พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 476 การเลือกขององค์ชายสี่
เมื่อแรกสถาปนาราชวงศ์ต้าอวี๋ เพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งชิงอำนาจ
ระหว่างองค์ชายจนเกิดโศกนาฏกรรม ปฐมกษัตริย์จึงได้วาง
กฎเกณฑ์ไว้ว่าให้สืบราชสมบัติโดยทายาทสายตรงและเป็นคนที่
อาวุโสที่สุด
ให้เลือกจากทายาทสายตรงและอาวุโสที่สุด ไม่ใช่เลือกคนที่
เก่งกาจที่สุด
บุตรคนแรกที่เกิดจากชายาเอกมักจะเป็นทายาทสายตรงและ
อาวุโสที่สุด และเป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดราชสมบัติอย่างไม่ต้อง
สงสัย
แต่ไม่ใช่ว่าฮองเฮาทุกคนจะมีโอรส ในกรณีนี้จะเลือกคนที่อาวุโส
ที่สุดก่อน หรือถ้าทายาทสายตรงยังเยาว์มากนักก็จะเลือกโอสรของ
สนมที่อาวุโสที่สุดแทน
นี่คือช่องโหว่ที่จวีกุ้ยเฟยค่อย ๆ ค้นพบในช่วงที่ผ่านมา หากให้
กำเนิดโอรสคนแรกก่อน แล้วทำให้ฮองเฮาไม่มีทายาทสายตรงหรือ
ยังเด็กเกินไป ก็สามารถแย่งชิงสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติได้ส่วน
จวีกุ้ยเฟยสามารถให้กำเนิดองค์ชายองค์ใหญ่ได้อย่างราบรื่น
ขณะที่องค์ชายรองมีสถานะต ่าต้อยถึงขีดสุด องค์หญิงสามเป็นเพียง
สตรี และองค์ชายสี่ร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ นี่แสดงให้เห็นถึง
ความรุ่งเรืองและความโปรดปรานที่นางได้รับ
อย่างไรก็ตาม องค์ชายห้าที่เป็นบุตรชายสายตรงของฮองเฮา
ยังคงอยู่เหนือองค์ชายใหญ่
เมื่อบุตรชายสายตรงไม่ได้รับการเคารพ การสูญเสียบุตรชาย
สายตรงย่อมมาก่อน
การตายของฮองเฮาเหยียนอาจเป็นเพราะความทุกข์ใจของนาง
เอง แต่การจากไปของจ่างเยี่ยนไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เด็ก
น้อยคนหนึ่งอาจไม่สามารถอยู่รอดในวังหลวงได้ การออกไปให้ห่าง
กลับทำให้มีโอกาสมีชีวิตรอดมากขึ้น
แต่เขาหายตัวไปนานเกินไป กระทั่งไปซ่อนตัวจากโลกอัน
วุ่นวายอย่างสมบูรณ์ ในสายตาของตระกูลบางตระกูล พวกเขาแทบ
ไม่ต่างอะไรกับคนตาย และค่อย ๆ จางหายไปจากศูนย์กลางอำนาจ
แม้จะกลับมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอ แต่ทายาทสายตรงที่ไร้
ความสามารถและการสนับสนุนก็ไม่อาจต้านทานความรุ่งโรจน์ของ
บุตรอนุคนโตได้ รวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะได้ตำแหน่งรัชทายาทด้วย
ในสายตาของตระกูลจวี ฮ่องเต้สมควรแต่งตั้งรัชทายาทได้แล้ว
เพียงแต่คำขอแต่งตั้งรัชทายาทนี้ควรมาจากตระกูลจวีหรือตระกูล
หมิ่น ไม่ใช่มาจากตระกูลเจียงกับตระกูลโต้ว
มองขุนนางที่ต่างคำนับอยู่ในท้องพระโรง ส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่าย
ตรงข้าม ผู้นำตระกูลจวีถ้าไม่โง่เกินไปก็ต้องสังเกตเห็นความผิดปกติ
อยู่แล้ว
เขาคิดอุบายขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว
แล้วประสานมือกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา ถึงเวลาแล้วที่ควร
แต่งตั้งรัชทายาทที่มีวุฒิภาวะและความมั่นคงเพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่า
บาท เพื่อสร้างความผาสุกของปวงประชา และเพื่อทำคุณประโยชน์
ให้แก่บ้านเมือง”
ทั้งสามคำนี้ฟังดูไพเราะ แต่เมื่อพูดถึง “วุฒิภาวะและความมั่นคง”
สี่คำนี้ ก็ทำให้มีความหมายแตกต่างออกไป
ในฐานะองค์ชายห้าเป็นทายาทสายตรงแต่เพิ่งมีอายุเพียงสิบสี่ปี
ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นมีอายุครบสิบแปดปี หากประเมินจากอายุเพียง
อย่างเดียว คนส่วนใหญ่คงคิดว่าองค์ชายใหญ่มีวุฒิภาวะและความ
มั่นคงมากกว่าแล้ว
บนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ยกมุมปาก ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นรอยยิ้ม
เยาะเย้ยหรือเย็นชา
เจียงจี้จงไม่สนใจอะไรมากมาย หัวเราะเยาะออกมาตรง ๆ “ผู้นำ
ตระกูลจวีกำลังเสนอชื่อองค์ชายใหญ่อยู่หรือ? อายุสิบแปดปีนั้นเรียก
ได้ว่ามีวุฒิภาวะและความมั่นคงจริง ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังก่อเรื่องไม่
น่ายินดีกับคุณหนูหมิ่นกลางถนน อีกทั้งข้าได้ยินมาว่าเขามี
เกี่ยวข้องกับอนุท้องในจวนองค์ชายด้วย”
ภรรยาเอกยังไม่ทันแต่งเข้าจวน อนุก็ตั้งครรภ์เสียแล้ว
ในตระกูลที่มีชื่อเสียงไม่อนุญาตให้ทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด
แม้แต่จวีกุ้ยเฟยในอดีตก็ต้องได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนราชวงศ์
ในฐานะพระสนมก่อนจึงกล้าตั้งครรภ์อย่างสบายใจ และให้กำเนิด
องค์ชายใหญ่จู้จ่างหง
แต่คนรุ่นต่อมากลับยิ่งถอยหลังลงคลอง
อีกทั้งยังมีการทะเลาะวิวาทกับภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งงานกันอย่าง
เป็นทางการกลางถนน ช่างสมกับคำว่า “มีวุฒิภาวะและความมั่นคง”
จริง ๆ
ใบหน้าของผู้นำตระกูลจวีเปลี่ยนสีทันที ทั้งดำทั้งม่วง แต่กลับไม่
สามารถโต้แย้งอะไรได้
การโต้เถียงของขุนนางในท้องพระโรงนั้นต่างฝ่ายต่างโจมตีกัน
อย่างแม่นยำ มั่นคง และรุนแรง
“ท่าน… ท่านคงจะมองผิดไปแน่” หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้นำ
ตระกูลจวีก็พูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “องค์ชายใหญ่กับคุณหนูหมิ่น
ยังรักใคร่กันดีอยู่ หากไม่เชื่อก็ถามขุนนางหมิ่นได้”
ผู้นำตระกูลหมิ่นที่ถูกลากเข้ามาอย่างงง ๆ “…”
ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้ตระกูลหมิ่นก็อยู่ฝ่ายองค์ชายใหญ่ เขาจึง
ได้แต่ก้มหน้าลง เปล่งเสียงออกมาอย่างคลุมเครือ
ราวกับพยักหน้า แต่ก็ดูเหมือนส่ายหน้าไปพร้อมกัน
เจียงจี้จงพลันแย้มยิ้ม “ที่แท้ผู้นำตระกูลจวีก็กำลังเสนอชื่อองค์
ชายใหญ่จริง ๆ ด้วย เพียงแต่การแต่งตั้งรัชทายาทของราชวงศ์ต้าอวี๋
จะให้ความสำคัญกับบุตรชายสายตรงก่อน หากมีบุตรชายสายตรงก็
จะเลือกบุตรชายสายตรง หากไม่มีก็จะเลือกบุตรชายคนโต องค์ชาย
ใหญ่คงจะต้องอยู่หลังองค์ชายห้าแล้ว”
ผู้นำตระกูลจวีตอบกลับอย่างรวดเร็ว “บ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
ข้าไม่กล้าเสนอชื่อโดยพลการ แต่รองราชเลขาเจียง หรือว่าท่านมี
ความเกี่ยวข้องกับองค์ชายห้าอยู่บ้าง แต่ปกติแล้วข้ากลับไม่เห็นเลย”
นี่เป็นการบอกเป็นนัยว่าตระกูลเจียงมีสายสัมพันธ์ลับ ๆ กับองค์
ชายผู้ชอบธรรม
ตระกูลจวีเป็นตระกูลมารดาขององค์ชายใหญ่ ผู้นำตระกูลจวีก็
เป็นลุงแท้ ๆ ขององค์ชาย ใหญ่ การช่วยเหลือหลานชายของตนเอง
จึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
แต่องค์ชายห้าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลเจียงเลย การ
ลอบติดต่อกันก็เท่ากับเป็นการสมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หากจำเป็นก็อาจถือเป็นความผิดได้
ผู้นำตระกูลจวีกำลังคิดคำนวณอย่างบ้าคลั่งในใจ ทั้ง ๆ ที่องค์
ชายห้าคนนี้ไม่แสดงท่าทีอะไร แต่กลับไปสานสัมพันธ์กับตระกูลเจียง
หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้ ซ ้ายังมีตระกูลเหยาเป็นพรรคพวก เกรงว่า
โอกาสชนะคงไม่น้อยไปกว่าองค์ชายใหญ่แล้ว
หากเขาเงยหน้าขึ้นก็คงจะได้เห็นความเวทนาในดวงตาของเจียง
จี้จง ความเย็นชาในแววตาของฝ่าบาท และอาจสังเกตเห็น
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโต้วเว่ยหมิงกับเจียงจี้จง
สำหรับเหตุผลก่อนและหลังการแต่งตั้งรัชทายาท รวมถึงว่าจะ
แต่งตั้งใครเป็นรัชทายาท ในท้องพระโรงแห่งนี้มีเพียงฮ่องเต้และเจียง
จี้จงเท่านั้นที่รู้แจ้ง
โต้วเว่ยหมิงกำลังสับสน แต่เขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ
ตระกูลเจียง ทั้งสองคนยืนอยู่ใกล้กันจึงแอบเลิกคิ้วถามกันอย่างลับ ๆ
หรือว่าครั้งนี้จะมีการแต่งตั้งรัชทายาทจริง ๆ ?
เจียงจี้จงพยักหน้าโดยไม่เหลือบมองไปทางอื่น โต้วเว่ยหมิงแสดง
สีหน้าเคร่งขรึม “แต่งตั้งรัชทายาท?”
เจียงจี้จงพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง
โต้วเว่ยหมิงยืดหลังตรง มองไปทางที่นั่งของฮ่องเต้ “พระองค์ก็รู้
เรื่องนี้?”
เจียงจี้จงยังคงพยักหน้า
คราวนี้โต้วเว่ยหมิงกัดฟัน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าในเมื่อ
ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว เหตุใดจึงต้องมาแสดงละครฉากใหญ่กัน
ที่นี่อีก ทว่าหลังได้เห็นดวงตาของผู้นำตระกูลจวีที่กำลังกลอกไปมา
ครุ่นคิด คำตอบก็ผุดขึ้นมาทันที
การแต่งตั้งรัชทายาทนั้น สำคัญที่สุดคือจำเป็นต้องได้รับความ
ยินยอมจากเหล่าขุนนาง และต้องให้คำอธิบายแก่ใต้หล้าได้ด้วย
บางทีอาจมีความเห็นแก่ตัวของพ่อคนหนึ่งแอบแฝงอยู่ หาก
ตระกูลจวีสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน องค์ชายใหญ่
ก็จะสามารถเป็นคนมั่งคั่งผู้สันโดษได้อย่างสุขสงบไปชั่วชีวิต
“ทูลฝ่าบาท ตระกูลเจียงไม่มีการติดต่อส่วนตัวกับองค์ชายห้าพ่ะ
ย่ะค่ะ” เจียงจี้จงประสานมือกล่าว “ตระกูลเจียงจะสนับสนุนผู้สืบทอด
โดยชอบธรรมตามที่บรรพชนได้วางกฎเกณฑ์ไว้เสมอ”
ตามกฎแล้วต้องแต่งตั้งบุตรชายคนโตที่เกิดจากฮองเฮาซึ่งก็คือ
องค์ชายห้าเท่านั้น
สีหน้าของผู้นำตระกูลจวีก็บึ้งตึงลงอีกครั้ง “ฝ่าบาท องค์ชาย
เหล่านี้ล้วนเติบโตมาภายใต้สายพระเนตรของพระองค์ ผู้ใดจะ
สามารถรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ได้ พระองค์ย่อมทรงทราบดีที่สุด”
นี่เป็นการย ้าเตือนฮ่องเต้อย่างแยบยลถึงความรักอันลึกซึ้ง
ระหว่างพ่อลูก
เจียงจี้จงแสยะยิ้มอย่างดูแคลน ยังไม่ทันได้พูดอะไร โต้วเว่ยหมิง
ก็ก้าวออกมาข้างหน้า “ทูลฝ่าบาท ปฐมกษัตริย์เคยตรัสไว้จริง ๆ ว่า
ให้แต่งตั้งทายาทโดยชอบธรรมและอาวุโสที่ชอบ โดยให้ความชอบ
ธรรมมาก่อนความเป็นอาวุโส”
เมื่อตระกูลเจียงและตระกูลโต้วต่างแสดงจุดยืนสนับสนุนองค์ชาย
ห้า โอกาสชัยชนะของตระกูลจวีก็ยิ่งลดน้อยลง
ไม่รอให้สีหน้าของผู้นำตระกูลจวีหม่นหมองลงไปอีก ตระกูลซุน
ก็ก้าวออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “ทูลฝ่าบาท แท้จริงแล้วต้องแต่งตั้ง
ทายาทสายตรงและอาวุโส โดยให้ความชอบธรรมมาก่อนความ
อาวุโสพ่ะย่ะค่ะ”
หากก่อนหน้านี้เป็นเพียงการขอให้แต่งตั้งรัชทายาทตามกัน
ตอนนี้กลับกลายเป็นการเลือกข้างอย่างชัดเจน ผู้นำตระกูลเฮ่อไม่
ลังเลอีกต่อไป ก้าวมาข้างหน้าอย่างเด็ดขาดแล้วเอ่ยว่า “ทายาทโดย
ชอบธรรมย่อมสำคัญกว่าลำดับอาวุโส”
ผู้นำตระกูลเหยาก็ประสานมือคำนับเช่นกัน “ทายาทโดยชอบ
ธรรมย่อมสำคัญกว่าลำดับอาวุโส”
เหล่าขุนนางที่เมื่อครู่ยินดีเสนอรัชทายาทก็ทยอยออกมายืนด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจที่สุดกลับเป็นตระกูลฉู่ “ทูลฝ่าบาท
ทายาทโดยชอบธรรมย่อมสำคัญกว่าลำดับอาวุโสจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายสี่ เขา… เขาเลือกข้างองค์ชายห้า