พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 482 การท้าทายถึงหน้าประตู
ภายในกำแพงบ้านเต็มไปด้วยความคึกคักและบรรยากาศแห่ง
ความสุข
นอกกำแพงไม่รู้ว่าเมื่อใดที่สายลมเย็นพัดผ่านมา เศษกระดาษ
พลุที่ปลิวว่อนถูกเหยียบย ่าด้วยรองเท้าสีดำ นำพาความเย็นยะเยือก
ไปทั่วทั้งถนน
“ที่นี่ใช่หรือไม่?” จู้จ่างหงเอ่ยด้วยท่าทางดุดันและสง่างามน่าเกรง
ขาม
“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทอยู่ที่นี่” องครักษ์ตอบเสียงเบาแล้วรีบปิด
ปากตัวเอง เกรงว่าจะทำให้องค์ชายใหญ่ไม่พอใจ
โชคดีที่จู้จ่างหงไม่ได้สังเกต เขายังคงจ้องมองเรือนเล็กอย่างมาด
ร้าย หมุนคอพร้อมเสียงดังกรอบแกรบราวกับจะกลืนกินจ่างเยี่ยนทั้ง
เป็น
“ในที่สุดก็จับพวกเจ้าได้แล้ว วันนี้ไม่มีใครหนีรอดไปได้แน่” เขา
แยกเขี้ยวพูดด้วยน ้าเสียงดุดัน
องครักษ์ด้านหลังพยักหน้า แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
จนกระทั่งจู้จ่างหงเดือดดาลอีกครั้ง “กล้าทำร้ายมารดาของข้า
ทำร้ายท่านลุงของข้า แล้วยังกล้าแย่งตำแหน่งรัชทายาทของข้าไป
เจ้ากล้าดีอย่างไรกัน!”
ฟังดูแล้วช่างเป็นคำพูดน่ากลัว ราวกับว่าการต่อสู้อาจเกิดขึ้นได้
ทุกเมื่อหากเขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว และเตะประตูไม้ของเรือนเล็ก
ให้กระเด็นออกไป
แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพูดที่ดุดันนี้ถูกเอ่ยซ ้าแล้วซ ้าเล่า แยก
เขี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า รองเท้าขององค์ชายใหญ่ก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย มี
เพียงเศษกระดาษพลุที่ถูกเหยียบจนแหลกละเอียดเท่านั้น
องครักษ์ “…”
“องค์ชาย” มีคนเสนอ “จะให้เตะประตูไม้จนกระเด็นออกไปก่อน
หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จู้จ่างหงพยักหน้าแต่แล้วก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่โตมี
แววลังเลวูบผ่าน “คนกำลังกินเลี้ยงฉลอง คงไม่เหมาะกระมัง”
ยอมรื้อวัดหนึ่งหลังแต่ไม่ยอมทำลายงานแต่ง
การหาเรื่องในวันแต่งงานนั้นถือว่าไร้จรรยาบรรณอยู่แล้ว ยิ่งไป
รบกวนผู้อื่นขณะทานอาหาร ก็ยิ่งไร้มนุษยธรรมเหลือเกิน
“แต่องค์ชาย พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อหาเรื่องพวกเขาอยู่แล้วนะพ่ะย่ะ
ค่ะ” องครักษ์กัดฟันพูด “พวกเราเลือกมาวันนี้โดยเฉพาะไม่ใช่หรือ”
จู้จ่างหงรู้สึกตัวทีหลัง “อ้อ ใช่สินะ” เขาพ่ายแพ้ในการแย่งชิง
ตำแหน่งรัชทายาท มารดายังนอนอยู่บนเตียงไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย
หากไม่ใช้โอกาสนี้พยายามอย่างหนัก อนาคตคงจะถูกคนอื่นกดขี่
ข่มเหงเหมือนปลาบนเขียงแน่
“เพราะฉะนั้น องค์ชายโจมตีเข้าไปเถอะ ขัดขวางงานเลี้ยงฉลอง
ของพวกเขา ให้พวกเขารู้ว่าตระกูลจวีไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องได้ง่าย
ๆ” องครักษ์พยายามโน้มน้าวสุดความสามารถ
จู้จ่างหงกำหมัดแน่น ในที่สุดก็ยกเท้าปล่อยเศษกระดาษที่ขยี้จน
แหลก เพิ่งจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวก็ลังเลอีกครั้ง “จำเป็นต้องเข้า
ไปจริง ๆ หรือ?”
“องค์ชาย!” คนผู้นั้นรู้สึกร้อนใจ “พระองค์ลืมสิ่งที่พวกเราตกลง
กันไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือ?”
“การลังเลไม่ลงมือเสียทีจะทำให้เกิดความระแวงสงสัย การที่
พระองค์มาครั้งนี้ก็เพื่อระบายแค้น และเพื่อขจัดความสงสัยนั้นด้วย”
“แม้จะไม่คิดเพื่อตัวพระองค์เองก็ต้องคิดถึงกุ้ยเฟยที่ยังสลบไสล
ไม่ได้สติ คิดถึงคนตระกูลจวีทั้งหมดด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ตัวเจ้าย่อมไม่ใช่ตัวของเจ้าเองอีกต่อไป
เบื้องหลังเจ้ายังมีครอบครัว มีคนตระกูลใหญ่ มีผู้สนับสนุน เจ้า
ไม่อาจทำตามอำเภอใจได้
จู้จ่างหงก้มหน้าลง ดวงตาฉายแววสิ้นหวังอันลึกซึ้งอีกครั้ง
หลังจากกัดฟันก็เปลี่ยนเป็นแววดุร้าย
เขาเหยียบย ่าเศษกระดาษนั้น ก้าวไปทีละก้าว จนกระทั่งเตะประตู
ไม้ดัง “โครม!”
ประตูไม้กระแทกกับผนังแล้วดีดกลับมา
เจียงเซิงที่เพิ่งคีบหนังขาหมูขึ้นมาชิ้นหนึ่งเบิกตากว้าง พึมพำว่า
“พวกท่านเห็นอะไรเมื่อครู่หรือไม่”
“คงเป็นลมพัดกระมัง” เจิ้งหรูเชียนรู้สึกสงสัยเช่นกัน
เวินจืออวิ่นเอียงคอสังเกต จางเซียงเหลียนมีสีหน้าประหลาดใจ
มีเพียงสวี่โม่และจ่างเยี่ยนที่ว่องไวที่สุด คนหนึ่งมองไปทางเจียงซาน
เจียงซื่อ อีกคนส่งสายตาไปยังองครักษ์ประจำตัว
เหล่าองครักษ์ที่คล่องแคล่วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว วิ่งไปที่ประตูใหญ่
ด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ตามมาด้วยเสียงดัง “โครม!” อีกครั้ง คราวนี้ประตูไม้ทั้งสองบาน
เอียงพังลงมา
จู้จ่างหงนำองครักษ์สี่คนเข้ามาปรากฏตัว สายลมเย็นพัดผ่านอีก
ครั้ง ชายเสื้อที่พลิ้วไหวมาพร้อมกับกลิ่นอายการสังหาร
ผู้มาไม่มีเจตนาดี ผู้มีเจตนาดีย่อมไม่มา
การมาพังประตูในวันงานมงคลสมรสก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่องค์
ชายผู้ยิ่งใหญ่สามารถทำได้ แต่หากปล่อยให้เขามาเพียงลำพัง
ตระกูลจวีจะวางใจได้อย่างไร?
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ห้ามปราบพี่ชายคนรองที่กำลังจะ
ระเบิดอารมณ์ด่าทออีกฝ่าย แล้วยิ้มแย้มก้าวไปหา กล่าวว่า “ที่แท้ก็
เป็นเสด็จพี่ใหญ่มาร่วมงานเลี้ยง ท่านช่างมาถูกเวลาเสียจริง อาหาร
เพิ่งยกขึ้นโต๊ะ กำลังอร่อยได้ที่พอดี”
จู้จ่างหงชะงักไป
ตามแผนเดิม ทั้งสองฝ่ายควรจะปะทะกันหรือแม้กระทั่งลงไม้ลง
มือ จากนั้นเขาก็จะฉวยโอกาสนี้ซ้อมองค์ชายห้าเพื่อแก้แค้นให้
มารดา แล้วสร้างเรื่องส่งไปราชสำนักเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับโทษถูกกัก
บริเวณ
ตระกูลจวีวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ยกเว้นขั้นตอนที่องค์ชาย
ห้าเอ่ยเชิญเขาให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง
“ข้า… ข้า…” จู้จ่างหงอึกอัก แต่หลังจากถูกองครักษ์ไอเตือนจึง
รวบรวมความดุดันขึ้นมาใหม่ “ใครจะกินงานเลี้ยงไร้ค่าของเจ้า เจ้า
ทำให้เสด็จแม่ของข้าบาดเจ็บ ข้าไม่ให้อภัยเจ้าแน่!”
“ข้าทำให้จวีกุ้ยเฟยบาดเจ็บหรือ?” จ่างเยี่ยนตกใจ “เสด็จพี่ใหญ่
พูดผิดไปหรือไม่ ตอนที่จวีกุ้ยเฟยชนเสา ข้าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
ด้วย หัวหน้าขันทีอู๋สามารถเป็นพยานได้”
จู้จ่างหงเกือบจะหายใจไม่ทัน “อย่างไรก็ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้า
เสด็จแม่ข้าชนเสาจนสลบไสลไม่ได้สติ เจ้าก็ขึ้นครองตำแหน่งองค์รัช
ทายาททันที เจ้ายังกล้าบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้า
หรือ?”
ตามหลักแล้วมันก็เกี่ยวข้องกัน
แต่จ่างเยี่ยนไม่มีหลักการข้อนี้ “เสด็จพี่ใหญ่ หลงเชื่อคำลือเสีย
แล้ว” เด็กหนุ่มทำสีหน้าไร้เดียงสา “รัชทายาทต้องเป็นบุตรชายสาย
ตรงอยู่แล้ว ข้าในฐานะบุตรชายสายตรงย่อมได้ขึ้นครองตำแหน่งรัช
ทายาทแน่นอน แต่เหตุผลจริง ๆ ที่จวีกุ้ยเฟยชนเสา ตระกูลจวีไม่ได้
บอกท่านหรือ?”
“บอกข้าเรื่องอะไร?” จู้จ่างหงมีท่าทีงุนงง
ดวงตาของจ่างเยี่ยนฉายแววสงสารแกมสนุกเล็กน้อย “บอกท่าน
ว่าตระกูลจวีต้องการลอบสังหารเสด็จพ่อ จวีกุ้ยเฟยจึงยอมรับผิดแทน
ตระกูล จึงได้พุ่งชนเสาไม้อย่างไรเล่า”
ความจริงแล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า
ตระกูลจวีเป็นคนวางยาพิษ
แต่สิ่งที่ทำให้แผนการนี้เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมก็คือแค่จวีกุ้ยเฟ
ยยอมรับผิด ไม่ว่าคนร้ายที่แท้จริงจะเป็นใคร สุดท้ายก็ต้องเป็นการ
กระทำของตระกูลจวีเท่านั้น
ผู้นำตระกูลจวีคงจะเข้าใจนิสัยของหลานชายจึงไม่ได้บอกความ
จริงออกมาตรง ๆ
จ่างเยี่ยนฉวยโอกาสนี้ใช้คำพูดเป็นดาบคม ทิ่มแทงเข้าไปอย่าง
รุนแรง
“ไม่… เป็นไปไม่ได้” จู้จ่างหงส่ายหน้า “เจ้าพูดเหลวไหล ตระกูลจ
วีจะใส่ยาพิษในโจ๊กได้อย่างไร หากเสด็จแม่ของข้าลองชิมสองคำ
นางก็จะต้องถูกยาพิษจนตายไปด้วยไม่ใช่หรือ?”
บางครั้งเขารู้สึกว่าองค์ชายใหญ่โง่เขลา แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า
ไม่ได้โง่จนหมดสิ้น
ตระกูลจวีย่อมไม่อยากทำร้ายจวีกุ้ยเฟย ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่
สามารถช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ได้ จวีกุ้ยเฟยและทายาทรุ่นหลังของ
ตระกูลคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ตระกูลจวียืนยาว
“แต่หากจวีกุ้ยเฟยเองก็รู้ว่ามียาพิษเล่า?” จ่างเยี่ยนยิ้ม แทงมีด
อีกเล่มลงไป
จวีกุ้ยเฟยร่วมมือกับตระกูลวางยาพิษฮ่องเต้คนปัจจุบันเพียงเพื่อ
ตำแหน่งรัชทายาท… เรื่องนี้เป็นไปได้จริง ๆ
จู้จ่างหงยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ จนถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“องค์ชาย องค์ชาย” องครักษ์เรียกอยู่ข้าง ๆ หวังว่าเรื่องราวจะ
กลับเข้าสู่ทิศทางเดิม
แต่จ่างเยี่ยนไม่ให้โอกาสเขา เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเย็นว่า “ดู
เหมือนเสด็จพี่ใหญ่จะคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นท่าน
ยังคิดว่าข้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้จวีกุ้ยเฟยต้องนอนอยู่บนเตียงหรือไม่?
หากมารดาของท่านต้องการสังหารบิดาของท่านเอง แล้วท่านจะ
เลือกใคร? ท่านจะช่วยใคร?”
ยิ่งองค์ชายใหญ่เคยได้รับความรักมากเท่าไหร่ ในตอนนี้ก็ยิ่ง
รู้สึกปวดร้าวมากเท่านั้น
ทั้งสองคนต่างรักเขา และเขาก็รักทั้งสองคนเช่นกัน
การตัดสินใจ? เขาจะตัดสินใจได้ได้อย่างไร
คนที่มีนิสัยอ่อนแอโดยธรรมชาติจะทำได้เพียงส่ายหน้า ถอย
หลังไป และหวังว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หลบหนีเหมือน
นกกระจอกเช่นเดียวกับจู้จ่างหงในเวลานี้ที่เซซวนมองจ่างเยี่ยนและดู
ไร้ทางออก กวาดสายตามองไปทั่วงานเลี้ยง พบว่าทุกคนต่างจ้องมอง
เขาด้วยสายตาเย็นชา
สายตาเหล่านั้นราวกับน ้าแข็งอาบยาพิษ ทิ่มแทงร่างของเขา
อย่างรุนแรง ทำให้เจ็บปวดจนสั่นสะท้าน
การวางแผนและการเล่นละครถูกโยนทิ้งไปจากความคิดทั้งหมด
เขาไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป คร ่าครวญอย่างเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว
หนีออกไปอย่างรวดเร็ว