พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 485 อยู่เคียงข้าง
หลายสิ่งหลายอย่าง คนนอกรู้ได้เพียงจำกัด
มีแค่คนที่อยู่ในสถานการณ์หรือคนที่อยู่กับมันมาหลายปีเท่านั้น
จึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
ขันทีน้อยอู๋เป็นคนประเภทนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เขามีไหวพริบ
รับมอบหมายจากรัชทายาทและยังได้รับของขวัญจากคุณหนูตระกูล
เจียง ก่อนจากไปยังไม่ลืมจะสร้างความประทับใจ เพื่อพิสูจน์
ความสามารถของตนเอง
จนกระทั่งเงาร่างของเขาหายไปจากสายตา เจียงเซิงถึงตระหนัก
ได้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะแบ่งปันความยินดีกับพี่ชายทั้งหลาย ก็ได้ยิน
เสียงสนทนาระหว่างจ่างเยี่ยนกับสวี่โม่เสียก่อน
สวี่โม่เอ่ยเบา ๆ ว่า “ขันทีน้อยผู้นี้ฉลาดเฉลียว ไม่เพียงแต่มี
ปฏิกิริยารวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรู้จักตอบแทนบุญคุณอีกด้วย”
จ่างเยี่ยนพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าว “ให้เขาทำอะไรกับเราก็ควร
ตอบแทนเขาบ้าง ถือว่ารู้จักกาลเทศะ ตราบใดที่เขาไม่ใช่หมากตัว
หนึ่งที่จู้จ่างอวี้กับตระกูลจวีวางไว้ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้”
เจียงเซิงอ้าปากค้าง
นางยังคงจมอยู่กับความคิดว่าด้วยฐานะของขันทีน้อยอู๋ เขาก็
ต้องเอาอกเอาใจผู้อื่นและยังรู้สึกภูมิใจที่ตนเองฉลาดพอจะได้รับ
รางวัลเป็นปิ่นปักผมอยู่แล้ว แต่พี่ชายทั้งสองคนกลับมองจากมุมที่
ต่างออกไป พวกเขาพิจารณาว่าขันทีน้อยอู๋นั้นสมควรค่าแก่การใช้
งานหรือไม่
ช่างเป็นเรื่องจริงว่าคนที่มีสถานะต่างกัน ย่อมมีมุมมองและสิ่งที่
ได้รับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“วันนี้น้องสาวก็ฉลาดมาก” สวี่โม่สังเกตเห็นว่านางมีท่าทีผิดหวัง
อยู่บ้างจึงรีบชมทันที “ถึงกับยอมสละปิ่นทองอันใหญ่ออกไปเลย”
มุมปากของเจียงเซิงกระตุกเล็กน้อย นางอยากจะบอกว่าเขาไม่
ชมยังจะดีเสียกว่า แต่ก็รู้สึกว่าตนเองสมควรได้รับคำชมนี้อยู่
นางยืนเท้าเอว แม้จะสวมชุดหรูหราเพียงใดก็ไม่อาจปิดบังความ
โมโหได้ “พวกท่านรู้ว่าน้องสาวเก่งก็พอแล้ว อย่าพูดออกไปข้างนอก
เชียวเล่า เดี๋ยวคนอื่นจะมาแย่งน้องสาวไปจากพวกท่าน”
คราวนี้แม้แต่จ่างเยี่ยนก็อดยิ้มไม่ได้ เปิดเผยความสนุกสนานที่
แตกต่างไปจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
มีคนอยู่ในห้องโถงใหญ่ แม้แต่อากาศก็ยังเย็นเยียบ
มีพี่ชายและน้องสาวอยู่ด้วย แม้แต่ลมหายใจก็ยังร้อนระอุ
“แค่ก ๆ ๆ” เจิ้งหรูเชียนที่กำลังจมอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวขึ้นมา แกล้ง
ทำท่าเดินไปหาจ่างเยี่ยน “วันนี้เจ้าห้าแต่งตัวดูดีจริง ๆ ดูสง่างามและ
คมคายขึ้นมาทีเดียว มงกุฎนี้ก็สวยมาก ปกเสื้อก็เรียบร้อย ชายเสื้อก็
ดูหรูหรา”
“พี่รอง มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ” จ่างเยี่ยนอดขำไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนไออีกสองครั้งแล้วพูดด้วยท่าทางลึกลับว่า “ในเมื่อ
เจ้าให้พี่รองพูดตรง ๆ พี่รองก็จะไม่ปิดบัง เจ้าจะขยายตำหนัก
ตะวันออกใช่หรือไม่?”
ตำหนักตะวันออกคือที่พำนักของรัชทายาท ครั้งสุดท้ายที่มีคน
อาศัยอยู่คือเมื่อสิบสี่สิบห้าปีก่อน หากไม่ซ่อมแซมก็คงมีสภาพดู
ไม่ได้ปเลยทีเดียว
ตอนนี้จ่างเยี่ยนยังคงอยู่ในตำหนักสามตะวันตก และยังไม่ได้ย้าย
เข้าไปอยู่ในตำหนักตะวันออก
“กรมโยธาธิการกำลังดำเนินการอยู่ แต่เพราะการแต่งตั้งรัช
ทายาทเป็นเรื่องเร่งด่วนจึงแล้วเสร็จไม่ทันตามกำหนด” เขาตอบอย่าง
ตรงไปตรงมา
เจิ้งหรูเชียนกลอกตาไปมา แล้วชี้ไปที่พื้นพลางถาม “เช่นนั้น
ตำหนักตะวันออกก็ต้องใช้อิฐแบบนี้เหมือนกันหรือ?”
จ่างเยี่ยนเดาออกแล้วว่าพี่ชายคนรองต้องการจะทำอะไร เขา
กลั้นยิ้มพลางพยักหน้า
เจิ้งหรูเชียนกลอกตาอีกครั้ง “เช่นนั้นหากข้าขนอิฐทองคำชั้น
เยี่ยมมา กรมโยธาธิการจะพิจารณารับซื้อหรือไม่?”
ก้อนอิฐทองคำมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ใช้ดินเหนียวจากริม
ฝั่งแม่น ้าเจียงหนานมาเผา ต้องผ่านการจัดการอย่างน้อยหกครั้ง และ
ยังต้องอาศัยสภาพอากาศที่เฉพาะเจาะจง อัตราความเสียหายยังน่า
หวั่นใจ สามในห้าครั้งจำเป็นต้องถูกคัดทิ้ง
คุณค่าของอิฐทองคำเองก็ถูกทำให้ยิ่งมีค่าสูง
ตามหลักแล้ว ราชสำนักมีกรมโยธาธิการที่ดูแลเรื่องอิฐทองคำ
โดยเฉพาะ ไม่น่าจะซื้อจากพ่อค้าได้ แต่เนื่องจากอัตราการคัดอิฐ
ทองคำทิ้งสูงเกินไป ทำให้งบประมาณส่วนนี้มักขาดแคลนอยู่เสมอ
บ่อยครั้งที่สูญเสียเงินไปหลายพันตำลึง
ฮ่องเต้เคยคิดจะตัดงบประมาณการใช้อิฐทองคำ โดยให้มีเฉพาะ
ตำหนักไท่เหอและตำหนักสำคัญอื่น ๆ ไม่กี่แห่งที่ยังคงใช้อิฐทองคำ
ส่วนตำหนังอื่นทั้งหมดรวมถึงตำหนักฝ่ายในให้เปลี่ยนไปใช้อิฐหินสี
เขียวแทน
แต่อิฐทองคำก็ไม่ใช่วัสดุพิเศษอะไร มันย่อมเสื่อมสภาพและ
แตกร้าวได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่อยู่เสมอ ห้องโถงใหญ่ตำหนักไท่
เหอ สถานที่สุดท้ายสำหรับการสอบขุนนางและการสอบในวังหลวง
ย่อมไม่อาจปล่อยให้เหล่าบัณฑิตเห็นพื้นที่ขรุขระได้
ดังนั้น อิฐทองคำจึงยังคงถูกผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ลดลงจาก
หลายหมื่นก้อนต่อปีเหลือเพียงพันกว่าก้อนเท่านั้น
แต่จากรายงานการเงินที่กรมโยธาธิการส่งมา ยังคงต้องใช้
ทองคำอย่างน้อยพันตำลึง อัตราการสูญเสียก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่า
ตกใจ
เมื่อเจิ้งหรูเชียนกล่าวถึงเรื่องนี้ ดวงตาของจ่างเยี่ยนกระตุก
เล็กน้อย เขาสัญญาว่า “หากพี่รองสามารถลดอัตราการสูญเสียลง
ได้ เผาอิฐสามในห้าได้สำเร็จ ข้าจะหาทางให้กรมโยธาธิการรับซื้ออิฐ
ของท่าน”
คนหนึ่งประหยัดเงิน อีกคนสร้างรายได้
ทั้งคู่จับมือเห็นพ้องต้องกันทันที
นี่คือความสุขของการมีเส้นสายใช่หรือไม่? เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง
ด้วยความยินดี
จ่างเยี่ยนก็ยิ้มเช่นกัน เขายิ้มเพราะพวกแมลงเน่าในกรมโยธาธิ
การกำลังจะถูกกำจัด ยิ้มที่ตัวเลขรายจ่ายของกรมคลังกำลังจะลดลง
ทั่วทั้งห้องโถงไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข จนกระทั่งดวง
อาทิตย์ลอยสูงเหนือยอดไม้ องครักษ์ประจำตัวจึงรายงานมาจากด้าน
นอกว่า “องค์รัชทายาท ทุกคนพร้อมแล้ว สามารถเริ่มพิธีแต่งตั้งได้
แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พิธีแต่งตั้งรัชทายาทของราชวงศ์ต้าอวี๋นับว่าซับซ้อนยิ่งนัก
จำเป็นต้องคำนับหลายทิศทาง ทำให้ผู้ที่ต้องปฏิบัติรู้สึกมึนงงและ
สับสน
โชคดีที่เมื่อวานได้ฝึกซ้อมมาแล้ว จ่างเยี่ยนเก็บรอยยิ้มกลับไป
คืนสู่ความสงบนิ่งเยือกเย็น หลังจากพยักหน้าให้พี่ชายน้องสาวแล้ว
ก็เดินนำออกจากห้องโถงเป็นคนแรก
แม้ว่าเขาจะยังเด็กนัก เป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างบอบบางวัยสิบสี่ แต่
กลับต้องแบกรับบ้านเมืองไว้บนบ่าครึ่งหนึ่ง
ทว่าเขากลับดูยิ่งใหญ่ ร่างกายที่เผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์ยาม
รุ่งอรุณนั้นทั้งองอาจและเด็ดเดี่ยว เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีสิ่งใด
เทียบได้
เจิ้งหรูเชียนเก็บรอยยิ้มมุมปากไว้ เจียงเซิงปล่อยแขนที่เท้าเอวลง
เวินจืออวิ่นและสวี่โม่ พวกเขาทุกคนจ้องมองเงาร่างด้านหลังของจ่าง
เยี่ยน
“น่าสงสารพี่ห้าจริง ๆ ต่อไปนี้เขาคงต้องแบกรับภาระของทั้ง
ราชวงศ์ต้าอวี๋ไว้” เจียงเซิงพึมพำ
“เขาไม่ควรต้องติดอยู่ในวังเช่นนี้” แววตาสวี่โม่วาบไหวด้วย
ความรู้สึกผิด
“ในวังไม่มีความสุขเลย มีแต่ความกดดันที่ทำให้คนอึดอัด” เวินจื
ออวิ่นเม้มปาก ในที่สุดก็ได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
ในฐานะหมอฝึกหัดของสำนักหมอหลวง หากไม่มีความสุขก็
สามารถจากไปได้ แต่ในฐานะรัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋กลับไม่
อาจจากไปไหนได้อีก
“คิดในแง่ดีเถอะ อย่างน้อยพวกเราทุกคนก็ยังอยู่ที่นี่” เจิ้งหรู
เชียนกำมือแน่น “เจ้าห้าจะไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้ว”
ใช่ พวกเขาทุกคนยังอยู่ที่นี่
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนก้าวออกไปก่อน คนอื่น ๆ จึงต่างยืดหลังตรง
และก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญจริงจัง
ไม่ไกลจากด้านหลังของจ่างเยี่ยน เส้นทางเบื้องหน้ากว้างใหญ่
และขรุขระ สิ่งกีดขวางมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อาวุธคมอาจ
ปรากฏขึ้นได้ทุกเมื่อ ความสกปรกโสโครกอาจร่วงหล่นลงมาใส่ได้
ตลอดเวลา
ผู้คนอาจรู้สึกเดียวดาย แต่เมื่อสังเกตเห็นเงาร่างที่ปรากฏขึ้นลาง
ๆ ด้านหลัง แม้แต่คนที่มั่นคงอย่างจ่างเยี่ยนก็อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
เขาเดินหน้าอย่างสง่างาม ถึงทางแยกถัดไปก็เห็นองค์ชายสี่จู้
จ่างอิ๋นในชุดคลุมสีฟ้า
“น้องห้า ยินดีด้วย” เด็กหนุ่มขาพิการดูตะลึงเล็กน้อย แต่ไม่นาน
เขาก็ยิ้มพลางประสานมือคำนับ “อีกไม่นานก็จะถึงตำหนักเฟิงเทียน
แล้ว พี่สี่จะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
จ่างเยี่ยนชะงัก แต่ไม่แสดงอาการใด ๆ บนใบหน้า “ขอบคุณ
เสด็จพี่สี่”
สองคนเดินสวนกันครึ่งก้าวก่อนจะเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกัน
ไม่กี่ก้าวต่อมาก็เห็นเจียงเฉิงเฟิงกำลังรออยู่
ถัดมาคือฉีหวาย อันจวิ่น จ้าวหยวน เฮ่ออวิ๋นเหยา ซุนเสี่ยวเซิง
และที่ปรึกษาจากจวนรัชทายาท
พวกเขาเดินตามหลังจ่างเยี่ยนไปด้วยท่าทีคอยสนับสนุน ส่งเด็ก
หนุ่มขึ้นไปสู่ยอดเขา
“ดำเนินพิธีการ เคารพ รัชทายาทคำนับ…”