พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 477 การพบกันอีกครั้งที่แท้จริง
ราวกับเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่ก็อยู่ในการคาดการณ์
ตระกูลฉู่แม้จะไม่ได้แสดงความทะเยอทะยานใด ๆ ออกมา แต่ก็
ไม่เคยประกาศอย่างเปิดเผยว่าไม่มีความทะเยอทะยาน
ท่าทีที่เป็นกลางและคอยสังเกตการณ์ ดูจะเป็นการรอโอกาส
มากกว่า เพื่อที่จะลงมือแย่งชิงในช่วงจังหวะสำคัญ
ยามนี้หากองค์ชายห้าและองค์ชายใหญ่ต่างก็ได้รับการ
สนับสนุน องค์ชายสี่จะพยายามอย่างไรก็ไม่มีโอกาสแล้ว ยังไม่สู้กับ
การสนับสนุนองค์ชายห้าซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างกลมเกลียวกัน
นี่เป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาด ทำให้เจียงจี้จงที่อยู่ข้าง ๆ พยัก
หน้าติดกันหลายครั้ง
เมื่อการกระทำนี้ตกอยู่ในสายตาของผู้นำตระกูลจวีกลับทำให้
เขารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก ทั้งโกรธแค้นและหงุดหงิด
ตระกูลฉู่เลือกข้างอีกฝ่ายแบบนี้ โอกาสชนะขององค์ชายห้าก็
มากกว่าองค์ชายใหญ่แล้ว
แม้ว่าตระกูลจวีจะดึงตระกูลหมิ่นเข้ามาร่วมด้วยก็ยากจะ
ต้านทาน ได้แต่ต้องหาทางลงมือจากด้านอื่น
นี่คือความรักระหว่างพ่อลูกที่เลี้ยงดูมากับมือหรือ?
ยังคงเป็นสหายในวัยเยาว์ที่รักใคร่ลึกซึ้งดั่งทะเลหรือ?
ผู้นำตระกูลจวีขมวดคิ้วแน่น คิดจนไม่ทันเห็นว่าหมินซื่อฝู่ก้าว
ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาประสานมือแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมก็
เช่นกัน”
เช่นกัน?
เช่นกันอะไร?
สนับสนุนให้ทายาทสายตรงสำคัญมากกว่าลูกชายคนแรกหรือ?
ผู้นำตระกูลจวีตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลหมิ่นที่ถูกผูกติด
กับเรือลำเดียวกันจู่ ๆ ก็หันหลังให้
มีเพียงฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรที่พยักหน้าอย่างพอใจ
การเกี่ยวดองที่แท้จริงควรเป็นเหมือนตระกูลเหยาและตระกูล
เจียงที่มีความสัมพันธ์อันดีมานาน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
จึงเป็นหนึ่งเดียวกัน
ไม่ใช่เหมือนจวีกุ้ยเฟยที่ใช้ราชโองการผูกมัดความสัมพันธ์คน
และใช้ชื่อเสียงของสตรีมาเป็นเครื่องมือ
แต่เดิมองค์ชายใหญ่มีโอกาสชนะ ตระกูลหมิ่นยังคงอดทนกลืน
ความโกรธแค้นไว้ได้ แต่บัดนี้เมื่อเห็นว่ากำลังจะเสียเปรียบ พวกเขา
ย่อมไม่สนใจการแต่งงานที่ถูกบังคับนี้อีก ผู้นำตระกูลฉู่เริ่มเปลี่ยน
ข้าง ตระกูลจวีหัวเดียวกระเทียมลีบ ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้ว่าสิ่งที่ต้อง
ทำต่อไปคือรักษาชีวิตและมีชีวิตอยู่ให้ดี
ส่วนตระกูลจูและตระกูลเถาที่เก็บงำความรู้สึก ฮ่องเต้ก็เพียง
ชำเลืองมองผ่าน ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบเฉย “ขุนนางทั้งหลายกล่าว
ถูกต้องแล้ว การแต่งตั้งรัชทายาทจากสายตรงเป็นกฎเหล็กของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋ เราหวังเพียงว่าลูกเราจ่างเยี่ยนจะไม่ทำให้เราผิดหวัง
และจะเป็นรัชทายาทที่ห่วงใยบ้านเมืองและประชาชน”
เมื่อเสียงประโยคสุดท้ายดังขึ้น ขุนนางเกือบทั้งหมดก็คุกเข่าลง
พลางเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
ผู้นำตระกูลจวีทั้งตกใจทั้งโกรธ ทว่าก็ได้แต่จำใจยอมทำตาม
ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในราชสำนักไม่มีผู้ใดสนับสนุนองค์
ชายใหญ่อีกต่อไป
“ราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท เราจะกลับไปเขียนทันที พิธี
แต่งตั้งก็ให้กรมพิธีการจัดการ อย่าลืมตัดเย็บฉลองพระองค์มังกร
สำหรับรัชทายาทด้วย” ฮ่องเต้รับสั่งด้วยน ้าเสียงแผ่วเบา
เจ้ากรมพิธีการฉีรับคำสั่ง
ตอนนั้นเองก็มีเสียงประหลาดแว่วมา แต่ถูกกดข่มไว้อย่างหนัก
จึงได้ยินเพียงเสียงกลืนน ้าลายของฮ่องเต้ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น หากไม่
มีธุระใดแล้วก็เลิกประชุมเถอะ”
หัวหน้าขันทีอู๋รีบก้าวขึ้นไปข้างหน้า คอยพยุงร่างมังกรอย่าง
ระมัดระวัง
เหล่าขุนนางเกิดความสงสัยแต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการ
แต่งตั้งรัชทายาทมากกว่า บางคนที่เฉลียวฉลาดได้รีบขวางเจียงจี้จง
ไว้ล่วงหน้า แล้วซักถามรายละเอียด
องค์ชายผู้อ่อนแอจนต้องอาศัยถุงน ้าร้อนสิบใบเพื่อแกล้งไม่
สบาย บัดนี้ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางส่วนใหญ่แล้ว
ในจำนวนคนเหล่านั้นมีทั้งผู้ที่เขารวบรวมมาเอง และผู้ที่บิดาของ
เขาส่งมาให้ แต่ไม่ว่าอย่างไรการแต่งตั้งรัชทายาทก็เป็นเรื่องที่
ตัดสินใจแล้ว เว้นเสียแต่ว่าทายาทโดยชอบธรรมจะสิ้นไป มิฉะนั้นก็
ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้เด็ดขาด
“ใต้เท้าเจียง องค์ชายห้าเสด็จไปที่ใดหรือ? หรือว่าประทับอยู่ที่
ตำหนักตะวันตกเพื่อรอรับราชโองการ?” คนผู้หนึ่งถามอย่างร้อนรน
“ใช่แล้วใต้เท้าเจียง องค์ชายห้าประทับอยู่ที่ใด ข้าอยากจะถวาย
พระพรพระองค์ด้วย” อีกคนหนึ่งกล่าวด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
เจียงจี้จงเงยหน้าขึ้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าองค์ชายห้าไปอยู่ไหน แต่
ตามสัญชาตญาณแล้ว องค์ชายห้าน่าจะอยู่ที่เรือนเล็ก
ตอนที่จากไปนั้นอนาคตยังไม่แน่นอน กระทั่งความสัมพันธ์ก็ต้อง
ปิดบังซ่อนเร้น การจะได้พบหน้ากันยังต้องปีนเข้าไปในห้องสุขาหญิง
ตอนนี้เขามีอำนาจบารมีแล้ว ทุกคนที่ห่วงใยก็สามารถอยู่ภายใต้
ร่มเงาของเขาได้ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูก
เปิดเผยอีก เขาย่อมต้องรีบไปที่นั่นแน่นอน
ไปพบคนที่โหยหาแม้ในฝัน ไปขอโทษสำหรับคือเข้าหอที่ถูก
ทำลายลงโดยไม่ตั้งใจ ไปตามหารังที่อบอุ่น ไป… กลับไปที่บ้าน
เขากลับบ้านแล้ว
องค์ชายผู้งดงามในชุดคลุมหรูหราแต่ดูบอบบางกับหมอน้อยผู้
อ่อนโยนและขี้อายซึ่งสะพายกล่องยาใบเล็ก ยืนอยู่หน้าประตูไม้ที่
ปรากฏในความฝันนับครั้งไม่ถ้วน แม้ในใจจะปรารถนาและคิดถึง
เท่าไหร่ แต่ทั้งคู่กลับสูญเสียไม่รู้จะพูดอะไรและเอาแต่ยืนนิ่ง
พวกเขาเอียงหูฟังเสียงจ้อกแจ้กของเหล่าสตรีด้านใน เสียง
หัวเราะสดใสกังวาน เสียงหม้อชามและอุปกรณ์ครัวกระทบกัน รวมถึง
ควันที่ลอยออกมาจากเตาไฟ
เมื่อเทียบกับวังหลวงอันเยือกเย็น ที่นี่ต่างหากคือโลกแห่งความ
เป็นจริงของมนุษย์
“ดีจริง ๆ ช่างดีจริง ๆ” เวินจืออวิ่นกล่าวดวงตาแดงเรื่อ “ได้ยิน
เสียงหัวเราะของน้องสาวอีกครั้งแล้ว ได้ยินเสียงดัง ๆ ของพี่รอง แถม
ยังมีขาหมูรสคุ้นเคยด้วย”
จ่างเยี่ยนก็ยิ้มเช่นกัน แต่รอยยิ้มของเขามีความขมขื่นแฝงอยู่
เขาไม่เหมือนกับพี่สี่ พี่สี่กลับมาอย่างมีเกียรติ เป็นวีรบุรุษที่
ปกป้องน้องชาย จิตใจเต็มไปด้วยความสุขและความตื่นเต้น
ส่วนเขานั้นจากไปโดยไม่บอกลา ปฏิเสธจะพบหน้า เป็นตัวการ
สำคัญที่ทำลายงานแต่งงานของท่านป้า แม้ว่าในทางเหตุผลจะรู้ว่า
ครอบครัวจะไม่ตำหนิเขา แต่ก็ยังรู้สึกขมขื่นและละลายใจ กระทั่งห่วง
ประตูอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่กล้ายื่นมือไปเคาะ
เสียงพูดคุยจากด้านในยังคงดำเนินต่อไป เหมือนกำลังสนทนา
เรื่องดี ๆ บางอย่าง
“ดี ๆ ทำแบบนั้นเลย ถึงเวลานั้นพวกเราจะได้กินกันอย่างเต็มที่
อีกครั้ง” เป็นเสียงของเจียงเซิงที่กำลังปรบมือด้วยความดีใจ
“เจ้านี่รู้จักแต่กินนะ” เป็นเสียงของเจิ้งหรูเชียนที่แกล้งทำเป็น
โกรธ “ถึงตอนนั้นงานทั้งหมดก็ต้องให้เจ้าทำแล้วนะ”
“การทำงานมีอะไรให้กลัว ท่านป้าท่านน้าจะมาช่วยข้าอยู่แล้ว”
เจียงเซิงพูดอย่างไม่หวั่นเกรง “แต่ท่านสิ อย่ามากินงานมงคลของ
พวกเราเชียว”
“ข้าเป็นถึงเจ้าบ้านใหญ่ เหตุใดข้าถึงกินไม่ได้?” เจิ้งหรูเชียน
โต้เถียงกับน้องสาวตามปกติ
เจียงเซิงเอามือเท้าเอว “ท่านไม่ใช่เจ้าบ้านใหญ่ พี่สี่ต่างหากที่
เป็น”
ดังนั้น… สุดท้ายแล้วนี่เป็นเรื่องดีของผู้ใดกัน?
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นสบตากัน ในใจเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเงียบ
ๆ
พูดถึงน้องสาว นางก็อายุสิบสามแล้ว ตระกูลอื่นที่กระตือรือร้นคง
จัดการหมั้นหมายให้แล้ว เหลือรอให้ถึงวัยออกเรือนก็แต่งออกไป
แม้แต่คนตระกูลใหญ่ที่รักและทะนุถนอมลูกหลาน พอถึงวัย
เหมาะสมก็หมั้นหมาย หลังผ่านไปอีกสองปีตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปดก็
ต้องแต่งงาน
หรือว่าตระกูลเจียงจะหาคู่ครองให้เจียงเซิงแล้ว?
ความคิดนี้ทำให้สองพี่น้องนั่งไม่ติด ต้องโยนความรู้สึกทั้งหมด
ทิ้งไว้ข้างหลังทันที
จ่างเยี่ยนส่งสายตาไปทางหนึ่ง องครักษ์จึงยอมรับชะตากรรม
ก้าวไปเคาะประตู
เสียงโต้เถียงภายในลานบ้านหยุดลงทันที
เจียงเซิงถามอย่างระมัดระวัง “ใครกัน? พี่ใหญ่กลับมาแล้วหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก” เจิ้งหรูเชียนปฏิเสธ “เวลาไม่ตรงกัน พี่ใหญ่
ไม่มีทางกลับมาเร็วแบบนี้”
“เช่นนั้นก็คงเป็นคนจากร้านไป๋เว่ยเซิงไม่ก็ร้านจิ่วเจิน” เจียงเซิง
เกาศีรษะ “คงไม่ใช่คนที่ได้ยินเรื่องงานเลี้ยงฉลองแล้วมาขอลองชิม
สองคำหรอกนะ”
ขณะที่สองคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เจียงซานก็เดินมาดึง
กลอนประตูออกเรียบร้อยแล้ว
เมื่อประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก เด็กหนุ่มสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันก็
ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทุกคน
สีหน้าของเจียงเซิงพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เด็กสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ ขยี้ตาซ ้าแล้วซ ้าเล่า ไม่มีทั้งความยินดีที่
คาดหวังไว้หรือความตกใจที่ไม่คาดคิด
นางละทิ้งความมีชีวิตชีวาและความกล้าหาญเมื่อครู่ หันไปดึง
ชายเสื้อของเจิ้งหรูเชียนอย่างขลาดกลัว “พี่รอง ข้าฝันอีกแล้ว”
“ข้าฝันว่า… พี่ห้ากลับบ้านแล้ว”