พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 480 แต่งตั้งรัชทายาท
เกาเหยียนยังคิดจะสาบานต่อ “หากข้าทำร้ายเจ้า…”
วังเสี่ยวจูรีบยื่นมือออกไปห้าม พลางกล่าวเบา ๆ ว่า “ในเมื่อ
ต่อไปพวกเราจะเป็นสามีภรรยากันก็ควรไว้ใจกัน ข้าไม่ปิดบังเจ้าว่า
เคยชื่นชมท่านหมอเวิน และข้าก็เชื่อว่าเจ้าจะปฏิบัติกับข้าเป็นอย่าง
ดี”
“ท่านหมอเวินเปรียบเสมือนเมฆลอยอยู่ขอบฟ้า งดงามน่าชื่นชม
ทว่ายากจะแตะต้อง เจ้าต่างหากที่เป็นความจริงในโลกนี้ เป็นคนที่จะ
อยู่เคียงข้างข้าไปตลอดชีวิต”
“ต่อไปอย่าได้พูดคำสาบานอะไรอีก การเป็นคนนั้นอยู่ที่การ
กระทำ ไม่ใช่คำพูด”
เกาเหยียนเหมือนจะตกตะลึงกับคำพูดนั้น หลังจากผ่านไปครู่
ใหญ่จึงพูดว่า “ได้… ข้าสัญญากับเจ้า วังเสี่ยวจู”
การเป็นคนนั้นอยู่ที่การกระทำไม่ใช่คำพูด ความรู้สึกนั้น
พิจารณาจากร่องรอยของมันไม่ใช่หัวใจ
บางทีอาจเป็นไปได้ว่าวังเสี่ยวจูเคยรู้สึกหวั่นไหวในบางครั้ง แต่
นางสร่างเมาเร็วกว่านั้น
เรื่องราวที่ซับซ้อนและนองเลือดทั้งหลายนั้นไม่เกี่ยวกับนางเลย
นางเพียงต้องการใช้ชีวิตให้ดีและมั่นคงในยามนี้
นั่นคือทั้งหมด
คู่บ่าวสาวยังคงกระซิบอยู่ที่มุม
ส่วนจ่างเยี่ยนเดินอ้อมไปยังห้องสุขา ในแววตาเต็มไปด้วยคำ
อวยพรจริงใจ
มื้ออาหารนี้อาจจะมีเรื่องให้คุยกันเยอะแยะ
ด้านหน้ามีพี่น้องตระกูลวังที่แสดงความรู้สึกจากใจจริง ด้านหลัง
มีพี่น้องสี่คนพูดคุยกันไม่หยุด
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่แยกจากจำเป็นต้องเล่าให้ครอบครัวฟัง
ยามบ่ายที่อากาศแจ่มใสและสายลมพัดเอื่อย ผู้เล่ากล่าวอย่าง
ราบเรียบแต่ผู้ฟังกลับตกใจสุดขีด
อาหารมื้อนี้กินตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงยามบ่าย แล้วค่อย ๆ ล่วงเลย
ไปถึงยามเย็น
เจียงเซิงลูบท้องของตนแล้วถามอย่างงุนงง “ดังนั้นตอนนี้พี่ห้า
เป็นรัชทายาทแล้วหรือ? แล้วพี่ใหญ่จะต้องฟังคำสั่งของท่านด้วยใช่
หรือไม่?”
เรื่องนี้…
จ่างเยี่ยนแสดงท่าทีครุ่นคิด ไม่สามารถตอบได้ทันที
แต่เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ข้าง ๆ กลับตบขาหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆ ในที่สุดพี่
ใหญ่สวี่ก็มีวันนี้เหมือนกัน ข้าอยากเห็นสภาพเขาตอนถูกด่าจริง ๆ”
“ดูเหมือนสำนักราชบัณฑิตกำลังจะเลิกแล้ว พวกเราไปรับพี่
ใหญ่กันเถอะ” เขาคิดอะไรได้ก็พูดออกมาทันที “ข้าอยากเห็นสภาพ
ตอนที่พี่ใหญ่ถูกคนดุเร็ว ๆ”
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นสบตากัน ทั้งคู่ไม่มีใครปฏิเสธ
พวกเขาเองก็อยากเจอพี่ใหญ่เร็ว ๆ เหมือนกัน
เจียงเซิงกระโดดลงจากม้านั่ง “เช่นนั้นไปกันเถอะ”
หลายปีก่อน พวกเขาก็เคยไปส่งพี่ชายคนโตที่สำนักศึกษาแบบ
นี้
แต่ตอนนั้นอยู่ในหมู่บ้าน ระยะทางก็ไกลมาก ต้องอาศัยเกวียน
ลาที่โคลงเคลงไปมาตลอดทาง
ตอนนี้ในที่สุดพวกเขาก็มีเงินพอจะซื้อเกวียนหรูหราที่เคยใฝ่ฝัน
ได้แล้ว
ยังจำได้ว่าตอนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ เจียงเซิงลูบคลำไปทั่วด้วย
ความตื่นเต้นอยู่เกือบครึ่งวันหลายปีมานี้นางได้นั่งรถม้าดี ๆ มาไม่
น้อย โดยเฉพาะตระกูลเจียงก็มีถึงสองคัน แต่รถม้าที่ซื้อด้วยเงินที่หา
มาเองนั้นแตกต่างออกไป
“มาเถอะ เจ้าสี่ เจ้าห้า” เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง “เมื่อก่อนพี่รองมัก
พาพวกเจ้าขี่เกวียนลา ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว พวกเราได้นั่งเกวียนคัน
ใหญ่ที่มีเบาะนุ่ม ๆ แล้ว”
ของพวกนั้นในอดีตล้วนเป็นของที่ผู้อื่นให้มา แต่รถม้าคันนี้เป็น
สิ่งที่เขาหามาด้วยตนเอง
จ่างเยี่ยนยิ้มน้อย ๆ อาศัยแรงของพี่รองช่วยพยุงขึ้นรถม้า แล้ว
หันกลับมาช่วยดึงพี่สี่ขึ้นมาด้วยกัน
พวกเขาทยอยเข้าไปนั่งในรถม้าคันใหญ่ที่กว้างขวางตามลำดับ
เจียงเซิงก้มตัวลงรออยู่ที่โต๊ะเล็กแล้ว นางแอบล้วงลูกกวาดและเมล็ด
แตงโมออกมาจากลิ้นชัก จัดวางอย่างเป็นระเบียบ
“เจ้ายังกินลงอีกหรือ?” เวินจืออวิ่นถามอย่างประหลาดใจ
นางชะงักไปชั่วครู่ แล้วตอบว่า “กินไม่ลงหรอก แต่ผู้อื่นล้วนจัด
วางของเหล่านี้ไว้ พวกเราก็ต้องวางไว้ด้วยสิ”
อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งอยู่ในเกวียนแล้วเหม่อมองโต๊ะเปล่า ๆ
เวินจืออวิ่นถูกโน้มน้าวจนเห็นด้วย จึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
จ่างเยี่ยนและเจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ รู้สึกถึงความหรูหราของ
รถม้าที่เริ่มเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล ผู้คนและทิวทัศน์ค่อย ๆ ห่างไป แต่
ไม่ได้รู้สึกไม่สบายตัวแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปสองถ้วยชา รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูสำนักราช
บัณฑิต
เจิ้งหรูเชียนกระโดดลงไปก่อน ขณะกำลังช่วยน้องชายก้าวลงมา
ก็ได้ยินเสียงเจียงซานเตือนว่า “ปกติข้าจะมารับคุณชายตรงนี้ ไม่เคย
ไปถึงประตูใหญ่เลยนะขอรับ”
ขุนนางส่วนใหญ่มาจากสำนักราชบัณฑิต ผู้ที่สามารถเข้ามาได้
ก็มักจะเป็นคนรวยหรือมีอำนาจ ด้วยสถานะของสวี่โม่ จริง ๆ แล้วไม่
มีคุณสมบัติพอจะเข้าใกล้สำนักราชบัณฑิตได้
แต่วันนี้ไม่เหมือนวันก่อน จุดประสงค์ที่จ่างเยี่ยนมาสำนักราช
บัณฑิตก็ไม่น่าจะเป็นเพียงมารับพี่ชายคนโตเท่านั้น
เจิ้งหรูเชียนวางท่าเป็นเจ้าบ้านเต็มที่ เหลือบมองด้วยสายตาดู
แคลนแล้วกล่าวว่า “เจียงซานเอ๋ย เจ้าดูให้ดีว่าข้าพาใครมา หากเขา
ไม่มีคุณสมบัติจะเข้าใกล้สำนักราชบัณฑิต แล้วใครในใต้หล้านี้จะมี
คุณสมบัติเล่า?”
เจียงซานสะดุ้งขึ้นมาทันที
องครักษ์ข้างกายเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า “องค์รัชทายาท
เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อไม่นานมานี้”
เจียงซานจึงรู้สึกตัว พวกเขาคนหนุนหลังแล้ว
พวกเขาไม่ใช่พ่อค้าตัวน้อยที่ถูกรังแกอีกต่อไป ไม่ต้องดิ้นรนหา
เลี้ยงชีพอย่างยากลำบากในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่แห่งนี้อีกแล้ว ว่า
ที่โอรสสวรรค์จะเป็นที่พึ่งให้พวกเขา การก้าวเดินอย่างองอาจจะเป็น
จริงในไม่ช้าแล้ว
“เป็นข้าเองที่สายตาคับแคบเกินไป” เจียงซานรู้สึกเจ็บปวดและ
สำนึกผิด “ในเมื่อมีองค์รัชทายาทอยู่ พวกเรายังต้องกลัวอะไรอีกเล่า”
“ถูกต้อง ๆ” เจิ้งหรูเชียนเชิดคอขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
บางทีนี่อาจเป็นความหมายของการครอบครองอำนาจ การเป็น
ที่พึ่งอันทรงพลังที่สุดของครอบครัว สามารถยืนหยัดอย่างสง่างามได้
ตลอดไป
จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ ขณะที่จิตใจของเขาเริ่มมั่นคงขึ้น เด็ก
หนุ่มก็ไม่ได้หลงไปกับคำยกยอเหล่านั้น
ตำแหน่งรัชทายาทเป็นเสมือนร่มคุ้มกัน แต่ยุคสมัยที่รุ่งเรืองยัง
ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในการสรรค์สร้าง
ในช่วงที่สำนักราชบัณฑิตเลิกงาน ประตูใหญ่สีดำถูกเปิดออก
บรรดาบัณฑิตขุนนางผู้มีความสามารถทุกช่วงวัยเดินออกมาจาก
ด้านใน พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เดินมาด้วยกัน สนทนากัน
อย่างสนุกสนาน
ในบรรดาคนเหล่านั้น สวี่โม่ ฉีหวาย และอันจวิ่นโดดเด่นที่สุด
พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีกิริยาสง่างามและสุภาพ เปี่ยมด้วยความ
มุ่งมั่นและความแน่วแน่ที่มีเฉพาะในวัยหนุ่ม กำลังชี้แนะกันอย่าง
กระตือรือร้นเกี่ยวกับปัญหาบางอย่าง
ปกติแล้ว อันจวิ่นจะมีอารมณ์รุนแรงที่สุด ฉีหวายจะแทรกด้วย
ประโยคสั้น ๆ ส่วนสวี่โม่จะเป็นคนสรุปการสนทนา ทว่าวันนี้สอง
สหายรออยู่นานก็ยังไม่เห็นจุดจบ พวกเขาจึงเงยหน้ามองอย่างสงสัย
แต่กลับเห็นเพียงจอหงวนสวี่ที่จ้องมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย
บนถนนมีผู้คนและรถม้าผ่านไปมา สองข้างทางเป็นแถวของเสา
ไม้ สำหรับให้คนผู้มีฐานะผูกม้าไว้
ณ จุดที่สวี่โม่ขึ้นรถม้ากลับบ้านเป็นประจำ เจียงซานนั่งบนรถม้า
พลางสะบัดแส้ยิ้มอย่างมีความสุข เจิ้งหรูเชียนเชิดคอราวกับไก่ตัวผู้ที่
พร้อมรบ ส่วนเจียงเซิงยืนยิ้มกว้างอยู่ระหว่างเด็กหนุ่มสองคน
ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน
ช่างเป็น…ญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบกันนานเหลือเกิน
สวี่โม่ส่ายหน้าพลางยิ้ม ดูสงบและผ่อนคลายมากกว่าเจิ้งหรู
เชียนและเจียงเซิงอยู่หลายส่วน “ทั้งสองท่าน พี่น้องของข้ากลับ
มาแล้ว วันนี้พวกเจ้าอยากจะให้ข้าแนะนำหรือไม่?”
แนะนำ?
อันจวิ่นยังคงงุนงงอยู่บ้าง แต่ฉีหวายเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
เจ้ากรมพิการฉีเลือกยืนข้างกับตระกูลโต้วหลายครั้ง แม้จะไม่รู้
เรื่องราวทั้งหมดแต่ก็พอจะเดาได้คร่าว ๆ
ฉีหวายยิ่งเคยได้ใกล้ชิดกับจ่างเยี่ยนมาก่อนจึงสงสัยในตัวตน
ขององค์ชายห้ามานานแล้ว อีกทั้งเมื่อเช้านี้ยังเพิ่งมีการแต่งตั้งรัช
ทายาทเสร็จ เจ้าห้าของพี่สวี่ที่หายตัวไปก็ปรากฏตัวขึ้น มันช่างเป็น
เรื่องบังเอิญเกินไป
ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้ราวกับเป็นสายฝนในฤดูใบไม้ผลิที่โปรย
ปราย รดน ้าให้เมล็ดพันธุ์ในก้นบึ้งของหัวใจงอกงาม ขณะที่เด็กหนุ่ม
ตรงหน้าค่อย ๆ เดินเข้ามา หน่อกล้าก็เติบโตคดเคี้ยว
จนกระทั่งได้เห็นสวี่โม่ก้มตัวโค้งคำนับ และเอ่ยประโยคนั้นว่า
“องค์รัชทายาท ไม่พบกันนาน พระองค์สบายดีหรือ” กิ่งก้านทั้งหมด
ก็เติบโตอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่แทงทะลุป่าทึบได้เห็นแสง
สว่างอีกครั้ง
ฉีหวายรีบคว้ามืออันจวิ่นไว้ พร้อมกับก้มตัวโค้งคำนับเช่นกัน
กล่าวว่า “คารวะองค์รัชทายาท”
เป็นเขาจริง ๆ คาดเดาถูกจริง ๆ สมควรแนะนำตัวจริง ๆ
ฉีหวายพยายามข่มอารมณ์ไว้สุดกำลัง หางตาพลันเหลือบไป
เห็นมือข้างหนึ่งที่ยื่นมา
เป็นจ่างเยี่ยน เขายื่นมือมาพยุงอย่างแผ่วเบา สายตาเปล่ง
ประกาย “ข้าขอถาม… เหล่าขุนนางคนสำคัญในอนาคตของราชวงศ์
ต้าอวี๋ พวกท่านเต็มใจจะร่วมสร้างจวนรัชทายาทไปกับข้าหรือไม่?”