พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 488 นกกระยางกับหอยต่อสู้กัน
สิ้นเสียงดัง “แกรก” ทั้วทั้งท้องพระโรงเฟิงเทียนก็เงียบกริบ
ทั้งเจ้าห้นาที่พิธีการและผู้ถือราชโองการ รวมถึงทุกคนต่างเงย
หน้าขึ้นมองการกระทำอันน่าตกใจขององค์ชายใหญ่ ไม่กล้าขยับ
เขยื้อนอยู่นาน
ในกล่องนั้นมีราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท ซึ่งเป็นหลักฐาน
ยืนยันสถานะรัชทายาทของจ่างเยี่ยน ความล ้าค่าของมันไม่
จำเป็นต้องกล่าวถึง
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจที่สุด คือจู้จ่างหงที่ปากล่องเก็บ
ราชโองการนั้น
ใบหน้าของเขาแดงก ่า หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงขณะมองมา
พร้อมกับเสียงร้องตกใจและตะโกนด่าจากด้านนอก เขาดูราวกับเป็น
จอมมารผู้กลับมาแก้แค้นหลังอาบโลหิต
จ่างเยี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่แสดงอาการใด ๆ สัญชาตญาณ
ของเขาบอกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ในการคาดเดาของพวกเขาพี่น้องทั้งหกคน จู้จ่างหงถูกตระกูลจ
วีทอดทิ้งไปนานแล้ว การแสดงออกของเขาในงานเลี้ยงฉลองมงคล
วันนั้น ยิ่งเผยให้เห็นถึงความโง่เขลาและความขี้ขลาดในตัวตนของ
เขาอย่างชัดเจน
แม้แต่ตอนที่มีการแต่งตั้งรัชทายาท เขาก็เพียงก่อปัญหาโดยมี
องค์ชายรองเป็นผู้นำและตระกูลจวีคอยสนับสนุน จู้จ่างหงควรจะ
ตกใจชั่วครู่แล้วสูญเสียการควบคุมตัวเองไป แต่ทำไมถึงได้มีท่าทาง
ดุดันเช่นนี้
โดยเฉพาะในท้องพระโรงอันเงียบสงัด เขาตั้งใจย ่าเท้าหนัก ๆ
เดินเข้ามาทีละก้าว จนทำให้ทุกคนในท้องพระโรงตกใจจนไม่กล้า
หายใจ
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ลองถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “องครักษ์ที่ก่อกบฏ
อยู่ด้านนอกเป็นคนของเสด็จพี่ใหญ่หรือ?”
“ใช่” จู้จ่างหงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หากควบคุมขุนนาง
ทั้งหมดได้แล้ว พวกเขาก็จะวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงแห่งนี้”
“เสด็จพี่ใหญ่มั่นใจเหลือเกินนะ” จ่างเยี่ยนเหยียดยิ้มเล็กน้อย
“แต่ข้ากลับไม่ค่อยอยากเชื่อ ขอเรียกคนสองคนมาดูได้หรือไม่”
จู้จ่างหงหยุดฝีเท้า หันกลับมาส่งสายตาให้องครักษ์
องครักษ์รีบวิ่งเข้าไปทันที ตะโกนเสียงดัง “หยุดมือทั้งหมด ทุก
คนหยุดมือเดี๋ยวนี้”
เสียงวุ่นวายจากด้านนอกหยุดลงจริง ๆ ขุนนางทั้งหมดรวมถึงข้า
ราชบริพารเหมือนจะได้หายใจหายคอแล้ว
เจียงเฉิงเฟิงเป็นผู้นำพาคนกลุ่มหนึ่งคอยคุ้มกันสวี่โม่และเหล่าพี่
น้องไปที่ประตูด้านนอก แล้วกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “องค์รัชทายาท
องครักษ์ในวังหลวงก่อกบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารองครักษ์ในวังหลวงไม่เพียงก่อกบฏเท่านั้น แต่ยังก่อกบฏ
ตามองค์ชายใหญ่อีกด้วย
จ่างเยี่ยนยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ขมวดคิ้วถาม
ว่า “นี่เป็นแผนการของตระกูลจวีหรือ”
“แน่นอน” สายตาจู้จ่างหงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ถ้าไม่ใช่ตระกูลจวี
แล้วจะเป็นใครได้อีก”
ด้วยมีจวีกุ้ยเฟยเป็นคนในคอยช่วยเหลือ ภายใต้ความโปรด
ปรานอันล้นเหลือ การแทรกซึมคนเข้าไปในหมู่ทหารองครักษ์จึง
ไม่ใช่เรื่องยากเย็น องค์ชายใหญ่แกล้งทำเป็นหมูเพื่อจับเสือ ก่อนอื่น
ก็ทำทีเป็นโง่เขลาถึงที่สุดแล้วจึงเผยเขี้ยวเล็บในช่วงเวลาสำคัญ ทำ
ให้ทุกคนคาดไม่ถึง
รวมไปถึงจู้จ่างอวี้ด้วย
องค์ชายผู้นี้ใช้ความซื่อตรงเป็นเครื่องมือ เขาหลบซ่อนอยู่ในมุม
ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจและสงสัย สีหน้าซีดเซียว เห็นได้ชัดว่า
กำลังสงสัยทิศทางของแผนการ
“อย่าขัดขืนเลย ตอนนี้ทั้งวังหลวงอยู่ภายใต้การควบคุมของ
ตระกูลจวีแล้ว” จู้จ่างหงมองไปยังเจ้าหน้าที่พิธีการและผู้ถือราช
โองการที่กำลังตัวสั่นงันงก “อย่ากลัวไป ข้าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้า ข้า
ยังรอให้พวกเจ้าประกาศแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่อยู่”
ความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน
แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
จ่างเยี่ยนจมอยู่ในห้วงความคิด ไม่ทันสังเกตเห็นว่าราช
เลขาธิการเฒ่าซุนลุกขึ้นยืนและถ่มน ้าลายใส่จู้จ่างหงแล้ว “ถุย! นี่
เป็นการก่อกบฏในวันแต่งตั้งรัชทายาท เจ้ามันกบฏชัด ๆ คนทรยศ!
ต่อไปเจ้าจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และจะต้องอัปยศอดสูไปอีกหมื่นปี!”
จู้จ่างหงเช็ดหน้าอย่างจนปัญญา “ราชเลขาซุนอย่าตื่นเต้นไป
เลย ท่านก็อายุมากแล้ว ข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายท่านหรอก”
“ถ้าเจ้ามีฝีมือจริงก็ฆ่าข้าตาเฒ่าตรงนี้เสียเลยสิ ไม่เช่นนั้นข้าจะ
ไม่มีวันยอมรับกบฏอย่างเจ้า ยิ่งไม่มีทางมอบราชโองการแต่งตั้งรัช
ทายาทให้เจ้าเด็ดขาด” ราชเลขาซุนคำรามด้วยความโกรธ อายุของ
เขาใกล้จะเจ็ดสิบปีแล้ว แต่เสียงยังคงดังก้องกังวาน
ความคิดของจ่างเยี่ยนถูกขัดจังหวะจึงตัดสินใจลงมือก่อน “เสด็จ
พี่ใหญ่ไม่รู้หรือว่าตระกูลจวีได้ร่วมมือกับองค์ชายรองนานแล้ว ตอนนี้
ท่านเป็นเพียงแค่เหยื่อที่ถูกใช้งานเท่านั้น”
จู้จ่างหงหัวเราะคิกคักราวกับได้ยินเรื่องตลก แล้วรีบเก็บอาการ
อย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ยอมพุ่งชนเสาเพื่อตระกูลจวี ตระกูลจวีจะทิ้ง
พวกข้าแม่ลูกได้อย่างไร”
“พวกเจ้าประเมินความผูกพันระหว่างเสด็จแม่กับท่านลุงของข้า
ต ่าเกินไป ทั้งยังประเมินความสามารถของมารดาข้าต ่าเกินไปด้วย!”
คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?
ผู้คนรอบข้างยังคงงุนงง แต่จ่างเยี่ยนจับประเด็นสำคัญได้อย่าง
รวดเร็ว สีหน้าของเขาพลันตกตะลึง พลางเอ่ยว่า “จวีกุ้ยเฟยฟื้นแล้ว
หรือ?”
มีเพียงนาง มีเพียงจวีกุ้ยเฟยเท่านั้นที่เป็นคนวางแผนการ
ตระกูลจวีจึงจะยอมทุ่มเทช่วยเหลือสุดหัวใจและกล้าใช้แผนซ้อนแผน
เช่นนี้ ก่อนอื่นก็ให้จู้จ่างหงทำตัวเป็นคนโง่เข้าไปก่อกวนงานเลี้ยง
ฉลองที่เรือนเล็ก จากนั้นให้ตระกูลจวีร่วมมือกับองค์ชายรอง แต่
ความจริงแล้วกลับกำลังวางแผนเพียงลำพัง ในวันที่แต่งตั้งรัชทายาท
ก็อ้างชื่อขององค์ชายรองเพื่อก่อกบฏ
ในสายตาของผู้คนทั่วหล้า ข้อหากบฏเป็นขององค์ชายรอง แต่ผู้
ที่ได้รับประโยชน์จริง ๆ คือองค์ชายใหญ่และตระกูลจวี
ต้องยอมรับว่าแผนการนี้นับว่าแยบยลยิ่งนัก
แต่ตระกูลจวีและจวีกุ้ยเฟยมั่นใจได้อย่างไร ว่าองค์ชายรองที่
สามารถข่มใจรอคอยมาสิบกว่าปีจะถูกพวกเขาล่อลวงและใช้
ประโยชน์ได้ง่าย ๆ เช่นนี้
จ่างเยี่ยนใช้หางตาชำเลืองมอง พบว่าจู้จ่างอวี้ที่อยู่ตรงมุมห้อง
ไม่ได้ตกตะลึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ครึ่งตัวคนจมอยู่ในเงามืด
ช่างน่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ
พิธีแต่งตั้งรัชทายาทวันนี้น่าสนใจยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
“เสด็จแม่ข้าฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ พวกเจ้าสามารถแกล้งป่วยเพื่อ
ไปเข้าร่วมการสอบระดับแคว้น ก็สามารถแกล้งป่วยเพื่อซ่อนตัวอยู่ใน
ตำหนักสามตะวันตกได้ แล้วทำไมพวกข้าจะทำด้วยไม่ได้” จู้จ่างหง
พูดจบ ใบหน้าที่แดงก ่าก็ไม่ได้แสดงความภาคภูมิใจ แต่กลับลังเลไป
ชั่วครู่ “ตอนนี้ตำหนักเฟิงเทียนถูกควบคุมทั้งหมดแล้ว แม้แต่แมลงวัน
ตัวเดียวก็บินเข้ามาไม่ได้ พวกเจ้าอย่าได้ทำอะไรพลการจะดีกว่า”
วันนี้เป็นวันแต่งตั้งรัชทายาท ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊รวมถึง
คนของจวนรัชทายาทล้วนอยู่ที่นี่ แค่ควบคุมให้ดี แม้แต่องครักษ์
ภายนอกก็ยากจะรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายใน ฝีมือของจวีกุ้ยเฟยช่าง
แข็งแกร่งจริง ๆ
จ่างเยี่ยนใช้หางตามองพี่ชายและน้องสาว พลางส่ายหัวเป็น
สัญญาณว่าอย่าเพิ่งลงมือ
ในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ครั้งสำคัญ เขาไม่เชื่อว่าองค์ชายรองจะ
ยังอดทนซ่อนตัวต่อไปได้ หากพลาดโอกาสนี้ไปก็จะสูญเสียบัลลังก์
ไปตลอดกาล
“พวกเจ้าไปคุมตัวพวกขุนนางไว้ให้ดี พวกเจ้าไปขอตราประทับ
หยกจากเสด็จพ่อ ส่วนพวกเจ้าไปเตรียมเขียนราชโองการแต่งตั้งรัช
ทายาทใหม่…” จู้จ่างหงกำลังสั่งการคนอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อเขาออกคำสั่ง ในองครักษ์พร้อมอาวุธทั้งสามสิบคนก็มีเพียง
สิบคนที่หันหลังกลับ ส่วนยี่สิบคนที่เหลือกลับพร้อมใจกันชักดาบ
ออกมา แล้วแทงสหายร่วมงานที่หันหลังให้จนตาย!
เหตุการณ์ผันผวนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา หยาดเลือดสาดกระเซ็น
ไปทั่วท้องพระโรง
แม้แต่ราชเลขาซุนยังตกตะลึง เมื่อได้สติก็ตบขาตัวเองพลางร้อง
ว่า “บาปกรรม! ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบาปกรรม!”
องครักษ์กลับสังหารกันเอง พี่น้องร่วมสาบานหันดาบเข้าหากัน
หากไม่ใช่บาปกรรมแล้วจะเป็นอะไรได้
จู้จ่างหงตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถอยหลังไปสองก้าวโดย
ไม่รู้ตัว แล้วอุทานด้วยความตกใจว่า “ใคร! นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวก
เจ้ากล้าดียังไง!”
ราชเลขาซุนถอนหายใจแล้วหันหน้าไปทางอื่น
เหตุการณ์สุดท้ายก็ดำเนินไปในทิศทางที่ไม่อาจควบคุมได้ ด้าน
นอกมีดังเสียงอาวุธปะทะกันอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนอย่างไม่
อยากจะเชื่อและเสียงกรีดร้องทรมาน ก่อนจะทิ้งไว้เพียงซากศพนอน
คว ่าอยู่บนพื้น
หลานชายของจวีกุ้ยเฟยถูกคุ้มคนกันจนหนีเข้ามาในท้องพระ
โรงได้ เขากุมบาดแผลและเดินโซเซ “องค์ชายใหญ่ พันธมิตรที่ตก
ลงกันไว้แต่แรกหักหลังพวกเราแล้ว หลี่เฉียงจากหน่วยที่สามลงมือ
สังหารคนของตระกูลจวีที่แทรกซึมเข้ามาหลายปีจนหมดสิ้น”
สีหน้าของจู้จ่างหงค่อย ๆ เปลี่ยนจากแดงก ่าเป็นขาวซีด เขาเดิน
เซอีกสองก้าว พึมพำออกมาว่า “ข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้วิธีสุดโต่ง ข้า
บอกแล้วว่าอย่าทำอะไรรุนแรงเช่นนี้!…”