พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 478 สายแล้ว
เมื่อคนเราอยู่ในสภาวะที่ไม่อยากเชื่อสุดขีด มักจะเกิดความรู้สึก
มึนงงคล้ายกำลังฝันอยู่
ราวกับว่าฟ้าดินหมุนคว้าง หรือเหมือนกำลังเดินอยู่บนปุยฝ้าย
แม้แต่แสงเงาตรงหน้าก็ค่อย ๆ มืดลง
เจียงเซิงเคยมีช่วงเวลาเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว
ในยามที่พี่ใหญ่ยุ่งอยู่ในสำนักราชบัณฑิต พี่สามต้องสู้รบนอง
เลือดอยู่ชายแดน พี่รองต้องเดินทางไกลไปต่างถิ่น พี่สี่และพี่ห้าติด
อยู่ในวังหลวง นางมักจะกอดสมุดบัญชีของร้านจิ่วเจินไว้แน่นอย่าง
เหม่อลอย
ชีวิตในยามนี้ช่างดีเหลือเกิน ไม่ขาดแคลนอาหารหรือเสื้อผ้า มี
ท่านพ่อและท่านย่า นางไม่ใช่ขอทานน้อยที่ถูกคนและสุนัขรังเกียจ
อีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนต่อสู้ท่ามกลางความหิวโหยและความ
เหน็บหนาว
ความทุกข์ยากในอดีตจางหายไปตามกาลเวลา ท่ามกลางความ
พร่าเลือนนางถึงกับสงสัยว่าเคยพบพี่ชายทั้งห้าคนนี้จริงหรือไม่
วันเวลาที่พวกเขาพี่น้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ประสบการณ์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกลายเป็นฟองอากาศในความคิดถึงวัน
แล้ววันเล่า กระทั่งพยายามจะลอยหนีไป
เจียงเซิงได้สติกลับมา รู้สึกถึงเหงื่อที่เย็นซึมออกมาครึ่งตัว
หากราคาของความมั่งคั่งคือการสูญเสียพี่ชาย นางยอมกลับไป
เป็นเหมือนเดิมที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือไม่ ใช้ชีวิตอย่าง
ยากลำบาก ความคิดถึงช่างเป็นเช่นนี้ยิ่งปรารถนาก็ยิ่งเลือนราง ยิ่ง
โหยหาก็ยิ่งพร่าเลือน
กระทั่งบุคคลผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา
ความรู้สึกราวกับฝันของเจียงเซิงพุ่งสูงถึงขีดสุดในชั่วขณะ นาง
หุบมุมปากลงเหมือนกับในคืนมากมายที่ผ่านมา ปลายจมูกและลำคอ
รู้สึกเปรี้ยวชา น ้าตาพรั่งพรูออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เป็นเรื่องจริง หรือเรื่องเท็จกันแน่?
เป็นความจริง หรือเป็นความฝัน?
ความคิดนี้วนเวียนไปมา ในที่สุดความกลัวต่อการสูญเสียก็
มากกว่าความคาดหวัง ภาพรอบข้างบิดเบี้ยวไปตามนั้น สิ่งเดียวที่
นางจับไว้ได้คือชายเสื้อของคนข้างกาย
“พี่รอง ข้าฝันอีกแล้ว ข้าฝันว่าพี่ห้ากลับบ้าน ข้าแยกไม่ออกว่านี่
เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ…”
นางพยายามพร ่าพรรณนาเต็มที่ ราวกับบอกเล่าความ
หวาดกลัวทั้งหมดและเหมือนกับกล่าวถึงความไม่สบายใจทั้งมวล
จนความรู้สึกของการเสียดสีของผ้าส่งผ่านมา เจียงเซิงถึงได้
รู้สึกตัวทีหลังว่ามันดูเหมือนจะไม่ใช่ความฝัน
ภาพที่บิดเบี้ยวค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ เสียงอึกทึกครึกโครม
หายไป เรือนเล็กที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมปรากฏขึ้นใน
ความคิด
พร้อมกับเสียงสะอื้นอันคุ้นเคย
“ฮือ ๆ ๆ ฮือ ๆ ๆ …ฮึก เจ้าห้า… นี่ไม่ใช่ความฝัน มันคือความ
จริง” เจิ้งหรูเชียนอ้าปากร้องไห้โฮ “เจ้าห้ากลับมาจริง ๆ เจียงเซิงเจ้า
ตื่นเถอะ นี่ไม่ใช่ความฝัน”
นี่เป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคู่โตจ้องมองไปข้างหน้าอย่าง
แน่วแน่ เด็กหนุ่มที่ดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิงผู้นั้นเมื่อวัยเพิ่มขึ้นก็
ยิ่งดูหล่อเหลา แต่ก็ยังงดงามจนทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหมองไป
เป็นเขา เป็นเขา เป็นเขาจริง ๆ !!
“พี่ห้า!” เจียงเซิงร้องตะโกนอย่างปวดร้าวราวกับอกจะแตกสลาย
แล้วกางแขนทั้งสองพุ่งเข้าไปหา
แต่ก็มักมีคนหนึ่งที่เร็วกว่านาง
เจ้ารองที่ทั้งสูงและแข็งแรงใช้ก้นดันน้องสาวออกไป แล้วพุ่งตัว
กอดจ่างเยี่ยนทันที น ้าตาและน ้ามูกไหลพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน “เจ้า
คนไร้น ้าใจ! เจ้ายังรู้จักกลับมาอีกหรือ เจ้าลืมพวกข้าไปแล้วใช่
หรือไม่ วัน ๆ เอาแต่กินดีอยู่สบาย ลืมพวกข้าที่ต้องทนลำบากอยู่ข้าง
นอกไปหมดแล้ว”
“เจ้าได้เจอพี่ใหญ่ เจ้าได้เจอน้องสาว ได้เจอเจ้าสี่ แล้วทำไมเจ้า
ถึงลืมพี่รองไปเล่า หรือว่าพี่รองไม่คิดถึงเจ้า หรือว่าพี่รองไม่สนิทสนม
กับเจ้า”
“ไร้น ้าใจนัก เจ้ามันไร้น ้าใจจริง ๆ”
เขาร้องไห้พลางด่าไปด้วย แต่ก็ไม่ลืมจะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน ้าตา
น ้ามูก กลัวว่าจะทำเสื้อผ้าอันหรูหราของน้องชายเปื้อน
ทุกคนทั้งขำและเศร้าไปพร้อมกัน
ความเศร้าใจของเจียงเซิงถูกพัดปลิวไปไกลจนถึงขอบฟ้า ทั้ง
ขบขันและอับจนปัญญา
แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงก็เป็นสองคนที่ไม่ได้
เจอจ่างเยี่ยนตั้งแต่งานแต่งงานของป้าจาง ฟางเหิงอยู่ที่ชายแดนก็ถือ
ว่าไม่มีทางได้พบเขาอยู่แล้ว เหลือแต่เจิ้งหรูเชียนที่เขย่งเท้าชะเง้อคอ
รอคอย แต่ก็ไม่เคยได้เจอน้องชายเลย
ในโลกแห่งความรู้สึกของเหล่าพี่น้องทั้งหกคน ไม่ได้มีแค่พี่ชาย
กับน้องสาวเท่านั้น แต่ยังมีพี่ชายกับน้องชายด้วย
เหมือนตอนนี้ที่เห็นพี่ชายคนรองกำลังกอดเจ้าน้องชายคนที่ห้า
อยู่ เวินจืออวิ่นอดพึมพำไม่ได้ “พี่รอง ท่านไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ?”
“คิดถึงสิ! ข้าคิดถึงทั้งคู่ พวกเจ้าช่างไม่รู้บุญคุณเอาเสียเลย
คิดถึงทั้งคู่นั่นแหละ” ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็หยุดร้องไห้ แขนซ้ายโอบ
เจ้าสี่เอาไว้
คนหนึ่งร่างสูงโปร่งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง ส่วนอีกสองคนดู
ผอมบาง
ขณะนี้ที่พวกเขาโอบกอดกันอยู่นั้นช่างดูกลมกลืนและอบอุ่น
เหลือเกิน
หากว่าพวกเขาไม่ได้หันกลับมาและเห็นวิญญาณกาน ้าชาที่
กำลังเดือดปุด ๆ เสียก่อน
“พวกท่านรักใคร่กันดีเหลือเกินนะ เช่นนั้นข้าจะไปอยู่ตรงมุม
ห้องก็แล้วกัน” เจียงเซิงกล่าวพลางเท้าเอว “พี่สี่กับพี่ห้ากลับมาด้วย
ความยากลำบาก พี่รอง ท่านจะมาผลักข้าทำไมกัน”
“ข้าทำไปเพราะความร้อนใจต่างหาก” เจิ้งหรูเชียนแก้ตัว “ใคร
ใช้ให้เจ้าตัวไม่สูงใหญ่เท่าข้าเล่า คราวหน้าก็กินขาหมูให้มาก ๆ
หน่อยสิ”
ลูกตาของเจียงเซิงเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
พอเห็นว่าสองพี่น้องกำลังจะทะเลาะกันอีก จ่างเยี่ยนจึงรีบไกล่
เกลี่ย “วางใจเถอะ ต่อไปพวกเราจะได้เจอกันบ่อย ๆ แล้ว”
คราวนี้กลับเป็นเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนที่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
คนหนึ่งเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
อีกคนขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ก่อนที่ความคิดของพวกเขาจะพันกันจนยุ่งเหยิง เวินจืออวิ่นจึง
เอ่ยขึ้นว่า “ไม่ได้ถูกไล่ออกมา แล้วก็ไม่ได้ถูกถอดยศด้วย ต่อจากนี้
องค์ชายห้าจะมีอิสระ ไม่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป”
องค์ชายห้าที่ไร้อำนาจ ไร้อิทธิพล ต้องคอยหลบซ่อนในวังหลวง
ส่วนองค์รัชทายาทผู้ทรงอำนาจล้นฟ้าสามารถไปไหนมาไหนได้
อย่างอิสระ
ความสัมพันธ์ที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น ผู้คนที่ต้องคอยแอบห่วงใย
ในที่สุดก็สามารถรวบรวมไว้ใต้ปีกได้ทั้งหมด มันฟังดูไม่เลวเลย แต่
ใครจะยังจำได้ถึงความสบายใจและผ่อนคลายในยามที่เขาเคย
แกะสลักไม้ ความสุขและอิสระเมื่อยื่นมือไปสัมผัสกับสายลม
ความหวังและการรอคอยเมื่อมองไปยังที่ไกลแสนไกล
เขาแบกรับความคาดหวังของมารดาไว้บนบ่า สมควรจะได้โบย
บินอย่างอิสระในที่ห่างไกล แต่กลับจมลงในโคลนตมอันเหนียวหนืด
นี้
เขามีความสุขจริงหรือ
เจียงเซิงไม่รู้และไม่มีทางถามได้ เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว พูดถึงสิ่ง
เหล่านี้ไปจะมีประโยชน์อะไร จะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้
อย่างไร
คนที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นเท่านั้นที่จะเปิดแผลใจของคน
อื่นหลังจากทุกอย่างมันจบไปแล้ว
แม้ว่าเจียงเซิงจะรู้สึกเศร้าในใจ แต่นางก็ต้องฝืนยิ้มและวิ่งเข้าไป
จับมือพี่ชายทั้งสองคน ก่อนจะหันมาออดอ้อนป้าจางว่า “ท่านป้า ๆ ๆ
พี่สี่กับพี่ห้าอยากกินขาหมูแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าว่าเจ้าต่างหากที่อยากกิน” จางเซียงเหลียนเช็ดน ้าตา
“อาหารที่จืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนชอบ ข้ารู้หมดแล้ว ข้าจะไปเตรียม
เดี๋ยวนี้”
ไม่ว่าจะอย่างไร การได้กลับบ้านก็เป็นเรื่องดี
เรือนเล็กที่เงียบสงบไปชั่วครู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ควันจาก
การปรุงอาหารพร้อมกลิ่นหอมลอยไปไกล ขาหมูและผัดผักถูก
ยกขึ้นโต๊ะตามลำดับ รวมถึงขนมใหม่ ๆ จากร้านจิ่วเจิน และเนื้อแกะ
นุ่มลิ้นจากร้านไป๋เว่ยเซิง
คนในครอบครัวที่ขาดหายไปนานกลับมารวมตัวกัน นั่งล้อมรอบ
โต๊ะกลมอีกครั้ง พูดคุยหัวเราะพลางหยิบชามช้อนขึ้นมา
เวินจืออวิ่นมองไปรอบ ๆ แล้วถามเสียงเบา “พี่ใหญ่ไม่กลับมากิน
ข้าวหรือ?”
ดูเหมือนเจ้าสี่ก็คิดถึงพี่ใหญ่เช่นกัน
เจิ้งหรูเชียนกำลังยกอาหารมา จ่างเยี่ยนจึงอธิบายพลางยิ้ม
“สำนักราชบัณฑิตมีอาหารกลางวันให้ ขุนนางที่ยุ่งงานมากมักจะกิน
อาหารที่นั่นเพื่อให้กลับบ้านเร็วขึ้น”
ราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎหมายที่ครอบคลุม ขุนนางไม่เพียงมีเวลาลง
ชื่อเข้าทำงานเท่านั้น หากมาสายยังต้องถูกลงโทษด้วยการหัก
เงินเดือนอีก
นอกจากนี้เพื่อป้องกันการนั่งกินเงินเดือน ขุนนางแต่ละคน
จำเป็นต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันให้เสร็จสิ้น หากทำไม่
เสร็จก็ต้องอยู่ทำงานต่อ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าการทำงานล่วงเวลา
นั่นเอง
แค่นี้ก็แย่พออยู่แล้ว แต่ขุนนางในท้องพระโรงนั้นลำบากที่สุด
ตามธรรมเนียม พวกเขาต้องเข้าเฝ้าตรงเวลาในตอนเช้าตรู่
เหล่าขุนนางย่อมไม่อาจให้ฮ่องเต้รอคอยได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องตื่น
แต่เช้ามืดเพื่อชำระร่างกายและเดินทาง ในฤดูหนาวการออกเดินทาง
ท่ามกลางความมืดนั้นเป็นเรื่องปกติ
เมื่อเทียบกันแล้ว สวี่โม่ที่ทำงานในสำนักราชบัณฑิตนับว่าสบาย
กว่ามาก เพียงแต่ความรู้สึกผ่อนคลายนี้คงไม่อาจคงอยู่ได้นานนัก
จ่างเยี่ยนดึงความคิดกลับมา แกล้งทำเป็นไม่สนใจแล้วเอ่ยถึง
“เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกท่านพูดถึงเรื่องดี ๆ ตรงหน้าประตู ใครกำลังจะมี
งานมงคลหรือ?”