พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 484 เจ้ารองเข้าวังหลวง
เป็นไปตามที่สวี่โม่และจ่างเยี่ยนคาดการณ์ไว้ หลังจากจู้จ่างหง
ทำทีเหมือนจะมาหาเรื่อง ทั้งเมืองหลวงก็กลับคืนสู่ความสงบ
จู้จ่างอวี้ไม่ได้เคลื่อนไหว ตระกูลจวีก็ไม่ได้เคลื่อนไหว ทุกคนต่าง
เงียบกริบ รอคอย และซ่อนตัว
“มีเพียงองค์ชายใหญ่เท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหว” สวี่โม่พูดอย่าง
ใจเย็นขณะจัดแจงเสื้อผ้าให้น้องชาย “เหมือนเขากำลังสืบหาว่าใคร
เป็นคนวางยาพิษในโจ๊กของจวีกุ้ยเฟย”
“โอ้? การสืบสวนได้ผลหรือไม่?” จ่างเยี่ยนถามโดยไม่เหลือบ
มองไปทางอื่น
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นรัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋ ชุดของรัช
ทายาทต้องใช้ช่างปักนับสิบคนทำงานทั้งวันทั้งคืน และสีต้องไม่ซ ้า
กับชุดสีเหลืองสดของฮ่องเต้ ทว่าก็ต้องแสดงถึงความสง่างามให้มาก
ที่สุด สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกสีส้มเหลือง
มงกุฎบนศีรษะยังคงเป็นสีดำตามแบบดั้งเดิม ใช้ดิ้นทองสร้าง
ลวดลายบางส่วนเพื่อเพิ่มความสูงส่งหรูหรา ขณะเดียวกันก็คำนึงถึง
ความเบาสบาย
เส้นผมดุจน ้าตกของจ่างเยี่ยนถูกซ่อนไว้ใต้มงกุฎทั้งหมด ไม่ให้มี
เส้นผมแม้แต่เส้นเดียวตกลงมาที่ขมับ หากไม่ใช่เพราะเขาสืบทอดรูป
โฉมมาจากฮองเฮาเหยียนก็คงไม่สามารถรับมือกับการแต่งกาย
เช่นนี้ได้
“ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย” สวี่โม่จัดแจงชุดตรงเอวเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วกลับมายืนตรงอย่างสง่างาม
ด้วยอายุที่ต่างกันสี่ปีทำให้ความสูงของทั้งสองยังคงแตกต่างกัน
เมื่อเทียบกับเจ็ดปีก่อน คนหนึ่งพอจะเรียกได้ว่าสง่างามดุจสายลม
แสงจันทร์ ส่วนอีกคนกลับเป็นหัวผักกาดอย่างแท้จริง
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ นอกจากความแตกต่างเพียงความสูงครึ่ง
นิ้วก็ไม่ได้มีอะไรอีกแล้ว
โตขึ้นแล้ว ทุกคนต่างก็โตขึ้นแล้วจริง ๆ
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ แม้แต่คนที่มั่นคงอย่างเขาก็อดน ้าตาคลอ
หน่วยไม่ได้ แต่ก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้แล้วกล่าวว่า “ที่ปรึกษา
ทั้งหมดของจวนรัชทายาท รวมถึงปั๋งเหยี่ยนซุนเสี่ยวเซิงก็มาแล้ว
วันนี้เป็นโอกาสที่ดี”
พร้อมกับการก่อตั้งจวนรัชทายาทอย่างยิ่งใหญ่ ผู้มี
ความสามารถมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามา มีทั้งคนที่มีความรู้
ความสามารถ ต้องการช่วยเหลือรัชทายาทจริง ๆ และคนที่มี
จุดประสงค์แอบแฝงอยู่ในใจ กายอยู่ในค่ายเฉาเชา แต่ใจอยู่ที่
ดินแดนฮั่น
ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด จ่างเยี่ยนล้วนต้อนรับทุกคนอย่างไม่เลือก
หน้า รับเข้ามาด้วยความสงบเงียบ
ไม่ใช่ว่าเขามั่นใจได้ว่าจะคัดเลือกผู้ที่มีใจคิดคดทรยศได้ทั้งหมด
แต่เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนต้องผ่านการทดสอบจึงจะแข็งแกร่งได้
ไม่เป็นไรหากจวนรัชทายาทจะมีคนหลากหลาย ยังมีโอกาสอีก
มากมายที่จะขัดเกลาพวกเขา
องค์ชายรองจู้จ่างอวี้คือไฟแรกแห่งการขัดเกลา
“หากอยากเป็นแขกคนสนิทในจวนองค์รัชทายาทของข้า ก็ต้อง
แสดงความสามารถและความกล้าหาญออกมาบ้าง” จ่างเยี่ยนแค่น
หัวเราะเย็นชา “ดีหรือเลว เพียงแค่สัมผัสก็รู้”
เด็กหนุ่มเคยสวมเสื้อผ้าธรรมดา เส้นผมก็รวบไว้อย่างง่าย ๆ
ใบหน้าที่งดงามเกินไปทำให้ยากจะแยกแยะว่าเป็นชายหรือหญิง แต่ก็
ทำให้สูญเสียความเข้มแข็งชายหนุ่มไป
จนกระทั่งตอนนี้ ชุดคลุมสีเหลืองส้มและเครื่องประดับศีรษะได้
มอบความชอบธรรมอันเข้มข้นให้เขา การเลื่อนขั้นของสถานะและ
ตำแหน่งนำมาซึ่งบารมีที่ไม่ธรรมดา บรรยากาศของผู้เป็นกษัตริย์
ค่อย ๆ ทวีความยิ่งใหญ่
ทุกการเคลื่อนไหว ทุกท่วงท่า ล้วนเป็นไปอย่างธรรมชาติ
แม้แต่ฮ่องเต้เมื่อได้เห็นก็ต้องอดกล่าวชมไม่ได้ว่าสมแล้วที่เป็น
บุตรชายแห่งตระกูลจู้
ไม่รู้ว่าใครค่อย ๆ เปิดประตู สายลมแรงจึงพัดเข้ามาทำให้
ชายเสื้อของเขาปลิวไสว แม้แต่ปกเสื้อยังยกตัวขึ้นเล็กน้อย มีเพียง
ร่างกายที่ยังคงยืดตรงไม่เปลี่ยนแปลง ขับเน้นให้เงาด้านหลังของเขา
ดูมั่นคงไม่มีใครเทียบได้
“องค์รัชทายาท พวกคุณชายและคุณหนูมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงแหลมสูงดังขึ้น เป็นเสียงของบุตรบุญธรรมของหัวหน้าขันทีอู๋
ขันทีน้อยอู๋นั่นเอง
ระบบสืบทอดตำแหน่งเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงบัลลังก์จักรพรรดิที่ต้อง
ส่งต่อให้ทายาท แม้แต่หัวหน้าขันทีก็ต้องรับลูกบุญธรรมให้มา
ปรนนิบัติรับใช้องค์รัชทายาท เป็นการรับประกันว่าจะมีคนคอยดูแล
ในยามแก่เฒ่าและรักษาเกียรติยศชื่อเสียงให้คงอยู่ยาวนาน
จ่างเยี่ยนไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องนี้
จิตใจของเขาถูกดึงดูดด้วยคำพูดของขันทีน้อยอู๋ เมื่อรู้ว่าพี่น้อง
ของตนมาถึงแล้ว ร่างทั้งร่างจึงเปลี่ยนจากเคร่งขรึมเป็นอ่อนโยนลง
ในพริบตา ดวงตาเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มบางเบา “พาพวกเขาเข้า
มาเร็วเข้า”
พี่น้องทั้งหกคน ห้าคนอยู่เมืองหลวง ในจำนวนนั้นสวี่โม่เป็นที่
ปรึกษาของจวนรัชทายาท สามารถเข้าวังได้ตั้งแต่เช้า ส่วนเจียงเซิง
ซึ่งมีสถานะเป็นบุตรสาวตระกูลเจียงก็สามารถเข้าออกได้อย่างไร้
อุปสรรค เวินจืออวิ่นยังอยู่ในสำนักหมอหลวง จึงสะพายกล่องยาไป
ไหนมาไหนได้
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่ไม่มีทั้งสถานะและตำแหน่ง แค่ความร่วมมือ
ในการขายลิ้นจี่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นพ่อค้าหลวง แล้วจะพูดถึงการเข้า
ออกวังหลวงอย่างอิสระได้อย่างไร
แต่ใครจะไปรู้ว่าเขามีน้องชายที่ดีคนหนึ่ง
เจียงเซิงไม่จำเป็นต้องเดินตามขบวนของคนตระกูลเจียง เวินจื
ออวิ่นก็ไม่จำเป็นต้องไปที่สำนักหมอหลวงเป็นพิเศษ พวกเขาเพียง
ถือป้ายประจำตัวของรัชทายาทก็สามารถนั่งรถม้าเข้าไปได้อย่างไม่
ต้องเกรงใจ
แต่เพราะเมื่อคืนนี้ตื่นเต้นเกินไปจนทำให้หลับไปไม่กี่ชั่วยาม ทำ
ให้ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ปวดหัวจนแทบระเบิด พวกเขาถึงได้มาช้า
กว่าสวี่โม่เกือบครึ่งชั่วยาม
ทว่ามันก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์อันเบิกบานของพวกเขา
เจียงเซิงอวดอ้างว่าตนเป็นคนคุ้นเคยกับวังหลวงมานาน นางชี้ไปที่
อิฐสีทองวาววับบนพื้นแล้วอธิบายว่า “พี่รอง ข้าจะบอกให้นะ นี่ไม่ใช่
อิฐที่ทำจากทองคำหรอก แต่เป็นดินที่เผาออกมาจากเตาเผา เพราะ
กรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อนมากจนเทียบเท่ากับเป็นทองคำ เรียกมัน
ว่าอิฐทองก็ไม่เกินไปนัก”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
ความจริงแล้วเรื่องเหล่านี้เขารู้มานาน แต่การรู้กับการได้เห็นกับ
ตาเป็นคนละเรื่องกัน
ด้วยความที่น้องสาวแสดงท่าทางเป็นผู้ใหญ่และมาก
ประสบการณ์ เจ้ารองจึงเกิดความคิดซุกซน “ในเมื่อกรรมวิธีซับซ้อน
เทียบเท่าทองคำ ทำไมไม่ใช้ทองคำปูพื้นไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องให้
ช่างฝีมือลำบาก”
เขาคิดว่าเจียงเซิงจะต้องเสียใจที่อวดอ้างตัวไปเมื่อครู่ หรือไม่ก็
คงจะหงุดหงิดที่ตอบไม่ได้ ไม่คาดคิดว่านางจะดวงตาเปล่งประกาย
ทั้งตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น “จริงด้วย ทำไมไม่ใช้ทองคำปูไปเลย
เล่า?”
เด็กที่จิตใจบริสุทธิ์กล้าจะเผชิญหน้ากับความไม่รู้
เจิ้งหรูเชียนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ไม่คิดว่าลูกหนังจะถูกเตะ
กลับมาหาตัวเอง แต่ปัญหาคือเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
ทั้งสองคนหันไปมองเวินจืออวิ่นที่อยู่ข้างกายซึ่งกำลังยิ้มน้อย ๆ
พร้อมกัน
เจ้าสี่ตอบด้วยการยักไหล่ “ข้ารู้แค่เรื่องหวงเหลียง เนื้อจันทน์เทศ
และเห็ดหลินจือ แต่ไม่รู้เรื่องการเลือกระหว่างทองคำกับอิฐทอง”
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังจ้องตากันอย่างเคือง ๆ จ่างเยี่ยนและสวี่
โม่ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องด้านข้างก็เดินออกมา
ขันทีน้อยอู๋ผู้นำทางอยู่ด้านหน้าก้มศีรษะโค้งคำนับ เมื่อหันหลัง
กลับมาก็ได้รับการส่งสายตา เขาจึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าวทันที
“คารวะคุณหนูเจียง คารวะหมอน้อยเวิน คารวะคุณชายรองเจิ้ง
สาเหตุที่วังหลวงของพวกเราใช้อิฐทองคำแทนที่จะใช้ทองคำแท้ ก็
เพราะว่าอิฐทองคำไม่กลัวการถูกเหยียบย ่า ส่วนทองคำแท้นั้นแค่บีบ
ก็เป็นรอยแล้ว”
ความอ่อนนุ่มของทองคำนั้นเป็นที่รู้กันดี
หลังจากได้รับทองคำมา การใช้ฟันกัดทดสอบก็กลายเป็นวิธี
พื้นฐานในการแยกแยะของจริงของปลอม
ถนนที่ปูด้วยทองคำเมื่อเหยียบลงไปจะเป็นรอยเท้า หรือรอยกด
ทับจากล้อรถ เพียงพริบตาก็จะไม่เห็นร่องรอยอะไรแล้ว
“ขันทีน้อยอู๋ช่างฉลาดจริง ๆ” เจียงเซิงชม “ขอบคุณท่านมาก
จริง ๆ”
“คุณหนูเจียงสุภาพเกินไปแล้ว” ขันทีน้อยอู๋รู้สึกตื่นเต้นกับคำชม
นี้ “ทั้งหมดเป็นคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้ข้ามาอธิบาย ข้าเพียงแค่
หยิบยืมปัญญาของผู้อื่นมาเท่านั้น”
ที่แท้ก็เป็นจ่างเยี่ยนที่บอกใบ้ให้เขามาอธิบายจึงไม่แปลกที่ขันที
คนหนึ่งจะกล้าพูดแทรกขึ้นมา
ในหัวของเจียงเซิงมีบางอย่างวูบผ่าน นางนึกถึงตอนที่ไป
ร่วมงานเลี้ยงกับสะใภ้รองเจียง และเห็นการมอบกำไลของฮูหยินเฮ่อ
นางจึงดึงปิ่นทองออกจากมวยผมโดยไม่รู้ตัว แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า
“ขอบคุณขันทีน้อยอู๋ที่ช่วยไขข้อสงสัย ขอมอบปิ่นนี้เป็นของ
ขอบคุณ”
“โอ้ ไม่ได้ ๆ” ขันทีน้อยอู๋ตกใจถอยหลัง “การที่ข้าช่วยไขข้อ
สงสัยให้คุณหนูถือเป็นเรื่องปกติ จะรับของตอบแทนจากท่านได้
อย่างไร ไม่ได้เด็ดขาด”
“คำพูดของท่านขันทีมีค่ายิ่ง” เจียงเซิงชำเลืองมองพวกพี่ชาย
พอเห็นว่าไม่มีใครห้ามจึงฝืนยัดเยียดให้อีกฝ่ายไปเลย
ปิ่นทองที่มอบให้นั้นหนักอึ้งและมีปริมาณมาก ไม่ว่าจะนำออก
จากวังหลองหรือหลอมเป็นแท่งทองในอนาคตก็ล้วนเป็นของมีค่าที่
ใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี
ขันทีน้อยอู๋แม้จะทำท่าปฏิเสธ แต่ลำคอกลับกลืนน ้าลายหลาย
ครั้ง
จ่างเยี่ยนเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา สุดท้ายก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ใน
เมื่อเป็นน ้าใจจากคุณหนูเจียง ขันทีก็รับไว้เถิด”
ขันทีน้อยอู๋จึงยิ้มกว้างด้วยความยินดี รีบเอาปิ่นทองใส่เข้าไปใน
แขนเสื้อ “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณคุณหนูเจียงกับองค์รัชทายาทมาก
ข้างนอกยังมีธุระให้ทำ ข้าขอตัวก่อน”
จ่างเยี่ยนพยักหน้า
ขันทีน้อยอู๋กำลังจะหมุนตัวจากไป แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
จึงกระซิบกับเจียงเซิงว่า “คุณหนู แม้ว่าอิฐทองจะมีค่าเทียบเท่า
ทองคำ แต่ความจริงแล้วยังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่ราคาการผลิต
ค่อนข้างสูงเท่านั้นเอง”