พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 483 การแต่งตั้งรัชทายาท
ตัวการสำคัญหนีไปแล้ว พวกองครักษ์ที่เหลืออยู่ก็ไม่มี
ความหมายอะไร
เพียงชั่วพริบตา แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็จากไปจนหมด
จ่างเยี่ยนถอนหายใจแล้วโบกมือให้สัญญาณแก่บรรดาท่านป้า
ในงานเลี้ยงฉลอง “ทุกคนวางใจได้ กินดื่มให้เต็มที่เถอะ”
สายตาเย็นชาและดุร้ายเหล่านั้นจึงหายไป เปลี่ยนเป็นความ
กระตือรือร้นกับอาหารแทน
ในใจของคนทั่วไป ไม่ว่าองค์ชายหรือรัชทายาทล้วนเป็นเพียง
เมฆหมอกที่ผ่านมาและผ่านไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้กินเนื้อใน
ตอนที่มันยังร้อน ๆ อยู่
ทั่วทั้งลานบ้านเต็มไปด้วยความคึกคักวุ่นวาย ตะเกียบพลิ้วไหว
ราวกับมังกร ทุกคนต่างส่งอาหารให้กันไปมา
จ่างเยี่ยนเพิ่งกลับมานั่งที่ก็ได้ยินเสียงเจียงเซิงเอ่ยชมไม่หยุด “พี่
ห้าเก่งจริง ๆ พี่ห้าพูดไม่กี่คำก็ไล่คนไม่ดีไปได้แล้ว ช่วยไม่ให้ชาม
ตะเกียบปลิวว่อนจนทุกข์ใจ โต๊ะเก้าอี้ไม่แตกหัก”
มุมปากของเด็กหนุ่มยกขึ้นแล้วค่อย ๆ ลดลงอีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าห้าคิดว่ามันเป็นคำชมจริง ๆ
ไม่คิดว่านางจะดีใจที่ประหยัดเงินได้”
หากไม่ได้ต่อสู้กันก็ไม่จำเป็นต้องทำลายข้าวของ หากไม่ได้
ทำลายข้าวของก็ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่
นั่นไม่ใช่การประหยัดเงินหรอกหรือ
เจียงเซิงโกรธจนแก้มป่อง เวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ อดยื่นมือมาจิ้ม
ไม่ได้
ขณะที่น้องชายน้องสาวกำลังเล่นสนุกกัน สวี่โม่หันไปมองจ่าง
เยี่ยนแล้วถามว่า “เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้”
พวกเขาต่างรู้ดีว่าจะต้องมีคนที่อดใจไม่ไหวและรู้ด้วยว่างาน
มงคลสมรสเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแต่ไม่คิดว่าคนที่มาจะเป็นองค์ชาย
ใหญ่ ทั้งยังถูกพูดไล่ต้อนจนต้องถอยร่นไปอย่างอัปยศ
“ข้าไม่แปลกใจเลยที่จู้จ่างหงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้” จ่างเยี่ย
นกล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “การที่เขาถูกข้าใช้คำพูดไล่ไปได้ก็ไม่
น่าแปลกใจเช่นกัน”
สิ่งที่น่าแปลกใจคือจุดประสงค์ที่ไม่ชัดเจน
พิธีแต่งตั้งรัชทายาทกำลังจะมีขึ้น คนที่ต้องการราชบัลลังก์คงไม่
อาจทนได้อีกต่อไป ตามความคิดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายใหญ่
หรือองค์ชายรองต่างก็ควรวางแผนและลงมือกระทำการ
หากพวกเขาไม่ลงมือก็หมายความว่ากำลังวางแผนใหญ่ที่อาจ
เทียบเท่ากับการกบฏ
“ในช่วงที่ผ่านมา องค์ชายทั้งสองคนต่างระมัดระวังและสงบ
เสงี่ยมมาก แต่วันนี้องค์ชายใหญ่กลับมายั่วยุด้วยวิธีไม่เหมาะสม
เช่นนี้” สวี่โม่วิเคราะห์ “ดูเหมือนคนเบื้องหลังกำลังแสดงความอ่อนแอ
เพื่อให้พวกเราลดความระแวดระวังลงใช่หรือไม่”
สองพี่น้องสบตากัน แล้วพยักหน้ารับพร้อมกัน
แต่คำตอบง่ายดายเช่นนี้ คนเบื้องหลังจะไม่รู้หรือว่าพวกเขาก็
สามารถคาดเดาได้?
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของราชวงศ์ จำเป็นต้องระมัดระวังให้
มากกว่าปกติ
“ดูท่าตระกูลจวีจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงเบา
“ถึงอย่างไรคนที่มาท้าทายก็คือองค์ชายใหญ่ และคนที่มีคุณสมบัติ
แข่งขันชิงตำแหน่งรัชทายาทก็มีเพียงองค์ชายใหญ่เท่านั้น”
แต่ถ้าหากนี่เป็นเพียงสิ่งที่คนอยู่เบื้องหลังต้องการให้พวกเขา
เห็นเล่า?
“เจ้าหมายความว่า องค์ชายใหญ่กับตระกูลจวีจะให้คนอื่นเป็น
หัวหอกหรือ?” สวี่โม่หรี่ตาลง “องค์ชายรองที่เก็บตัวเงียบและไม่
แสดงออกต่างหากที่เป็นคนบงการ?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก” จ่างเยี่ยนส่ายหน้าทันที “องค์ชายใหญ่กับ
องค์ชายรองไม่ลงรอยกันมาตลอด พวกเขาจะเต็มใจช่วยเหลือกันได้
อย่างไร”
คนที่อวดอ้างว่าตนเป็นบุตรคนโตย่อมไม่มีทางยอมให้คนที่ไม่ใช่
ทั้งบุตรคนโตและบุตรสนมมาสั่งการได้
ด้วยนิสัยของจู้จ่างหงก็ไม่อาจเก็บซ่อนเรื่องใหญ่เช่นนี้ไว้ได้
แม้ว่ายามนี้เป้าหมายของพวกเขาจะเป็นจ่างเยี่ยนเหมือนกัน แต่
สำหรับตำแหน่งรัชทายาท พวกเขายังคงเป็นคู่แข่งกัน ยากจะสมคบ
คิดกันได้
“ไม่มีความเป็นไปได้อื่นอีกแล้วหรือ” สวี่โม่ขมวดคิ้ว
จ่างเยี่ยนคิดครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างลังเล “นอกเสียจาก… นอกเสีย
จากจู้จ่างหงจะไม่รู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
แต่มันก็ไม่อาจเป็นไปได้
องค์ชายใหญ่อาจไม่รู้ว่าตนเองถูกคนใช้เป็นเหยื่อล่อ แต่ผู้นำ
ตระกูลจวีที่เจ้าเล่ห์และมากประสบการณ์จะไม่รู้ได้อย่างไร? จะไม่
ขัดขวางได้อย่างไร?
ความคิดติดขัดไปชั่วขณะ สองพี่น้องถึงกับกินข้าวไม่ลง
พวกเขาหาทางออกไม่ได้ จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่การแต่งตั้ง
รัชทายาทกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ทุกคนต่างรู้ว่ากำลังจะมี
เหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างทรมานเหลือเกิน
จ่างเยี่ยนเอียงคอ สายตาจับจ้องคนในบ้านที่กำลังพูดคุยกัน
อย่างออกรส
จางเซียงเหลียนเหมือนกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านป้าในโรง
ผลิต ส่วนเจียงเซิงนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ด้วยความสนใจและแทรกถามเป็น
ระยะ
“ท่านป้า สิ่งที่ท่านเล่ามาเป็นเรื่องจริงหรือ? ท่านป้าคนนั้นถูกพี่
น้องหักหลังจริง ๆ หรือ?” เด็กสาวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ก่อนหน้านี้พวกนางเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก ทำไมถึงได้หักหลังกัน
กะทันหันแบบนี้เล่า”
“ก่อนแต่งงานยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน แต่หลังแต่งงานแล้ว
ความสำคัญก็ย่อมอยู่ที่ครอบครัว เมื่อต้องเลือก พวกนางพี่น้องก็อยู่
ข้างสามีของตัวเองเสมอ” จางเซียงเหลียนกล่าวสะท้อนใจ “สุดท้าย
แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือครอบครัว”
คนที่แต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนน ้าที่สาดออกไป
คำพูดฟังดูไม่ไพเราะ แต่จุดสำคัญจริง ๆ นั้นไม่เหมือนกัน
เหมือนกับจวีกุ้ยเฟยที่ห่วงใยตระกูลเดิมของนาง แต่ก็ห่วงใยองค์
ชายใหญ่มากกว่า
แล้วตระกูลจวีเล่า จะห่วงใยหลานชายที่เป็นองค์ชายมากกว่า
หรือห่วงใยความรุ่งเรืองมั่งคั่งของตระกูลมากกว่า
หัวใจของจ่างเยี่ยนพลันสะท้านวาบ เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาตาม
แผ่นหลังทันที
เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นความโล่งใจหรือทอดถอนใจ เด็กหนุ่มทำใจ
ให้สงบลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ความคิดของพวกเราอยู่
ในทางตัน คิดเพียงว่าองค์ชายใหญ่กับตระกูลจวีจะต้องผูกพันกัน
เสมอ”
ความจริงแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้น หากองค์ชายใหญ่ได้ขึ้นครอง
บัลลังก์ สองฝ่ายถึงจะสนิทสนมแนบแน่น
แต่หากองค์ชายใหญ่พ่ายแพ้ในการแย่งชิงบัลลังก์ ตระกูลจวีจะ
ไม่แสวงหาหนทางใหม่ให้ตัวเองหรอกหรือ?
“ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดระหว่างหลานชายกับคนเป็นลุง
นั้นอยู่ที่แม่ของหลาน แต่จวีกุ้ยเฟยกลับสลบไสลยังไม่ฟื้น ไม่รู้ว่าเป็น
ตายร้ายดีอย่างไร” สวี่โม่พลันเอ่ยขึ้น “หากไม่มีจวีกุ้ยเฟยต่อสู้ให้ ถึง
ตระกูลจวีจะเลือกคนอื่น องค์ชายใหญ่ก็ทำได้เพียงยอมรับชะตา
กรรม”
และ ‘คนอื่น’ คนนั้นก็คงเป็นได้แค่ผูhที่ซ่อนตัวอยู่ในจวนองค์
ชาย ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา… องค์ชายรองจู้จ่างอวี้
คนผู้นี้มีทั้งความเจ้าเล่ห์ กลยุทธ์ และฝีมือที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม
มีเพียงชาติกำเนิดที่เป็นที่ครหา รวมถึงการเลือกข้างสนับสนุนผิด
ของตระกูลฟาง
อย่างไรก็ตาม ด้วยชาติกำเนิดของเขา อีกฝ่ายจะยังมีสิทธิ์เลือก
อะไรในเมืองหลวงได้
บางทีตอนนั้น ตระกูลฟางอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาแล้ว
“ปล่อยองค์ชายใหญ่มาทำให้พวกเราสับสน ทำให้พวกเราคิดหา
ทุกวิถีทางเพื่อป้องกันตระกูลจวี เมื่อพวกเราสังเกตเห็นความผิดปกติ
และเริ่มป้องกันเขา ตระกูลจวีก็จะกลายเป็นดาบอันคมกริบ” สวี่โม่
กล่าวเสียงเข้ม “ไม่ว่าพวกเราจะป้องกันฝ่ายไหน ตราบใดที่ไม่ได้
เชื่อมโยงตระกูลจวีกับเขา ช้าเร็วก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส”
แล้วตระกูลจวีจะทำอะไรได้?
เขายังจำได้ว่าตระกูลจวีมีขุนนางมหาบัณฑิตสองคนในคณะราช
เลขา ในอนาคตมีความหวังจะเลื่อนขึ้นเป็นรองราชเลขาธิการ
แต่ในเวลานี้ บัณฑิตไม่ได้มีบทบาทมากนัก
กลับเป็นแม่ทัพ…
“ข้านึกได้แล้ว หลานชายของจวีกุ้ยเฟยเป็นทหารอารักขาในวัง
หลวง” จ่างเยี่ยนพลันเงยหน้าขึ้น “แต่ตำแหน่งของเขาต ่าต้อยเกินไป
เป็นเพียงทหารชั้นธรรมดาจึงถูกมองข้ามหลายครั้ง”
การอยู่ในวังหลวงแม้จะไม่ใช่ผู้บัญชาการ แต่ในช่วงเวลาสำคัญ
ก็ไม่อาจมองข้ามได้ ดูเหมือนว่าองค์ชายรองคนนี้กำลังวางแผนใหญ่
กับตระกูลจวี
“จะคุ้มค่าหรือ? เพื่อตำแหน่งนั้นแต่ต้องเดิมพันถึงขนาดนี้” สวี่โม่
ประมาณไว้คร่าว ๆ
“บางทีบางคนอาจจะเป็นได้แค่ผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ไม่ยอมอยู่
อย่างธรรมดาสามัญกระมัง” จ่างเยี่ยนตอบอย่างสงบนิ่งผิดปกติ
จู้จ่างอวี้เก่งกาจจริง ๆ ทั้งยังมีความสามารถมากด้วย
แต่คนผู้นี้มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบใช้กลอุบายมาก
จนมองข้ามไปว่าความลับมักจะถูกเปิดเผยผ่านการกระทำเสมอ
เพียงแค่ลงมือก็ย่อมทิ้งร่องรอยไว้
“ต้องขอบคุณความไม่ยอมแพ้และการกระทำของเขาด้วย” จ่าง
เยี่ยนพึมพำ “ถึงทำให้ข้าต้องเปลี่ยนแผนเดิมที่วางไว้”
เขายังคงนั่งตัวตรง เพียงชั่วพริบตา มงกุฎหยกบนศีรษะก็
เปลี่ยนเป็นมงกุฎทอง อาภรณ์เปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีทองอร่าม
พิธีแต่งตั้งรัชทายาทกำลังจะเริ่มต้นขึ้น