พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 479 คนมีงานมงคล
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าสี่ที่เดิมกำลังคิดถึงพี่ใหญ่ก็นั่งตัวตรง
ขึ้นมาทันที
สายตาของสองพี่น้องจับจ้องมายังเจียงเซิงพร้อมกัน มันเต็มไป
ด้วยความสงสัยและความมุ่งร้าย
ราวกับว่าในพริบตาถัดไป พวกเขาจะชักดาบออกมาฆ่าคนเสีย
ให้ได้
เจิ้งหรูเชียนถือขาหมูกลับมาพอดี หลังเห็นท่าทางของน้องชาย
ทั้งสองคนก็รู้สึกแปลกใจ “พวกเจ้าไปโดนใครเหยียบหางมาหรือ
อย่างไร ถึงได้เลือดขึ้นหน้าขนาดนี้”
“ใช่แล้ว ๆ” เจียงเซิงพยักหน้า “การที่พี่สี่รีบร้อนพอเข้าใจได้ แต่
ทำไมพี่ห้าต้องเป็นกับเขาด้วย”
ยิ่งพูดก็ยิ่งสับสน
เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ไม่เข้าใจสถานการณ์
วังเสี่ยวจูที่ถือขนมเดินเข้ามาวางลงตรงหน้าเขา แล้วกล่าวเสียง
เบาว่า “ท่านหมอเวิน เป็นงานมงคลของข้าเอง”
จ่างเยี่ยนชะงักไป ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยไม่แสดง
พิรุธ
ทิ้งให้เวินจืออวิ่นเบิกตากว้าง ไม่รู้ว่าควรตกใจหรือควรแสดง
ความยินดี
พรากจากกันไปเกือบครึ่งปี เมื่อกลับมาถึงได้รู้ว่าหมอหญิงถูก
คนขโมยไปเสียแล้ว
เมื่อคำนวณดูวังเสี่ยวจูก็อายุสิบแปดปีแล้ว การได้แต่งงานออก
เรือนก็เป็นเรื่องสมควร เขาจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีและควรจะแสดง
ความยินดีกับนาง
“ช่างดีจริง ๆ เสี่ยวจู” เวินจืออวิ่นแสดงความยินดีอย่างจริงใจ
“ขอให้ท่านมีความสุขมาก ๆ นะ”
“ขอบคุณท่านหมอเวินมาก” วังเสี่ยวจูยิ้มอย่างเหมาะสม ขณะที่
เคลื่อนไหวก็เผยให้เห็นกำไลเงินที่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งบนข้อมือ “ท่าน
วางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้การตรวจรักษาของสำนักแพทย์ต้องล่าช้า”
นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า แม้จะแต่งงานแล้วนางก็จะยังอยู่ที่สำนัก
แพทย์เวิน
หมอหญิงไม่ได้ถูกคนขโมยไป แต่แค่ได้พบกับความสุขที่เป็น
ของตัวเองเท่านั้น
เวินจืออวิ่นยิ้มกว้าง “การกลับมาครั้งนี้นับว่าทันเวลาพอดี ไม่
พลาดโอกาสได้ช่วยแต่งตัวให้พี่สาวเสี่ยวจู”
“ไม่ใช่แค่แต่งตัวเท่านั้น ยังต้องช่วยลงมือทำงานอื่นได้อีกด้วย”
เจียงเซิงพูดจ้อกแจ้กอยู่ข้าง ๆ
สองคนพูดคุยโต้ตอบกันไปมา ถกเถียงกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับ
วันงานมงคล ความคืบหน้าของงาน สิ่งที่ต้องใช้ในงาน มงกุฎหงส์กับ
ชุดแต่งงานสีแดง และอื่น ๆ อีกมากมาย
ทว่าไม่ได้ถามว่าเจ้าบ่าวเป็นใคร จ่างเยี่ยนทนไม่ไหวจึงมองไปยัง
คนที่อยู่ที่นี่ “ขอถามพี่สาวเสี่ยวจู ท่านจะแต่งงานไปอยู่ตระกูลไหน
หรือ?”
หรือว่าเป็นชาวบ้านที่มารักษาที่สำนักแพทย์เวิน?
หรือว่าจะเป็นคนตระกูลใหญ่ที่มักเรียกหมอหญิงไปบีบนวด?
ในที่สุดเวินจืออวิ่นก็รู้สึกตัว ดวงตากลมโตเป็นประกายทันที
“ใครกันที่จะแต่งกับพี่สาวเสี่ยวจู หมอหญิงที่ดีที่สุดของสำนักแพทย์
เรา?”
วังเสี่ยวจูยิ้มอย่างเขินอาย แล้วชำเลืองมองไปทางมุมลานบ้าน
ชายคนนั้นอยู่ที่นี่ด้วยจริง ๆ หรือ?
เวินจืออวิ่นเงยหน้าด้วยความประหลาดใจ เพิ่งสังเกตเห็นว่ามี
ชายสองคนสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบนั่งอยู่ตรงนั้น พวกเขาไม่ใช่ใคร
นอกจากพี่น้องตระกูลเกาที่รับผิดชอบขนส่งเกาลัด
พวกเขาเป็นคนเก่าคนแก่ของเจิ้งหรูเชียนไปแล้ว ความ
จงรักภักดีของพวกเขาไม่มีข้อสงสัยเลย
แต่เกาต้าวั่นมีภรรยาและลูกแล้ว ส่วนเกาเหยียนทั้งพูดติดอ่าง
และนิสัยเงียบขรึม ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมาะกับวังเสี่ยวจูที่งดงาม
และบอบบาง
ในสมัยที่ตระกูลสูงส่งจะยกลูกสาวให้แต่งกับตระกูลที่ต ่าต้อย วัง
เสี่ยวจูซึ่งมีภูมิหลังเป็นหมอหญิงและใสบริสุทธิ์ ภายใต้การสนับสนุน
ของเจียงเซิง จ่างเยี่ยน รวมถึงคนอื่น ๆ แม้แต่การแต่งงานกับเป็น
ภรรยานายอำเภอก็ยังทำได้
อย่างน้อยก็ควรจะเลือกซิ่วไฉสักคน ลองเสี่ยงดูว่าในอนาคตอาจ
ได้เป็นภรรยาของจวี่เหริน ดีกว่าเลือกคนงานธรรมดา แถมยังไม่ใช่
คนงานที่โดดเด่นอะไร
“เขาคือเกาเหยียน” วังเสี่ยวจูตอบด้วยน ้าเสียงราบเรียบ “เขาดี
กับข้ามาก หลายปีมานี้ข้าไม่เคยพบใครที่อ่อนโยนและใส่ใจเช่นนี้มา
ก่อน สำคัญที่สุดคือเขาดีกับข้าคนเดียว”
“ในโลกนี้ชาติกำเนิดไม่ได้ตัดสินทุกอย่าง ความเก่งกาจก็ไม่ได้
ตัดสินทุกสิ่ง จิตใจที่ดีงามนั้นเงินทองมากมายก็หาซื้อไม่ได้ การอยู่
กับเขาทำให้ข้าสบายใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
“เงินไม่จำเป็นต้องมีมาก แค่พอกินพอใช้ก็พอ ชีวิตไม่จำเป็นต้อง
มีความปั่นป่วน ความเรียบง่ายธรรมดานี้สำคัญที่สุด”
ตามคำพูดของนาง เกาเหยียนที่อยู่ตรงมุมห้องลุกขึ้นยืนอย่าง
เคอะเขิน เหมือนว่าเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก
ในที่สุดเขาก็ได้แต่ค้อมตัวอย่างอาย ๆ พลางพูดติดอ่างว่า “ข้า
จะ… ข้าจะดีต่อวังเสี่ยวจูตลอดชีวิต”
เมื่อเขายืดตัวขึ้น ดวงตาที่มองนางนั้นเต็มไปด้วยประกายแสง
แม้แต่ใบหน้าธรรมดา ๆ ของเขาก็ดูน่าชื่นชมไปด้วย
ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต แต่เวลานี้เขารักวังเสี่ยวจูมาก และวังเสี่ยวจู
ก็เต็มใจจะรับความสุขของเขา มันก็เพียงพอแล้ว
ทุกคนมีทัศนคติต่อชีวิตแตกต่างกัน บางทีการหาคู่ครองที่มี
ความคิดเดียวกัน มีวิถีชีวิตเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน อาจเป็น
ชีวิตที่ดีที่สุดในใจของพวกเขา
จ่างเยี่ยนเก็บสายตาที่มองสำรวจมา แล้วยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับ
คู่บ่าวสาวคนใหม่ที่กำลังจะแต่งงาน
เวินจืออวิ่นก็ยิ้มพลางพยักหน้าน้อย ๆ ไม่ได้แสดงความดูถูกหรือ
ดูแคลนต่อสถานะที่ธรรมดาของพวกเขาแม้แต่น้อย
เกาเหยียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ภายใต้สายตาเดือดพล่านของพี่ชาย วังเสี่ยวจูกุมมือเขาอย่างให้
กำลังใจพาเขาไปยังโต๊ะกลม
เมื่อจางเซียงเหลียนนำชามน ้าแกงชามสุดท้ายมาวาง งานเลี้ยง
อันคึกคักก็เริ่มขึ้น
ทุกคนไม่คำนึงถึงสถานะหรือเรื่องชายหญิง นั่งลงตามใจชอบ
ชนจอกสังสรรค์กัน
วังเสี่ยวซงในฐานะคนคนเดียวที่รู้สึกขุ่นเคือง ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ
พลางถ่มน ้าลายใส่ว่าที่น้องเขยไปด้วย
เจิ้งหรูเชียนเห็นเรื่องน่าสนุกจึงจงใจถามว่า “เสี่ยวซง เสี่ยวจูแต่ง
ออกไปแล้ว แล้วเจ้าเล่า ทำไมยังไม่หาสะใภ้สักคนอีก?”
“ข้าก็อยากหา แต่ข้าจะหาได้หรือ?” วังเสี่ยวซงทำหน้าเศร้า
สร้อย “ท่านป้า ท่านช่วยหาภรรยาให้ข้าสักคนเถอะ ข้าอายุยี่สิบปี
แล้วนะ”
“ข้าจะหาให้เจ้า ๆ” จางเซียงเหลียนพูดอย่างหมดหนทาง “หนุ่ม
น้อยอยากได้ภรรยา ไม่ต้องร้อนรนนักหรอก”
“ข้าไม่ได้ร้อนรน ข้าแค่อยากได้ภรรยา ข้าไม่มีแม่แล้ว ท่านป้าก็
เหมือนแม่ของพวกข้า แม่หาภรรยาให้ลูกชาย มันก็เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ใช่หรือ” วังเสี่ยวซงทำหนาหน้าพูด “ท่านป้า ข้าอยากได้ภรรยา
อยากได้ภรรยา”
จางเซียงเหลียนถอนหายใจ ลูบหลังปลอบประโลมเขาอยู่ข้าง ๆ
เจ้าหนุ่มคนนี้จะอยากได้ภรรยาที่ไหนกัน ชัดเจนว่ากำลังคิดถึง
มารดาต่างหาก
นางไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงปลอบเด็กที่ไร้มารดาเหล่านี้อย่าง
สุดความสามารถครั้งแล้วครั้งเล่า
“ท่านแม่ น้องสาวกำลังจะแต่งงานแล้ว หากท่านที่อยู่ข้างหลังรู้
เข้าคงจะหลับตาได้อย่างสงบ” วังเสี่ยวซงไม่ได้ดื่มสุรา แต่กลับเมา
มายถึงขีดสุด เขากอดโต๊ะพลางร้องไห้พลางหัวเราะ “ท่านแม่ ขอให้
ท่านหลับตาอย่างสงบเถอะ”
ตลอดมาวังเสี่ยวจูไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับพี่ชายคนนี้ แต่ตอนนี้
นางเองก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ปิดตาแล้วรีบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน พี่น้องคู่นี้ที่เคยร้องไห้เพราะมารดาจาก
ไป ถูกคนในตระกูลรังแกจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่กอดขนมแป้ง
ทอดไว้ราวกับเป็นสมบัติล ้าค่า บัดนี้จะได้สร้างครอบครัวและอาชีพ
ของตนแล้ว
เกาเหยียนสงสารภรรยาจึงวางตะเกียบแล้วรีบตามไป สองคนยืน
อยู่ตรงมุม คนหนึ่งสะอื้นไห้ อีกคนคอยปลอบ ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะ
สงบอารมณ์ลง
จ่างเยี่ยนไม่ได้ตั้งใจเดินมาที่นี่ เพียงดื่มน ้าชาที่น้องสาวรินให้
มากเกินไปจึงจำเป็นต้องไปห้องสุขาสักหน่อย
เขาพยายามระมัดระวังที่สุดแล้ว แต่ก็ยังได้ยินเสียงพูดติดขัดของ
เกาเหยียนตอนที่จะเอี้ยวตัว
“เสี่ยว…เสี่ยวจู เจ้าอย่าเสียใจไปเลย พี่เสี่ยวซงก็แค่… ก็แค่เป็น
ห่วงเจ้า”
“ท่านหมอเวินก็เป็นห่วง เป็นห่วงเจ้ามาก… เจ้า เจ้าเคยชื่นชม
หมอที่เก่งกาจ แต่ก็ยังยินดีที่จะ ที่จะอยู่กับ กับข้าที่เป็นคนพูดติด…
ติดอ่างแบบนี้”
“เสี่ยวจู ข้า ข้าเกาเหยียนขอสาบานต่อฟ้า ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวัน…
ไม่มีวันทำผิดต่อเจ้า”
“ตลอดกาล”