พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 474 จิตใจของฮ่องเต้
“แล้วอย่างไรเล่า” ฮ่องเต้ตอบอย่างไม่คาดคิด “ข้าเป็นถึงฮ่องเต้
จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัวของขุนนางตามอำเภอใจได้
อย่างไร หากในอนาคตบุตรชายคนโตมีความสามารถนำหลักฐานมา
แสดง ข้าก็จะตัดสินอย่างยุติธรรม แต่หากเขาตายในแดนไกล ข้าจะ
ทำลายตระกูลฟางโดยไม่คำนึงถึงราชสำนักได้อย่างไร”
คนตระกูลใหญ่มีอิทธิพลมาก การที่ตระกูลฟางผ่านเหตุการณ์
ทุจริตการสอบขุนนางและความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง รวมถึงฟาง
หยวนที่ยุยงให้ตระกูลจูและตระกูลเถาแข็งข้อจึงทำให้ตระกูลตกต ่าลง
ความจริงแล้วฮ่องเต้ไม่สามารถออกมาจัดการได้ตามใจชอบ
แต่ฟางเหิงน้อยในวัยเยาว์ที่ถูกกักขังจองจำในแดนไกลโพ้น
อย่างเขตอันสุ่ย และต้องระหกระเหินไปทั่วจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้
อย่างไร
หากขุนนางผู้มีความดีความชอบรู้ว่าลูกหลานของตนถูกกระทำ
เช่นนี้ พวกเขาจะยังสู้รบอยู่ในสนามรบอีกหรือไม่
ทำไมคนเราถึงเย็นชาได้ขนาดนี้!
จ่างเยี่ยนกำมือแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เจ้ากำลังโกรธ” ชายบนเตียงมังกรพลันหัวเราะ “แต่ลูกข้า หาก
ฟางเหิงไม่ใช่พี่สามของเจ้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับเจ้า
เจ้าจะสนใจว่าตระกูลฟางจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่?”
ร่างกายของจ่างเยี่ยนพลันตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แผ่นหลังไม่เพียง
ขนลุกชัน แต่ยังมีเหงื่อเย็น ๆ ผุดออกมาเล็กน้อย
เขารู้ทุกอย่างจริง ๆ ด้วย รู้ว่าตระกูลฟางเกิดเรื่องไม่เป็นธรรม รู้
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจ่างเยี่ยนกับฟางเหิง และเขาก็คงรู้เรื่องราว
ในช่วงห้าปีนั้นด้วย รู้ว่าจ่างเยี่ยนเป็นคนอยู่เบื้องหลังการปั่นป่วนของ
สถานการณ์
“ทั่วเมืองหลวงมีตระกูลใหญ่อยู่นับไม่ถ้วน มักเกิดเรื่องไม่
ยุติธรรมน้อยใหญ่อยู่เสมอ” ชายคนนั้นยังคงเอ่ยเสียงเรียบ “บุตรสาว
ตระกูลเมิ่งรังแกบุตรสาวอนุ ผู้นำตระกูลหลี่โปรดปรานอนุภรรยาจน
ทอดทิ้งภรรยาเอก ผู้นำตระกูลโจวมัวเมาในกาม แต่ตราบใดที่พวก
เขายังทำหน้าที่ในตำแหน่งของตนอย่างขยันขันแข็ง ข้าจะไปยื่นมือ
เข้าไปยุ่งเรื่องในเรือนหลังของพวกเขาได้อย่างไร?”
“เจ้าสนิทสนมกับฟางเหิงจึงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตระกูล
ฟางสายตรง แต่เหตุใดจึงไม่ช่วยเหลือบุตรสาวอนุของตระกูลเมิ่ง ไม่
ช่วยเหลือภรรยาเอกของตระกูลหลี่ ไม่ควบคุมความประพฤติของ
ผู้นำตระกูลโจวบ้างเล่า?”
“สุดท้ายแล้ว คนเราก็สนใจแค่เรื่องของคนใกล้ชิดไม่กี่คน ทำให้
ทุกเรื่องยุติธรรมเท่าเทียมกันทั้งหมดไม่ได้”
ความตกต ่าของตระกูลฟางสายตรงมีสาเหตุมาจากการที่แม่ทัพ
ฟางตายในสนามรบ สายรองจึงคิดหาวิธีแย่งชิงอำนาจอย่างไม่เลือก
วิธีการ กระทั่งเขาซึ่งเป็นฮ่องเต้ยังต้องรู้สึกรังเกียจความโลภและ
ความทะเยอทะยานอันเลวร้ายนั้น
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน สามีภรรยาตระกูลสายตรงไม่
สามารถปกป้องตัวเองได้แล้วจะโทษใครได้เล่า?
ธรรมชาติย่อมคัดสรร ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นถึงจะอยู่รอด
เมืองหลวงไม่เคยเป็นที่สำหรับคนไร้เดียงสาจะมาเดินกระโปรง
ปลิวไสว แต่เป็นสนามประลองของเล่ห์กลและความสามารถมากมาย
ในเมื่อตระกูลสายรองรวบรวมอำนาจของตระกูลฟางไว้ในมือได้
คนทั้งตระกูลสายตรงก็แทบจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วฮ่องเต้จะ
ยอมเสี่ยงปะทะกับคนตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลเพียงเพื่อความยุติธรรม
ได้อย่างไรกัน?
ในโลกนี้มีความรักหลายประเภท และในขณะเดียวกันก็มี
ขีดจำกัด
เช่นเดียวกับสวี่โม่ที่โน้มเอียงอยู่ข้างประชาชน ฟางเหิงที่โน้ม
เอียงอยู่ข้างเหล่านักรบ เวินจืออวิ่นที่คอยห่วงใยคนยากจนและผู้
เจ็บป่วย เจียงเซิงที่ให้ความสำคัญกับพวกท่านป้าท่านน้า
ความรักของฮ่องเต้นั้นกว้างใหญ่เกินไป สนใจได้เพียงความ
เป็นอยู่และการอยู่รอดของประชาชนโดยรวม สนใจได้แค่ว่าใคร
สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนในตำแหน่งขุนนาง สนใจแค่ว่าใคร
สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้บ้านเมือง
หากจะกล่าวว่าเป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ก็อาจจะมีบ้าง
เล็กน้อย
แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วมันก็ไม่มีอะไรผิด แม้แต่ฟางเหิง
เองก็ไม่สามารถรวบรวมหลักฐานได้ การไปร้องเรียนที่หน้าประตูวัง
หลวงก็เหมือนกับเด็ก ๆ เล่นขายของกัน
การอยู่ในตำแหน่งที่สูงนั้นหนาวเหน็บ บางสิ่งไม่อาจแยกแยะขาว
ดำได้ชัด บางทีอาจไม่สามารถโทษเขาได้ทั้งหมดด้วย
“ข้าย่อมยอมรับว่าในนิสัยของตัวเองมีความขลาดกลัวอยู่”
ฮ่องเต้กล่าวด้วยน ้าเสียงจริงจัง “ตั้งแต่การเป็นสนมของสหายในวัย
เด็กไปจนถึงตระกูลเหยียนที่ล่มสลาย ข้าไม่มีความกล้าและพลังมาก
พอ จึงได้แต่การปกป้องราชวงศ์นี้ด้วยความขลาดกลัว”
“ข้ากลัวว่าจะรักษาแผ่นดินที่บรรพบุรุษสร้างไว้ไม่ได้ กลัวว่าจะ
ไม่มีความสามารถขยายอาณาเขตได้เหมือนบิดา และยิ่งกลัวว่า
ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่าข้าโง่เขลาและไร้ความสามารถ”
ความขลาดกลัวเป็นลักษณะนิสัย และยังเป็นข้อเสียที่เกิดจาก
การที่คนตระกูลใหญ่มีอำนาจมายาวนาน
ความแตกต่างกษัตริย์แต่ละคนก่อให้เกิดภาพของราชวงศ์ที่
หลากหลาย
“ข้าใช้วิธีประนีประนอมเพื่อปกป้องราชวงศ์นี้ ความรู้สึกที่ถูก
จำกัดจากทุกด้านช่างอึดอัดนัก ข้ารู้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงอะไรได้ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คือเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสม
ที่สุดสำหรับราชวงศ์นี้”
ดวงตาของบุรุษผู้นั้นพลันอ่อนโยนลง เปี่ยมไปด้วยความหวัง
“ลูกห้า เจ้าดีมาก เจ้าเหมาะสมอย่างยิ่ง”
นี่คือคำยืนยัน แต่จ่างเยี่ยนกลับไม่รู้สึกยินดีเลย นับตั้งแต่
ความสัมพันธ์ของเขากับฟางเหิงถูกเปิดเผย เขาก็มีลางสังหรณ์ว่า
เรื่องราวการระหกระเหินของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ฮ่องเต้ก็
ล้วนรู้ดี
จนกระทั่งการกลับวังมาก่อกวนความวุ่นวาย การดึงตระกูลเจียง
ตระกูลโต้ว และตระกูลเฮ่อเข้ามาเป็นพวกด้วย การต่อสู้แย่งชิง
อำนาจทั้งอย่างเปิดเผยและลับ ๆ ระหว่างเหล่าองค์ชายนั้นในสายตา
ของเขานับเป็นอะไร?
เป็นการเลี้ยงกู่
ในดินแดนเหมียวมีผู้เลี้ยงกู่เพื่อสร้างอาวุธ โดยให้แมลงพิษนับ
หมื่นฆ่ากันเองจนเหลือเพียงตัวสุดท้ายที่ดุร้ายและโหดเหี้ยมที่สุด
สามารถกัดกินทุกสิ่งทุกอย่าง
บัดนี้มีฮ่องเต้ปล่อยให้บรรดาโอรสแย่งชิงต่อสู้กันเองก็เพียงเพื่อ
คัดเลือกผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยม
การกระทำนี้ไม่อาจตำหนิได้ แต่วิธีการนั้นโหดร้ายเกินไปสัก
หน่อย
บางทีในใจของโอสรสวรรค์ บุตรธิดาที่เขารักใคร่เอ็นดูอาจมี
เพียงองค์ชายใหญ่จู้จ่างหงเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนเป็นเพียงสิ่งของ
เป็นเครื่องมือ เป็นแมลงพิษที่ถูกคัดเลือกจากการต่อสู้และฆ่าฟัน
กันเอง
จ่างเยี่ยนยกมุมปากขึ้น แม้จะเป็นการยิ้มแต่ในใจกลับรู้สึกว่าง
เปล่า
คนเราช่างแปลกประหลาด ในสายตาของราษฎรเขานับเป็น
ฮ่องเต้ที่ดี ในสายตาของตระกูลใหญ่ เขาก็ดูอ่อนแอ ในสายตาของจู้
จ่างหง เขาคือบิดาผู้เมตตา แต่ในสายตาของบุตรชายบุตรสาวคนอื่น
เขาช่างน่าชังนัก
บางทีจ่างเยี่ยนควรดีใจที่ตนเองได้กลายเป็นกู่ตัวที่ชนะ แทนที่จะ
เป็นหินลับมีดของกู่ตัวสุดท้าย
เพียงแต่สำหรับบิดาคนนี้ ในใจของเขาไม่มีความรู้สึกใด ๆ
หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
“เจ้าอาจจะเกลียดชังข้า เพราะข้าไม่ใช่พ่อที่ดีสำหรับเจ้า” ฮ่องเต้
เหมือนจะมองทะลุปรุโปร่ง “แต่แผ่นดินนี้ข้าต้องการมอบให้อยู่ในมือ
ของเจ้า หวังว่าเจ้าจะจดจำหน้าที่และความรับผิดชอบของตระกูลจู้ไว้
ให้มั่น”
“จ่างอวี้กับตระกูลฟางเหมือนเสือร้ายในคราบแกะ นิสัยที่มืดมน
เกินไปยากจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้ ลูกสี่ก็ขี้ขลาดอ่อนแอเหมือนข้าอีกคน
หงเอ๋อร์ถูกตามใจมากเกินไปจนขาดการยั้งคิด มีเพียงเจ้า… มีเพียง
เจ้าที่เหมาะสมที่สุด”
เขากลั้นอาการไอไว้ ใบหน้าปรากฏความอ่อนล้า “ดังนั้น เยี่ยน
เอ๋อร์ จงไปอย่างไร้กังวลเถอะ ไปให้รองราชเลขาเจียงเสนอเรื่อง
แต่งตั้งรัชทายาทอีกครั้ง ไปสร้างจวนรัชทายาทของเจ้า ไปฝึกฝนคน
สนิทและผู้ติดตามของเจ้า ไปกดข่มผู้ที่คิดคดทรยศทั้งหมด ไปรักษา
แผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ให้มั่นคง”
“มีจอหงวนสวี่อยู่ เจ้าจะไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ มีบุตรสาวของ
ตระกูลเจียงอยู่ เจ้าก็จะไม่ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์”
“ไปเถอะ ไปเถอะ…”
เสียงของเขาค่อย ๆ เบาลงจนกระทั่งจมลงสู่ห้วงนิทราอันลึกล ้า
ลมหายใจที่อ่อนแรงดังก้องไปทั่วห้องโถง กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ
เป็นหลักฐานยืนยันถึงความอ่อนแอนั้น
จ่างเยี่ยนนึกถึงท่าทีลังเลจะพูดของเวินจืออวิ่น อีกฝ่ายคงจะรู้ถึง
สภาพร่างกายของฮ่องเต้มานานแล้ว
เขายังนึกถึงการเปิดอกคุยกันเมื่อครู่ มันทำให้ความรู้สึกสับสน
ปนเปไปหมด ภาพลักษณ์ของบิดาในใจเขาพลิกผันไปมา จากความ
อ่อนแอไร้ประโยชน์กลายเป็นคนที่มีความสามารถ จากความเย็นชา
ไร้ความสามารถกลายเป็นจอมวางแผนอันยิ่งใหญ่ เขาเริ่มเคารพ
ฮ่องเต้อีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจรักจากก้นบึ้งของหัวใจได้
แม้จะรู้ดีว่าร่างกายของบิดาไม่แข็งแรง แต่ก็ไม่อาจให้ความเห็น
อกเห็นใจและใส่ใจได้มาก
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือประสานมือ แสดงความเคารพด้วยคำพูด
ว่า “ลูกขอทูลลา”
ระหว่างพวกเขาไม่มีความรักความผูกพันของพ่อลูก มีเพียงการ
สืบทอดและความรับผิดชอบต่อหน้าที่เท่านั้น
หากกล่าวว่าจ่างเยี่ยนไม่มีความสามารถสักเล็กน้อย บางทีกู่ที่
อยู่รอดตัวสุดท้ายอาจจะเป็นคนอื่นก็ได้
ม่านราตรีมืดมิดดั่งหมึก หัวหน้าขันทีอู๋ยังคงรออยู่ข้างนอก
ไม่รู้ว่าองครักษ์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ติดตามเบื้องหลังอย่าง
หวาดกลัว
จ่างเยี่ยนพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้รู้แล้วเดินกลับไปยังตำหนัก
สามตะวันตก แต่มุมถนนใต้แสงโคมไฟ เขากลับได้พบคนคุ้นเคยที่
แทบจะลืมเลือนไปแล้ว
คนที่เคยมีความเกี่ยวข้องกันในเขตอันสุ่ยและจากลากันที่ประตู
เมือง ไม่ได้พบหน้ากันมาสี่ปีแล้ว
“ท่านหมออู๋…”