พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 481 แต่งงานกับเสี่ยวจู
มือข้างหนึ่งยื่นมา
สามคนตอบรับ
ฮ่องเต้ทุกคนย่อมมีคนสนิทของตนเอง นับตั้งแต่เริ่มสร้างจวนรัช
ทายาทกระทั่งยืนอยู่บนจุดสูงสุด
เปรียบเสมือนไม้ต้นตันเดียวไม่อาจกลายเป็นป่า ต่อให้ฮ่องเต้จะ
พยายามแค่ไหนก็ไม่อาจแบกรับทั้งแผ่นดินไว้ได้ การรู้จักคนและใช้
คนให้เป็นต่างหากคือหนทางของกษัตริย์
สวี่โม่ในฐานะพี่ชายคนโตไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่ต้องคำนับน้องชาย
และไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับการแต่งตั้ง เขาพูดอย่างจริงจังเหมือน
ปกติว่า “กระหม่อมยินดีติดตามองค์รัชทายาทร่วมสร้างยุคทองไป
ด้วยกัน”
“กระหม่อมก็เช่นกัน” ฉีหวายและอันจวิ่นพูดพร้อมกัน
บรรยากาศที่เคร่งขรึมเกินไปดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไป
มา ส่วนใหญ่จับจ้องไปที่จ่างเยี่ยนผู้ได้รับการคำนับ
เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือหลบเลี่ยงแต่อย่างใด
การที่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพื่อรวบรวมคนมีความสามารถ
ให้กับจวนรัชทายาท และเพื่อให้ทุกคนรู้ว่ารัชทายาทแห่งราชวงศ์
ต้าอวี๋ได้รับการยืนยันแล้ว
บรรดากลอุบายและการกระทำอันเลวร้ายเหล่านั้น เชิญเข้ามา
ได้เลย
“ทุกท่านลุกขึ้นเถอะ ต่อไปนี้ขอให้ช่วยชี้แนะข้าด้วย” จ่างเยี่ย
นช่วยพยุงพี่ชายคนโต
สวี่โม่ลุกขึ้นยืนตรง ดวงตาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มและความ
คาดหวังเล็กน้อย
ไม่มีความอึดอัดหรือความไม่สบายใจใด ๆ เลยสักนิด
เจิ้งหรูเชียนยืนอยู่ข้าง ๆ พลางยื่นปาก “ทำไมพี่ใหญ่ถึงไม่รู้สึก
กระอักกระอ่วนเลยนะ ไม่ได้เห็นเรื่องสนุกเลย น่าเสียดาย น่าเสียดาย
จริง ๆ”
“ท่านคิดว่าพี่ใหญ่เป็นท่านหรือ เขาแยกแยะได้ชัดระหว่างการ
เป็นผู้ปกครองและขุนนางต่างหาก” เจียงเซิงเข้าข้างพี่ใหญ่ “อีกอย่าง
พี่ห้าเป็นผู้ปกครองแล้วก็ยังไม่ใช่พี่ห้าอีกหรือ”
พี่ใหญ่ของเจ้ายังคงเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าเสมอ
ดังคาด สวี่โม่เพิ่งลุกขึ้นยืนก็ลดเสียงลงถามว่า “ตระกูลจวีพูด
อะไรกับองค์ชายใหญ่ แล้วองค์ชายสี่กับองค์ชายรองมีความ
เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง”
เขายุ่งอยู่ที่สำนักราชบัณฑิตจนถึงตอนนี้ ระหว่างนั้นได้ยินแต่
ข่าวการแต่งตั้งองค์ชายห้าเป็นรัชทายาท จึงไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ในท้องพระโรง
ในฐานะขุนนาง เขาสนับสนุนรัชทายาทอย่างไม่ลังเล ในฐานะ
พี่ชายเขาจำเป็นต้องห่วงใยน้องชายคนเล็ก
“เสด็จพี่สี่ไม่ได้ข้อคัดค้านอะไร เสด็จพี่รองยังคงถูกกักบริเวณ
ส่วนเสด็จพี่ใหญ่…” จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว “ก็ไม่มีความเคลื่อนไหว
ผิดปกติเช่นกัน”
ตามหลักแล้ว การแต่งตั้งรัชทายาทได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
แต่พิธีแต่งตั้งยังไม่ได้จัดขึ้นและวังหน้าก็ยังไม่มั่นคง จึงเป็นช่วงที่
ง่ายต่อการเกิดความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือยิ่งลงมือเร็วเท่าไหร่ โอกาสก็ยิ่งมากขึ้น
เท่านั้น
จ่างเยี่ยนไม่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาพี่น้องเร็ว
เกินไป แต่เมื่อคิดดูแล้ว สวี่โม่ก็ต้องเข้าร่วมกับจวนรัชทายาทอยู่ดี
แทนที่จะปล่อยให้คนนอกสังเกตและคาดเดาความสัมพันธ์ของพวก
เขาก็ควรเปิดเผยด้วยตัวเองดีกว่า
นี่เป็นการแจ้งให้รู้ เป็นการข่มขู่ และยังเป็นการปกป้องอีกด้วย
ตอนนี้คนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงคงรู้กันหมดแล้ว ว่าร้านไป๋
เว่ยเซิงและร้านจิ่วเจินมีความเกี่ยวข้องกับรัชทายาทอย่างไร และ
เข้าใจถึงความสำคัญของสำนักแพทย์เวินและตระกูลเจียงที่มีต่อองค์
รัชทายาท หากจะลงมือทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน
ในทำนองเดียวกัน นี่ก็เป็นการบอกผู้คนในเมืองหลวงว่า รัช
ทายาทไม่ขัดสนเงินทอง ไม่ขาดแคลนเส้นสาย ไม่ไร้การสนับสนุน
ภายใต้ความเป็นไปนี้ ตระกูลใหญ่ที่ยังลังเลอย่างตระกูลเฮ่อก็แทบจะ
กลายเป็นพรรคพวกของรัชทายาทแน่นอนแล้ว
สิ่งที่ต้องระวังจริง ๆ เหลือเพียงตระกูลจวี ตระกูลจูและตระกูลอื่น
ๆ เท่านั้น
แม้แต่ตระกูลเถาก็ต้องพิจารณาว่าสมควรจะเสี่ยงทำให้รัช
ทายาทผู้ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลนี้ไม่พอใจ เพื่อแลกกับ
ความดีความชอบที่ยังไม่แน่นอนอีกหรือไม่
สวี่โม่ถามต่อ “พิธีแต่งตั้งรัชทายาทกำหนดไว้วันที่เท่าไหร่”
จ่างเยี่ยนส่ายหน้า “คงไม่ช้านัก”
นี่หมายความว่า พวกเขากำลังจะเผชิญกับพายุฝนรุนแรงในไม่
ช้าแล้ว
การแย่งชิงอำนาจมาถึงจุดสิ้นสุด การต่อสู้ครั้งสุดท้าย แผนการ
ที่เลวร้ายที่สุด
ผู้ชนะจะได้หัวเราะเยาะฟ้าดิน ผู้แพ้จะกลายเป็นกระดูกแห้งใต้
เท้า
“กลัวหรือไม่?” สวี่โม่ตบไหล่น้องชายเบา ๆ
“ไม่กลัว” จ่างเยี่ยนหัวเราะ “ตราบใดที่มีพวกท่านอยู่ ข้าไม่กลัว
อะไรทั้งนั้น”
“ข้าก็ไม่กลัว” สวี่โม่มองไปไกล ๆ “แต่ข้าอยากจะเรียกเจ้าสาม
กลับมา”
จวบจนวันนี้ฟางเหิงกับตระกูลฟางยังไม่เคยปะทะกันอย่างเป็น
ทางการ
ความแค้นฝังลึกระหว่างพวกเขาจำเป็นต้องสะสางให้จบสิ้น
“ดี” จ่างเยี่ยนพยักหน้า “ข้าจะเขียนจดหมายถึงแม่ทัพเจียงใน
นามรัชทายาท”
มันเป็นการเขียนถึงแม่ทัพเจียง ไม่ใช่เขียนถึงฟางเหิง ชัดเจนว่า
การเรียกตัวกลับครั้งนี้ดำเนินการอย่างลับ ๆ
สองพี่น้องยิ้มเข้าอกเข้าใจ สบตากันและหัวเราะ ดวงตะวันเริ่มตก
ดิน แสงสีส้มแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าทุกคน
บางคนกำลังหัวเราะ บางคนขมวดคิ้ว บางคนตื่นเต้น และบางคน
เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลายวันต่อมา จวนรัชทายาทก่อตั้งขึ้นอย่างราบรื่น มีบุคคล
สำคัญและผู้มีปณิธานมากมายมาสวามิภักดิ์ เพียงแค่มีประวัติที่ใส
สะอาด จ่างเยี่ยนก็จะรับไว้ใช้งาน
สวี่โม่พาฉีหวายและอันจวิ่นตรวจสอบอย่างขันแข็ง ทุ่มเทสุด
ความสามารถ
จ่างเยี่ยนเองก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน เขาถือของขวัญไปมอบด้วย
ตัวเองถึงจวนตระกูลโต้ว ตระกูลเฮ่อ และตระกูลเจียง เชิญชวนผู้
อาวุโสทั้งหลายให้เป็นราชครูของรัชทายาทด้วยความจริงใจ ไท่จื่อ
ไท่เป่า ไท่จื่อไท่ซือ ไท่จื่อเซ่าฟู่ ไท่จื่อเซ่าเป่า ไท่จื่อเซ่าซือ
นี่เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นโดยเลียนแบบสามขุนนางใหญ่และสามที่
ปรึกษา
ตัวอย่างเช่น หากฮ่องเต้ใช้ตำแหน่งเซ่าซือ ตำแหน่งในจวนรัช
ทายาทก็จะเป็นไท่จื่อเซ่าซือ ซึ่งมีระดับต ่ากว่าเพียงเล็กน้อย
ย้อนกลับไปหลายราชวงศ์ก่อนหน้านี้ ราชครูทั้งหกตำแหน่งนี้
ยังคงมีอำนาจจริง แต่ในราชวงศ์ต้าอวี๋กลับเป็นเพียงตำแหน่ง
เกียรติยศมากกว่า
ขณะเดียวกันก็เป็นวิธีดึงดูดและให้ความเคารพ จ่างเยี่ยนอาศัย
รูปโฉมอันโดดเด่นและวาจาไม่ธรรมดาจึงไม่เคยถูกปฏิเสธจากที่ใด
เลย
เมื่อได้ราชครูทั้งหกคนแล้ว จวนรัชทายาทก็ยิ่งมีรูปแบบชัดเจน
ขึ้น แม้แต่ปั๋งเหยี่ยนซุนเสี่ยวเซิงที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังมา
สวามิภักดิ์ด้วยตนเอง กลายเป็นแขกคนสำคัญของจวนรัชทายาท
ภายใต้ความเป็นไปนี้ ทุกอย่างราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ
จวีกุ้ยเฟยยังคงนอนหมดสติอยู่ในตำหนักเฉียนชิง ร่างกายของ
ฝ่าบาทก็ทรุดลงเรื่อย ๆ องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองไม่มีความ
เคลื่อนไหวใด ๆ
ทุกอย่างสงบเงียบเกินไป สงบจนทุกคนรู้ว่าต่อจากนี้จะต้องมี
พายุร้ายเกิดขึ้นแน่นอน ลมฝนกำลังจะมา ภูเขาเต็มไปด้วยหอคอย
เมฆดำกดทับเมือง บ้านเมืองกำลังจะพังทลาย
พี่น้องทั้งห้าของเรือนเล็กต่างเตรียมพร้อมรับมือกันอย่าง
เคร่งครัด เมื่อออกจากบ้านก็ต้องมีผู้ติดตาม ไม่ตอบรับคำเชิญใด
อย่างง่าย ๆ
วังเสี่ยวจูเสนอว่าไม่ต้องจัดงานเลี้ยงแต่งงาน แค่ให้คนใน
ครอบครัวมากินข้าวด้วยกันก็พอ
แต่กลับถูกสวี่โม่ส่ายหน้าปฏิเสธ “งานแต่งงานนี้จำเป็นต้องจัด
แต่ไม่ควรจัดใหญ่โต ต้องจัดอย่างระมัดระวัง”
วังเสี่ยวจูสับสน พยักหน้ารับคำ
ตามแนวคิดแบบดั้งเดิม งานเลี้ยงจะจัดเพียงหกถึงเจ็ดโต๊ะ เชิญ
ท่านป้าท่านน้าจากโรงผลิตและสหายบางคนมาร่วมงานก็พอ
เทียบเชิญสีแดงสดติดอยู่บนหน้าต่าง โคมไฟสีแดงแขวนอยู่ข้าง
ประตู น ้าตาลและเมล็ดแตงโมโรยอยู่ทั่วไป
นี่เป็นครั้งที่สองที่คนในเรือนเล็กจัดงานเลี้ยง พวกเขาจึงจัดการ
ได้อย่างคล่องแคล่วและขั้นตอนต่าง ๆ ก็ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
พี่น้องตระกูลวังไม่มีมารดา หลังจากคำนับสามครั้งไปทางเขต
อันสุ่ยแล้ว พวกเขาก็คำนับอีกครั้งให้กับป้าจาง เมื่อลุกขึ้นอีกก็เป็น
วังเสี่ยวซงที่แบกน้องสาวออกมาจากเรือนเล็ก
เจียงเซิงสวมชุดใหม่สีสันสดใสเปิดประตู ด้านนอกไม่มีเกี้ยวหรือ
รถม้า ทำให้บรรดาท่านป้าท่านน้าที่มาร่วมงานตกใจ พวกนางรู้สึกว่า
งานมงคลวันนี้จะต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแน่
จนกระทั่งเจ้าบ่าวเกาเหยียนเดินออกมาจากบ้านข้าง ๆ ทุกคนถึง
เข้าใจ
ระยะทางใกล้ขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เกี้ยวหรือรถม้าเลย
วังเสี่ยวซงส่งน้องสาวลงจากหลังของข้าให้เกาเหยียนแบกกลับ
เข้าไปในบ้าน ที่นั่นมีชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลเกาที่เดินทางไกล
มาร่วมงาน รวมถึงครอบครัวของเกาต้าวั่น
“พี่สี่ช่างใจกว้างจริง ๆ ส่งเรือนเล็กเป็นของขวัญแต่งงาน พี่สาว
เสี่ยวจูจึงไม่ต้องลำบากวิ่งไปมาระหว่างสำนักแพทย์กับบ้านแล้ว”
เจียงเซิงทำปากยื่น “แม้แต่งานเลี้ยงก็ให้ท่านลุงรับผิดชอบทั้งหมด”
ณ เตาไฟที่ห่างออกไปกำลังคึกคัก พ่อครัวคงแม้จะกำลังทุ่มเท
พลังทั้งหมดกับการผัดอาหาร แต่ก็ยังได้ยินคำว่า “ท่านลุง” เขายิ้ม
แย้มอย่างมีความสุขเรียกเจียงเซิงว่า “แม่หนูมาเร็ว เนื้อเพิ่งทำเสร็จ”
“มาแล้วเจ้าค่ะ” เจียงเซิงตอบอย่างสดใส กระพือปีกบินไปเหมือน
ผีเสื้อตัวน้อย
พวกพี่ชายต่างอดขำไม่ได้ ขณะหัวเราะก็ยิ่งเพิ่มความ
ระแวดระวังมากขึ้น
คนเรามักจะปล่อยอารมณ์ในยามมีความสุขที่สุด และศัตรูก็มัก
โจมตีอย่างรุนแรงในช่วงเวลานี้เช่นกัน
งานเลี้ยงแต่งงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างวัง
เสี่ยวจูกับเกาเหยียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเหยื่อเพื่อล่องูออกจากรูอีกด้วย