พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 486 องค์ชายรองกับเรื่องราวในอดีต
ตำหนักเฟิงเทียน
สถานที่แต่งตั้งรัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋ตลอดหลายยุคหลาย
สมัย ไม่เพียงมีท้องพระโรงอันสง่างามและสูงตระหง่าน แต่ยังมีลาน
กว้างที่สามารถรองรับผู้คนได้นับพันอีกด้วย
ขณะนี้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั้งหลายต่างยืนเรียงราย
องครักษ์ในวังมารวมตัวกันพร้อมหน้า และพระญาติของราชวงศ์จู้ก็
มากันครบ
ขุนนางผู้รับผิดชอบพิธีแต่งตั้ง ขุนนางผู้ประกาศราชโองการ ขุน
นางผู้ถือเครื่องราชต่าง ๆ ยืนอยู่ในตำแหน่งของตนเอง เจียงเฉิงเฟิง
และพวกพี่น้องสวี่โม่ไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ จากจวนรัชทายาท
ภายนอกประตูเฟิงเทียน ธงและป้ายประดับล้วนพลิ้วไหว ขบวน
แห่งามสง่า
ฮ่องเต้สวมชุดพิธีการ เดินมาอย่างช้า ๆ โดยมีหัวหน้าขันทีอู๋
คอยประคอง ก่อนจะนั่งลงบนบัลลังก์มังกร
ผู้คนทั้งหมดต่างร้องพร้อมกันว่า “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอ
พระองค์ทรงพระเจริญ”
ฮ่องเต้ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้สังเกตดวง
อาทิตย์
หัวหน้าขันทีอู๋ถอนหายใจพลางหันไปกล่าว “ถึงเวลาฤกษ์ยาม
แล้ว พิธีแต่งตั้งจะเริ่มขึ้น”
เสียงกลองและดนตรีที่เตรียมไว้ล่วงหน้าดังขึ้น ทั้งทุ้มหนักและ
แหลมสูง ทั้งฟังชัดและทุ้มต ่า ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
ประตูทิศตะวันออกของตำหนักเฟิงเทียนถูกเปิดออก จ่างเยี่ยน
ในชุดคลุมสีส้มเหลืองทางการ ในที่สุดก็ปรากฏโฉมอันแท้จริง
เขาก้าวเดินช้า ๆ ทว่ามั่นคง ภายใต้การนำทางของผู้ติดตาม
เหยียบย่างบนพรมสีแดงเข้ม ค่อย ๆ ผ่านลานเฟิงเทียน จนมาถึงท้อง
พระโรงเฟิงเทียน
ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม พี่ชาย
น้องสาวดวงตาเป็นประกาย อดีตคู่แข่งอย่างจู้จ่างหงมีแววตา
หม่นหมอง มีเพียงจู้จ่างอวี้เท่านั้นที่ยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
เมื่อจ่างเยี่ยนเดินผ่านมาตรงหน้า เขาก็เพียงยิ้มให้อย่างซื่อ ๆ
ราวกับว่าเขายังคงเป็นพี่ชายคนรองที่จริงใจและเซ่อซ่าคนเดิม
เป็นคนที่เต็มใจยื่นมือช่วยเหลือน้องชายตัวน้อย
ไม่ใช่ในตอนนี้และไม่ใช่เมื่อปีก่อน
แต่เป็นเรื่องราวที่นานมาแล้ว นานมาก ๆ
อาจเป็นเพราะเส้นทางจากลานเฟิงเทียนนั้นทอดยาวเกินไป จ่าง
เยี่ยนจึงเผลอเหม่อลอยชั่วขณะ นึกถึงเรื่องราวในอดีตบางอย่างที่เขา
เกือบจะลืมไปแล้ว
ความจริงแล้วเขาก็เคยมีจุดเชื่อมโยงกับเสด็จพี่รองมาก่อน
คงเป็นตอนที่เขาอายุสามสี่ขวบกระมัง จ่างเยี่ยนน้อยซึ่งโหยหา
ความรักจากบิดาแต่ไม่เคยได้รับ ชอบมานั่งอยู่ริมสระน ้ามากที่สุด
คอยโยนเศษอาหารให้ปลากิน
เขาทั้งตัวเล็กและอายุยังน้อย เมื่อซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ก็ยากจะ
ถูกคนพบ จึงมักได้ยินเรื่องราวลับ ๆ ในวังหลังอยู่เสมอ
อย่างเช่น เรื่องที่เหล่านางสนมต่างแย่งชิงความโปรดปราน จน
ทำให้จวีกุ้ยเฟยพลาดท่าแท้งบุตรและสูญเสียความสามารถในการมี
บุตรไป บิดาเขาโกรธมากถึงขั้นส่งเหล่านางสนมไปขังในตำหนักเย็น
จนมารดาจำต้องขอพระราชทานอภัยโทษ จึงหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย
ในราชสำนักได้
หรืออย่าง เรื่ององค์ชายรองเป็นคนดื้อรั้น นิสัยเงียบขรึมและเย็น
ชาราวกับก้อนหิน เมื่อขันทีน้อยถูกเจ้านายดุด่า พวกเขาก็จะหาทาง
รังแกองค์ชายรองเพื่อระบายอารมณ์
ระหว่างระบายอารมณ์ พวกเขายังตะโกนว่า “เป็นนายแล้ว
อย่างไร เป็นนายก็ยังต้องถูกพวกข้าทำโทษอยู่ดี”
ครั้งหนึ่งเกิดเหตุวุ่นวายที่ริมสระน ้า จ่างเยี่ยนน้อยได้ยินเสียงจึง
ลุกขึ้นยืนโงนเงน แล้วจ้องมองด้วยความโกรธเคือง “พวกเจ้ากำลังทำ
อะไร!”
แม้ว่าเขาจะไม่เป็นที่โปรดปราน แม้ว่ามารดาจะไม่มีอำนาจ แต่
นางก็ยังเป็นถึงฮองเฮา
ขันทีน้อยตกใจจนคุกเข่าร้องขอความเมตตา “กระหม่อมไม่ได้
ทำอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกำลังช่วยองค์ชายรองบีบนวดคลาย
กล้ามเนื้อ กระหม่อมมีเจตนาดี องค์ชายรองเป็นพยานให้กระหม่อม
ได้”
จ่างเยี่ยนน้อยมองไปอย่างงุนงง เห็นเพียงใบหน้าของพี่ชายที่ช ้า
“เสด็จพี่รอง เป็นอย่างนั้นหรือ?” เขาพยายามทำให้ตัวเองดูไม่
เด็กเกินไป
ตอนนั้นเสด็จพี่อายุเท่าไหร่กัน เพียงเจ็ดแปดขวบเท่านั้น จู้จ่าง
หงยังเอาแต่ออดอ้อนอยู่บนตักบิดามารดา แต่เขากลับเรียนรู้ที่จะ
เผชิญหน้ากับโลกใบนี้อย่างเย็นชาแล้ว
รวมถึงการตอบกลับอย่างเย็นชาด้วย
“ใช่”
มันไม่มีความลังเล ไม่มีความชักช้าแม้แต่น้อย
ขันทีน้อยร้องไห้ด้วยความดีใจ แผ่นหลังตั้งตรงมากกว่าเดิม
“องค์ชายห้า พระองค์ได้ยินแล้ว กระหม่อมมีเจตนาดีจริง ๆ กระหม่อม
กำลังรับใช้องค์ชายรองอยู่”
จ่างเยี่ยนน้อยงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จพี่รองถึง
ต้องโกหก จึงได้แต่มองพวกเขาทั้งสองคนเดินจากไป
ต่อมา เขาซบอยู่ในอ้อมกอดของมารดาและถามถึงข้อสงสัยนี้
เบา ๆ
มารดาลูบไรผมตรงขมับของเขา กล่าวเสียงแผ่วเบา “เพราะเจ้า
ปกป้องเขาได้ครั้งหนึ่ง แต่ไม่อาจปกป้องเขาได้หลายครั้ง”
เมื่อพ้นสายตาขององค์ชายคนอื่น ขันทีน้อยจะยิ่งโหดร้ายมาก
ขึ้น อาจถึงขั้นแก้แค้นเขาหลายเท่า
สำหรับจู้จ่างอวี้ มันเป็นการทำการค้าที่ขาดทุนอย่างไม่ต้อง
สงสัย
ดังนั้น นี่คือเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ใช่หรือไม่
จ่างเยี่ยนรู้สึกขอบคุณเป็นครั้งแรกที่ตนเองยังมีความรักจาก
มารดา หลังจากที่เขาครุ่นคิดไปมาในวัยเยาว์ ในที่สุดก็รวบรวม
ความกล้า อ้อนวอนมารดาว่า “พวกเราช่วยเขาเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ในโลกนี้ คนที่พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือมากที่สุดมักจะเป็น
คนที่น่าสงสารเช่นเดียวกัน
ฮองเฮาเหยียนลังเลอยู่ครึ่งวัน ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้อำนาจของ
ตระกูลเหยียน ขับไล่ขันทีน้อยที่ชอบทุบตีคนออกไป
ชีวิตของจู้จ่างอวี้จึงได้พักหายใจ แม้ว่ายังต้องกินเศษอาหาร
ประทังชีวิต แม้ว่าจะยังต้องคอยฟังคำดูถูกเหยียดหยามเป็นครั้งคราว
ใช้ชีวิตอยู่ในมุมของวังหลวงราวกับแมลงสาบ
หลังจากนั้นเป็นเวลานาน จ่างเยี่ยนน้อยก็ไม่ได้รับข่าวคราวของ
เสด็จพี่รองเลย กระทั่งวันหนึ่งขณะพยายามไล่ตามบิดาแล้วล้มลงบน
พื้น ก็มีเด็กชายที่ดูหม่นหมองคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ไหนสัก
แห่ง อุ้มเขาขึ้นมา ปัดเสื้อผ้าให้สะอาด แล้วหมุนตัวจากไป
ภายหลังจ่างเยี่ยนน้อยค่อย ๆ เข้าใจว่าตนเองไม่อาจได้รับความ
รักจากบิดา เขาจึงเลิกไล่ตามอีกฝ่าย และนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่ริมสระเลี้ยง
ปลาแทน
จุดตัดของทั้งสองคนก็จบลงเพียงเท่านี้
สิบปีต่อมา คนหนึ่งกลายเป็นองค์ชายรองผู้ขยันขันแข็งและ
เก่งกาจแต่ไม่ค่อยพูดจา อีกคนกลายเป็นองค์ชายห้าที่มีร่างกาย
อ่อนแอ เจ็บป่วยจนไม่อาจออกจากตำหนักได้
ทั้งสองต่างไม่ได้รับความรักจากบิดามารดาเช่นเดียวกัน และต่าง
ก็มุ่งมั่นที่จะได้ครอบครองบัลลังก์เหมือนกัน
พวกเขาเดินสวนกันไปมาบนลานกว้างของตำหนักเฟิงเทียน
จ่างเยี่ยนตื่นจากภวังค์ มองไปยังเด็กหนุ่มผู้หม่นหมองในความ
ทรงจำแต่เคยอุ้มเขาขึ้นมา แล้วก้าวขึ้นบันได
เจ้าหน้าที่พิธีการยืนอยู่สองข้างของบันได ร้องพร้อมกันเสียงดัง
“คำนับ”
จ่างเยี่ยนคำนับอย่างสง่างาม
เจ้าหน้าที่พิธีการอีกคนรับช่วงต่อ “ดำเนินพิธีการ”
เจ้าหน้าที่ถือราชโองการกล่าวตามทันทีว่า “คุกเข่า”
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีส้มเหลืองคุกเข่าลงกับพื้น รอฟังการแต่งตั้ง
อย่างเป็นทางการ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เจ้าหน้าที่ถือราชโองการก้าวไป
ข้างหน้า พยุงองค์ชายให้ลุกขึ้น แล้วนำทางเข้าสู่ท้องพระโรง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายในรออยู่ด้านหน้า ร้องว่า “คุกเข่า”
จ่างเยี่ยนคุกเข่าลงอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ถือราชโองการก็คุกเข่าลง
ตรงหน้าโต๊ะ และส่งมอบราชโองการให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายใน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายในประกาศเสียงดัง เจ้าหน้าที่ถือราชโองการ
คุกเข่าลงแล้วอ่านออกเสียง หลังจากอ่านจบก็ส่งราชโองการให้แก่
ราชเลขาธิการซุนผู้ชราภาพที่กำลังมือสั่น ราชเลขาธิการเฒ่าซุน
ค่อย ๆ คุกเข่าลง ใช้สองมือประคองราชโองการส่งขึ้นไป “องค์รัช
ทายาท โปรดรับราชโองการด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อรับราชโองการนี้แล้วจึงจะถือเป็นรัชทายาทแห่งราชวงศ์อย่าง
ถูกต้องตามครรลอง
บางทีจ่างเยี่ยนแต่เดิมอาจเพียงต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นจึงแย่งชิง
บัลลังก์ กระทั่งขณะนี้ เมื่อราชโองการสีทองมาอยู่ในอุ้งมือ เขาจึง
รู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนนับหมื่น
เขาจะเป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์นี้ เขาจะรักประชาชนดั่งบุตร จะ
แบกรับภาระหน้าที่และก้าวเดินต่อไป
จ่างเยี่ยนลุกขึ้นยืน น ้าตาเอ่อคลอ ส่งมอบราชโองการให้แก่ขันที
ผู้ถือราชโองการ ในขณะที่เจ้าหน้าที่พิธีการกำลังขับขานบท
สรรเสริญ เด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ เดินออกจากท้องพระโรงไป
ราชโองการถูกขันทีเก็บไว้ในกล่องเก็บราชโองการ เพราะเขายัง
ต้องโค้งคำนับฟ้าดินบนบันไดอีกสี่ครั้ง
เมื่อยืดตัวขึ้นและกลับเข้าสู่ท้องพระโรง คนบนบัลลังก์มังกรก็
กำลังยิ้มรออยู่แล้ว
ความรักของบิดาที่เขาไล่ตามมาหลายปีตั้งแต่ยังเด็กทว่าไม่อาจ
เอื้อมถึง ยามนี้กลับได้รับมาอย่างเต็มเปี่ยม
“ลูกข้า เจ้าจงอย่าลืม หน้าที่ของการเป็นผู้ปกครอง ใน
ประวัติศาสตร์ได้ส่งผ่านบทเรียนอันนองเลือด ผู้ปกครองไม่ควรใจ
ร้อนเกินไปและไม่ควรอ่อนแอเกินไป เจ้าเป็นผู้นำของแผ่นดินนี้ จงทำ
ตัวให้เป็นแบบอย่างแก่ใต้หล้า”
“ผู้คนทั้งหลายในใต้หล้าล้วนเป็นไพร่ฟ้าของเจ้า”
บุรุษบนบัลลังก์มังกรเอ่ยประโยคนี้จบก็ถอนหายใจ
หัวหน้าขันทีอู๋ตกใจจนสีหน้าซีด กดเสียงลงแล้วเกลี้ยกล่อม “ฝ่า
บาท พวกเรากลับไปพักผ่อนกันเถอะ กลับไปกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ ไม่ได้” ฮ่องเต้ส่ายหน้า “รัชทายาทยังไม่ได้ไปสักการะ
ฮองเฮา บรรดาองค์ชายยังไม่ได้รับพระราชทานเมืองเป็นเขต
ปกครอง เร็วเถอะ รีบเรียกบรรดาองค์ชายให้มาเข้าเฝ้า”