ลงเบา ๆ ใต้ผ้าห่ม รู้สึกโล่งอกขึ้นมา
จ่างเยี่ยนไม่ชอบบิดาผู้ลำเอียงคนนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เด็กเขา
มักจะนั่งอยู่ริมสระน ้าคนเดียว มองจู้จ่างหงที่ถูกอุ้มผ่านไป ขณะที่ตัว
เขาแทบจะไม่ได้รับการชายตามองสักนิด
ตอนนั้นเขายังเด็ก ไม่รู้เรื่องอะไร มักจะวิ่งไปถามมารดาว่า
“ทำไมเสด็จถึงพ่อไม่อุ้มข้าบ้าง? ทำไมไข่มุกราตรีที่เพิ่งส่งมาถึงไม่มี
ส่วนของข้า?”
ฮองเฮาเหยียนก็จะส่ายหน้าพลางยิ้มเศร้า พูดอะไรไม่ออกสักคำ
สุดท้ายก็ได้แต่กอดเด็กคนนั้นเอาไว้ด้วยตัวเอง
ต่อมาจ่างเยี่ยนน้อยจึงเข้าใจแล้ว เพราะมารดาของเขาไม่ได้รับ
ความโปรดปราน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับความรักจากฮ่องเต้ผู้เป็นบิดา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอ้อมกอดของบิดา แต่ยังรวมถึงสมบัติล ้าค่ามากมาย
ด้วย
ความรู้สึกเคารพรักค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชัง เขาไม่
มีวันลุกขึ้นจากริมสระแล้วเดินโซเซตามหลังไปอีก ยิ่งไม่อิจฉาไข่มุก
ราตรีที่ส่องสว่างยามค ่าคืน เขาเพียงให้อาหารปลาอย่างเฉยชา แล้ว
มองความรักระหว่างพ่อลูกจู้จ่างหงอย่างเรียบเฉย
สิ่งที่ไม่ได้รับก็ไม่ต้องรับ สิ่งที่ไม่อาจเรียกร้องได้ก็ไม่ต้อง
เรียกร้อง
ความรู้สึกที่มีต่อบิดาในใจของเขาเหือดแห้งไป จนถึงทุกวันนี้ก็
ยังไม่ฟื้นคืน
สิ่งที่เขาเคารพบูชามีเพียงภาพลักษณ์ของบิดาเท่านั้น ไม่เคย
เป็นใครคนใดคนหนึ่ง ยิ่งไม่ใช่คนที่นอนอยู่บนเตียงมังกร
เขาคิดว่าตนเองเย็นชาพอแล้ว โดยเฉพาะหลังจากมารดาตาย
ไป และหนีออกจากวังหลวงเพียงลำพัง
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นตอนกลับมาที่นี่และ
ผลักดันสวี่โม่ให้เป็นจอหงวน หรือวางแผนเดิมพันกับบิดาที่หอเฟิ่ง
เซียน ในใจเขายิ่งไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ใด ๆ
เขารอคอยมาตลอด รอคอยที่จะได้สืบทอดบัลลังก์อย่างชอบ
ธรรม ควบคุมปวงประชา และปกป้องความสงบสุขของราษฎร
กระทั่งเมื่อครู่นี้ที่คนซึ่งนอนอยู่บนเตียงราวกับกลายเป็นต้นไม้
แห้งเหี่ยว หัวใจของเด็กหนุ่มพลันเต้นรัว พร้อมกับอารมณ์ที่แผ่ซ่าน
อย่างบ้าคลั่ง
มันไม่ใช่ความยินดี มันไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่เป็นความ
หวาดกลัว
เขากำลังกลัวการสูญเสีย…
น่าขันนัก
เขากับฮ่องเต้เหลือเพียงคำเรียกขานตามพิธีการเท่านั้น พวก
เขาไม่มีความผูกพันใด ๆ ต่อกัน
การละเลยในวัยเด็ก ความลำเอียงที่เอาใจใส่แค่คนคนเดียว การ
ขาดหายไปจากชีวิตของกันและกัน สิ่งเหล่านี้ขวางกั้นระหว่างพวก
เขา ยากจะลบเลือนได้ตลอดกาล
หากมีความรู้สึกอะไรจริง บางทีอาจเหลือเพียงความเคารพนับ
ถือต่อฮ่องเต้ผู้อ่อนแอ แต่ยังสามารถรักษาราชสำนักและชายแดน
เอาไว้ได้
เขาไม่ได้เคารพรักบิดา แต่ข้าเต็มใจจะเคารพฮ่องเต้ จ่างเยี่ยนพ
ยายามควบคุมอารมณ์ให้มั่นคง แล้วมองกลับไปที่คนบนเตียงมังกร
อีกครั้ง พบว่าฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาแล้ว
ใบหน้าของชายวัยกลางคนดูผอมแห้ง มีเพียงดวงตาที่ดำสนิท
เป็นประกาย เปี่ยมด้วยพลังที่สามารถดึงดูดจิตใจผู้คน สบประสาน
สายตากับเขา
หากไม่ได้ผ่านเรื่องมามากมายเหมือนเรือที่แล่นผ่านคลื่นลมนับ
พัน จ่างเยี่ยนคงยากจะรับมือ
โชคดีที่เขารับมือได้สำเร็จ สองพ่อลูกอยู่ในห้องอันเงียบสงบ ต่าง
มองหน้ากันไปมา ไม่มีใครยอมถอยหลัง ไม่มีใครยอมแพ้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เสียงหัวเราะอันสดใสของฮ่องเต้ก็
ดังขึ้น “ดี ดีมาก เด็กน้อยมีความกล้าหาญแล้ว”
คนที่สามารถจ้องตากับฮ่องเต้ได้โดยไม่หวาดกลัวนั้น ใต้หล้านี้
จะหาได้สักกี่คน?
“แม้ว่าคำพูดนี้จะดูเหมือนการวิจารณ์ในภายหลัง แต่ข้าก็ยัง
อยากจะบอกว่าเจ้าทำได้ดีมาก ทุกอย่างดีมากทีเดียว” เขาพยายาม
ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก กลืนน ้าลายหลายครั้งราวกับกำลัง
พยายามกดข่มบางสิ่ง “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าองค์ชายน้อยที่ได้รับการ
เอาใจใส่และทะนุถนอมกลับไม่แข็งแกร่ง กลับกัน พวกเด็ก ๆ ที่ถูก
ละเลยกลับมีความสามารถแตกต่างกันไป”
บางทีนี่อาจเป็นข้อบกพร่องของมนุษย์ ยิ่งคนที่ชีวิตราบรื่นก็ยิ่ง
ยากจะมีความทะเยอทะยานและสร้างผลงาน
จ่างเยี่ยนไม่แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
คนนอกเห็นเพียงความทะเยอทะยานและความแข็งแกร่งที่เติบโต
ขึ้นจากความล้มเหลว แต่ไม่เคยถามเด็กคนนั้นว่าเขาเต็มใจจะทน
ทุกข์เช่นนี้หรือไม่
“จ่างอวี้มีความสามารถอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่ชาติกำเนิดจำกัด
มุมมองของเขา ตระกูลฟางสายรองแม้จะกุมอำนาจ แต่ก็กำลังเดินลง
เขา” ฮ่องเต้ยังคงวิเคราะห์ต่อไป “เขาเป็นเพียงองค์ชายผู้โดดเดี่ยวที่
ร่วมมือกับตระกูลฟาง ในอนาคตก็มีเพียงตระกูลฟางเท่านั้นที่จะ
ประสบความสำเร็จ ส่วนตัวเขาเองกลับจะถูกลดอำนาจจนกลายเป็น
หุ่นเชิด”
“ยิ่งกว่านั้น…” ชายผู้นั้นเว้นเสียง “คนที่สามารถบีบให้พี่สะใภ้
ตายและทำร้ายหลานชายตนเองได้ จะเป็นคนดีได้อย่างไร”
มันก็แค่การร่วมมือกับเสือเพื่อชิงเอาหนังของมันเองเท่านั้น
ฮ่องเต้กล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย แต่กลับทำให้จ่างเยี่ยนรู้สึกขน
ลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาเผลอถอยหลังไปสองก้าว “พระองค์… พระองค์รู้ทุกอย่างแล้ว
หรือ? พระองค์รู้ทุกอย่างดีอยู่แล้วแต่ยังปล่อยให้ตระกูลฟางทำตามใจ
ชอบ ปล่อยให้บุตรชายคนโตของสายตรงต้องระหกระเหินอยู่ข้าง
นอกเช่นนี้หรือ?”