พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 475 การแต่งตั้งรัชทายาท
ในฐานะอาจารย์ที่เวินจืออวิ่นบังเอิญพบในเขตอันสุ่ย พวกเขาพี่
น้องไม่ได้มีความประทับใจต่ออู๋สั่วเว่ยมากนัก
โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปสี่ปีแล้ว ความทรงจำมากมายก็เลือน
รางไป
แม้แต่เวินจืออวิ่นก็คิดว่าหากไม่กลับไปเขตอันสุ่ยก็คงจะไม่ได้
พบท่านหมออู๋
แต่ตอนนี้พวกเขาไม่เพียงพบกันเท่านั้น แต่ยังอยู่ในวังหลวงด้วย
กระทั่งมาพบกันหน้าห้องบรรทมของฮ่องเต้
หมอหนุ่มอายุราวยี่สิบปีสวมเสื้อคลุมปักลวดลาย ยืนยิ้มอย่าง
สดใสใต้แสงเทียน เงาที่ทอดลงบนใบหน้าไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลา
ของเขาจางไป แต่กลับเพิ่มเสน่ห์ให้อีกแบบ
เวินจืออวิ่นยืนอยู่ห่างจากเขาสามฉื่อ ใบหน้าขาวซีดแสดงความ
ตกตะลึง ราวกับเพิ่งได้ฟังละครอันโด่งดังหรือเพิ่งรู้ความลับที่น่า
ตกใจ
เมื่อจ่างเยี่ยนหยุดฝีเท้า ทั้งสองคนก็หันกลับมาพร้อมกันด้วยสี
หน้าที่แตกต่าง
อู๋สั่วเว่ยยังคงใช้น ้าเสียงยียวนเหมือนเดิม แต่คำเรียกขานกลับดู
จะรู้ทุกอย่าง “ที่แท้ก็เป็นองค์ชาย นานแล้วที่ไม่ได้พบกัน ช่วงนี้เป็น
อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าเวินจืออวิ่นเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดีใจ ส่วนสี
หน้าจ่างเยี่ยนค่อย ๆ หม่นหมองลง
“ท่านหมออู๋ ท่านมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไรกัน” น ้าเสียงของ
เขาฟังดูจริงจัง
อู๋สั่วเว่ยทำเสียงจุ๊ปาก “ดูเหมือนว่ากระหม่อมจะทำให้องค์ชาย
ตกใจเสียแล้ว กระหม่อมขอกล่าวขออภัย แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง…
กระหม่อมไม่ได้แซ่อู๋”
“อู๋สั่วเว่ย ฟังดูก็รู้ว่าเป็นชื่อที่ไร้สาระ แต่พวกพระองค์กลับเชื่อ
เสียได้” เขายื่นมือไปลูบหัวของเวินจืออวิ่น “กระหม่อมแซ่ซุน เป็น
ทายาทสายตรงของตระกูลซุน ชื่อซุนซือจี้ ได้รับพระบัญชาจาก
ฮ่องเต้ให้ไปปกป้ององค์ชายที่หนีไปเขตอันสุ่ย”
“กระหม่อมต้องเข้าใกล้พระองค์โดยไม่ให้พระองค์สังเกตเห็น จึง
ตัดสินใจแกล้งบังเอิญไปพบกับหมอน้อยเวิน สอนวิชาแพทย์ที่เรียน
มาจากตระกูลเหยียน เพื่อสามารถปกป้ององค์ชายและทำภารกิจของ
กระหม่อมให้สำเร็จ”
ดังนั้น เขาจึงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลอู๋จริง ๆ
แม้แต่ชื่อก็เป็นเพียงชื่อที่แต่งขึ้นมาเอง น่าเสียดายที่ทุกคน
เชื่อถือมันมาก
เวินจืออวิ่นถอยหลังไปสองก้าวด้วยความโกรธเคือง หลบหนีจาก
อุ้งมือใหญ่ที่ลูบหัวเขาสะเปะสะปะ
“นี่ เจ้าอย่าโกรธสิ อย่างไรข้าก็เป็นอาจารย์ของเจ้านะ เป็น
อาจารย์หนึ่งวันเท่ากับเป็นบิดาไปชั่วชีวิต” อู๋สั่วเว่ย…หรือพูดให้ถูก
คือซุนซือจี้ยื่นมือออกมา ดูจะชอบใจการลูบหัวเด็กหนุ่ม
เวินจืออวิ่นได้แต่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ย่นคอหลบเลี่ยง
ทั้งสองคนไล่ตามกันไปมาจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าจ่างเยี่ยนที่ยืน
นิ่งงันอยู่ในเงามืด มีบางสิ่งหยดลงมาเป็นหยาดใหญ่ลงสู่พื้น
“องค์ชาย พระองค์เป็นอะไรไป” องครักษ์ถามอย่างหวาด ๆ
“พระองค์กังวลเรื่องสุขภาพของฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จ่างเยี่ยนไม่รู้จะตอบอย่างไร
เมื่อครู่นี้ข้ายังตัดขาดความรู้สึกทั้งหมด ตัดสินว่าบิดาเป็นคน
เลือดเย็นไร้น ้าใจ ไม่สมควรได้รับความเคารพรักจากเขา แต่ใน
พริบตาซุนซือจี้ก็มาบอกว่าความจริงแล้วบิดาก็รักเขา
แม้ว่าความรักนี้จะเทียบกับจู้จ่างหงไม่ได้ แต่มันก็มีอยู่จริง
จ่างเยี่ยนดีใจหรือไม่?
ไม่เลย
ในวัยที่เขาปรารถนาความรักมากที่สุด เขากลับไม่เคยได้รับมัน
แต่เมื่อหัวใจด้านชาไปแล้วกลับได้รู้ว่าตนเองก็เป็นที่รัก ความรักนี้แม้
จะบางเบาแต่ก็มีอยู่จริง ทำให้เขาไม่อาจเกลียดชังคนได้ทั้งหมด และ
ไม่อาจรักได้อย่างสุดหัวใจด้วย
มันราวกับมีมือคู่หนึ่งมาบีบคอเขา ไม่ได้ฆ่าเขาให้ตายแต่ทำให้
ทรมาน ไม่มีความสุขของการมีชีวิตอยู่และไม่มีความสงบเมื่อตายไป
แต่เจ้าของมือนั้นกลับนอนป่วยอยู่บนเตียง ทำให้เขาไม่สามารถ
ตัดสินใจได้ว่าควรจะเกลียดหรือควรจะรัก
คนเราทำอะไรให้ถึงที่สุดจะไม่ดีกว่าหรือ?
ถ้าจะโหดร้ายก็โหดร้ายให้ถึงที่สุด ถ้าจะทอดทิ้งก็ทอดทิ้งเสียให้
สิ้น ไม่ดีกว่าหรือ?
ในยามที่เย็นชาแต่กลับทิ้งความอบอุ่นไว้เล็กน้อย เขาต้องการ
ทำอะไรกันแน่?
จ่างเยี่ยนตัวสั่นเทาขณะยื่นมือออกไป เช็ดน ้าตาทั้งหมดที่ไหลลง
มา เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีแกล้งทำเป็นสงบนิ่ง เดินโซเซไปตามทางเดิน
ในวังหลวงที่ทอดยาว
องครักษ์ตั้งใจจะปลอบโยนเขา แต่คำพูดทั้งหมดกลับหายไป
ท่ามกลางความมืดของราตรี
พร้อมกับเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกกลืนหายไปในความมืดสนิท
ในที่สุดเวินจืออวิ่นก็หยุดการเคลื่อนไหว ดวงตากลมโตเอ่อคล่อ
เปียกชุ่ม หยาดน ้าตาเล็ก ๆ ไหลลงมาตามแก้ม “ท่านหมอซุน
น้องชายของข้าคงกำลังเสียใจมาก แต่ข้าในฐานะพี่ชายกลับทำอะไร
ไม่ได้เลย”
แม้แต่การร่วมร้องไห้ไปกับน้องชายก็ยังทำไม่ได้
เจ้าห้าที่เข้มแข็งเช่นนั้นคงไม่อยากให้พี่สี่ที่เป็นคนขี้แยมาเห็น
ความเศร้าโศกของเขาแน่
“จริง ๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่พวกเราสามารถทำได้” ซุนซือจี้ตบบ่า
ศิษย์ตัวน้อยเบา ๆ “ตระกูลซุน จะสนับสนุนการแต่งตั้งรัชทายาท
อย่างเต็มที่ แต่เมื่อองค์ชายได้รับการแต่งตั้งแล้ว ทั้งเมืองหลวงก็จะ
เกิดความวุ่นวาย และองค์ชายจะตกเป้าของทุกคน”
“ส่วนเจ้า…ต้องปกป้องเขาให้ดี”
ตามกฎของราชวงศ์ต้าอวี๋ การแต่งตั้งรัชทายาทคือจุดสิ้นสุดของ
การแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด
เพื่อรักษาเสถียรภาพของอำนาจรัชทายาทและป้องกันการฆ่า
ฟันระหว่างพี่น้อง รัชทายาทสามารถสร้างจวนและฝึกฝนคนสนิท
รวมถึงขุนนางได้อย่างอิสระ
ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าฮ่องเต้จะจากไปอย่างกะทันหัน รัชทายาทก็
สามารถขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดมา
แย่งชิงอำนาจหรือก่อกบฏ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตระกูลซุนเป็นที่ไว้วางใจของฝ่าบาท ยามนี้
หลังจากการสนทนายามค ่าคืนระหว่างบิดาและบุตรชาย พวกเขาได้
เปลี่ยนมาสนับสนุนรัชทายาท
เมื่อรวมกับตระกูลเจียง ตระกูลโต้วและตระกูลเหยา อำนาจของ
องค์ชายห้าในราชสำนักถือว่าเหนือกว่าอย่างท่วมท้น อีกทั้งยังเป็น
ทายาทสายตรง แม้แต่ตระกูลเฮ่อก็ไม่อาจเอ่ยคำว่า “ไม่” ออกมาได้
นี่ก็เป็นสิ่งที่สวี่โม่เคยพูดไว้ ภายใต้เหตุการณ์สำคัญ ย่อมไม่มี
ทางไม่เลือกเข้า
ตราบใดที่ไม่หันไปเข้าร่วมกับศัตรูก็ถือเป็นพันธมิตร
ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นที่เหลือในราชสำนักยากจะสร้างอิทธิพล
ตระกูลจวีก็โดดเดี่ยวยากจะต้านทาน สิ่งที่ต้องให้ความสนใจมาก
ที่สุดกลับกลายเป็นองค์ชายรองผู้เงียบขรึมและฟางหยวนที่หลบหนี
ไปได้
ในฐานะเป้าหมายย่อมมีโอกาสถูกโจมตีนับไม่ถ้วน
หมอคือเกราะอ่อนทองคำที่ดีที่สุด
เวินจืออวิ่นกลั้นน ้าตาเอาไว้ กำมือแน่นพลางพยักหน้า “ท่าน
หมอซุนวางใจได้ ข้าจะปกป้องเจ้าห้าให้ดีแน่นอน ไม่ยอมให้ใครทำ
ร้ายเขาเด็ดขาด”
ซุนซือจี้ยื่นมือออกไปอีกครั้ง ลูบศีรษะนุ่มนิ่มของศิษย์ตัวน้อย
วันถัดมา
ไม่รู้ว่าสำนักหมอหลวงใช้วิธีการอะไร ถึงแม้จะแสร้งป่วยมาสิบ
กว่าวัน แต่แท้จริงแล้วก็ป่วยจริง ๆ ฮ่องเต้จึงมานั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร
รับฟังการรายงานอย่างสงบเยือกเย็น
เนื่องจากอยู่ไกลและไม่อาจจ้องมองได้ตรง ๆ ฮ่องเต้ก็ดูจะพูด
น้อยลงสักหน่อยและดูไม่ต่างจากเมื่อก่อน
มีเพียงเจียงจี้จงที่กำฮู่ป่านไว้แน่น ในใจรู้สึกซับซ้อนและถอน
หายใจ
ด้วยมีเหล่าขุนนางและเสนาบดีทั้งหกกรม งานราชการจึงไม่ได้
คั่งค้างมากนัก หลังจากรายงานอย่างง่าย ๆ สองสามประโยค การ
ประชุมก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
ตระกูลเฮ่อยังคงขัดแย้งกับตระกูลเจียงและตระกูลโต้ว แค่เรื่อง
เล็กน้อยก็สามารถโต้เถียงกันจนหน้าแดงหูแดงได้
ตระกูลจูและตระกูลเถายังคงสงบเสงี่ยมเช่นเคย ส่วนตระกูลจวี
ร้องไห้คร ่าครวญเรื่องของจวีกุ้ยเฟยแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ
ฮ่องเต้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ทอดมองลงมายังผู้คนทั้งหลาย
พร้อมกับกวาดตามองอย่างมีนัยหลายครั้ง
เจียงจี้จงคลายจากฮู่ป่าน ในที่สุดก็ได้โอกาสก้าวออกมา
ข้างหน้า โค้งคำนับอย่างสุภาพแล้วกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท ช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา ฝ่าบาททรงประชวรหลายครั้ง ราชกิจติดค้างสะสมมาก
เกินไป ตามบันทึกในอดีตที่คำนวณไว้ ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะตั้งรัช
ทายาทเพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท”
ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันในทันที
ตระกูลจวีไม่อยากจะเชื่อ ตระกูลจูและตระกูลเถาเบิกตากว้าง
แม้แต่ตระกูลโต้วและตระกูลเฮ่อก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์
มีเพียงเจียงจี้จงที่ประสานมือพลางกล่าวซ ้า “ขอฝ่าบาทโปรด
แต่งตั้งรัชทายาท”
“ขอฝ่าบาทโปรดแต่งตั้งรัชทายาท” ผู้นำตระกูลเหยาก้าวออกมา
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือคนจากตระกูลซุน “ขอฝ่าบาทโปรด
แต่งตั้งรัชทายาท”
ความไม่ลงรอยกันระหว่างตระกูลเจียงและตระกูลโต้วเป็นเพียง
ภาพลวงตา หลังจากตกตะลึงชั่วครู่ โต้วเว่ยหมิงก็ก้าวออกมาอย่าง
เด็ดเดี่ยว “ขอฝ่าบาทโปรดแต่งตั้งรัชทายาท”
ณ จุดนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างโค้ง
คำนับ
ผู้นำตระกูลเฮ่อมองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็ร่วมเปล่งเสียงดังตาม
ไปด้วยว่า “ขอพระองค์โปรดแต่งตั้งรัชทายาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
นี่ไม่ใช่การสมคบคิดกันล่วงหน้า แต่เป็นความไว้วางใจและการ
สนับสนุนต่อพันธมิตร
ฝ่าบาทยกมุมปากขึ้น พยักหน้าตอบรับภายใต้สายตาตื่น
ตระหนกของตระกูลจวี ตระกูลเถา และตระกูลจู “อนุญาตให้แต่งตั้ง”