พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 489 ชาวประมงได้ประโยชน์
การสังหารหมู่ในตำหนักเฟิงเทียน การข่มขู่และล่อลวงต่อหน้า
ขุนนางทั้งหลาย และการได้รับผลประโยชน์จากการต่อสู้ระหว่างองค์
ชาย
เมื่อจวีกุ้ยเฟยพูดถึงแผนการด้วยสีหน้าเย็นชา จู้จ่างหงก็ปฏิเสธ
ทันที
ไม่ใช่เพราะความรักฉันท์พี่น้องหรือเพราะรักบ้านเมือง แต่เป็น
เพราะเขาไม่อยากให้บิดาที่รักเขาต้องเสียใจ ไม่อยากทำอะไรตามใจ
ชอบในวังหลวงที่บิดาหวงแหน
แต่มารดาพูดอย่างไร?
นางพูดว่าไม่มีโอกาสแล้ว นางบอกว่าถ้าไม่ลงมือตอนนี้ทั้ง
แผ่นดินก็จะตกอยู่ในมือของผู้อื่น
เมื่อรัชทายาทได้รับการแต่งตั้ง จวนรัชทายาทจะรับช่วงต่อ
อำนาจปกครองทั้งหมด แม้แต่การก่อกบฏก็ยากจะสั่นคลอนอำนาจนี้
ได้
ตระกูลจวีเสียสละมามากมาย ถึงขนาดต้องประจบประแจงองค์
ชายรองเพื่อให้ได้มาซึ่งการเดิมพันครั้งนี้
แต่ตอนนี้เขาแพ้แล้ว
ตระกูลจวีคิดว่าตนควบคุมองครักษ์ที่ล้อมตำหนักเฟิงเทียนได้
พยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงหัวหน้าหน่วยสามอย่างหลี่เฉียงมาเป็น
พวก แต่สุดท้ายพวกเขาก็แค่เสแสร้ง และหลี่เฉียงก็เสแสร้งเช่นกัน
แผนซ้อนแผนและซ้อนแผนอีกที
จู้จ่างหงยืนอยู่ในท้องพระโรง เหงื่อเย็นไหลออกมาไม่หยุด เขา
อยากแสดงความอ่อนแอออกมาบ้าง แต่มารดาเคยสอนไว้ว่า ไม่ว่าจะ
กลัวมากแค่ไหนก็ต้องซ่อนมันเอาไว้ แผ่นหลังต้องตรงอยู่เสมอ ห้าม
งอเด็ดขาด
เขาจึงได้แต่ฝืนทนเอาไว้ มองหลี่เฉียงที่ร่างอาบเลือดบุกเข้ามา
ในที่สุดหลี่เฉียงก็คุกเข่าลงต่อหน้าจู้จ่างอวี้ “รายงานองค์ชาย
ตระกูลจวีถูกกำจัดหมดสิ้นแล้ว พวกขุนนางถูกควบคุมตัวแล้วพ่ะย่ะ
ค่ะ”
ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ใครจะคิดว่าในเวลาเพียงถ้วยชาเดียว พวกเขาจะได้เห็นจู้จ่างหง
ที่จากความผิดหวังสู่ความรุ่งโรจน์ และจากความรุ่งโรจน์สู่ความ
ตกต ่า
เคยคิดว่าตระกูลจวีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง แต่สุดท้ายกลับ
กลายเป็นว่าพวกเขาเป็นสะพานให้กับองค์ชายรองเสียเอง
แต่เมื่อคิดถึงความลึกล ้าของคนผู้นี้ และนึกถึงตระกูลฟางที่แอบ
เข้าร่วมกับเขาโดยไม่บอกจวีกุ้ยเฟยมานานแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มี
ความเป็นไปได้
พร้อมกับการเคลื่อนไหวของหลี่เฉียง สายตาทั้งหมดในท้องพระ
โรงก็จับจ้องไปตรงนั้น
ชายซึ่งซ่อนอยู่ในความมืดขยับตัวเล็กน้อย ในที่สุดก็ถอด
หน้ากากใสซื่อที่ใส่มาสิบปีออก เผยให้เห็นความหม่นหมองที่อยู่ใน
ความทรงจำของจ่างเยี่ยน
คนที่คลานออกมาจากหล่มโคลนจะเป็นคนใสซื่อได้อย่างไร จะ
หลงลืมความทุกข์ทรมานที่เคยได้รับในอดีตได้อย่างไร
แสดงละครมานานหลายปี เขากลับยังไม่สามารถเข้าถึงบทบาท
ได้
หลับตาลงก็มีแต่การถูกทุบตีและดูถูก ความหิวโหย รอยฝ่ามือ
และรอยเท้าที่ปกคลุมไปทั่วร่าง
แม้จะมีฐานะสูงส่งแต่ในความเป็นจริงกลับด้อยค่ากว่าสุนัขตัว
หนึ่ง
วังหลวงแห่งนี้ช่างเย็นชาเหลือเกิน ชีวิตเช่นนี้ใครจะรักก็ปล่อย
ให้รักไปเถอะ
จู้จ่างอวี้สูดลมหายใจลึก สายตาของเขากวาดผ่านร่างของจ่าง
เยี่ยนก่อนจะหยุดนิ่งบนตัวของจู้จ่างหง
เป็นคนผู้นี้ คนที่แย่งชิงความรักของบิดาไปจากลูกทุกคน
แต่หากจะพูดถึงตัวการที่แท้จริง ก็คงเป็นชายที่นอนอยู่ใน
ตำหนักเฉียนชิง
“ไร้สาระสิ้นดี” จู้จ่างอวี้วิจารณ์
เพราะเขาไม่อาจก่อกบฏได้ ยิ่งไม่อาจฆ่าบิดาของตนเองได้
สายเลือดเปรียบเสมือนตาข่ายผืนใหญ่ แม้ไม่เคยโอบอุ้มในวัย
เด็ก แต่กลับรัดรึงเขาได้อย่างแน่นหนาหลังจากที่เติบโตขึ้น
โชคดีที่ยังมีตระกูลจวี โชคดีที่ยังมีจู้จ่างหง
เขาก้าวไปข้างหน้า ใบหน้ายังคงเย็นชาและหม่นหมอง แต่
น ้าเสียงกลับจริงใจ “ไม่คิดว่าเสด็จพี่ใหญ่กับจวีกุ้ยเฟยจะคิดกบฏ
โชคดีที่ข้าสามารถช่วยเสด็จพ่อและน้องชายรัชทายาทได้บ้าง
ปราบปรามการก่อกบฏครั้งนี้ตั้งแต่ต้น”
เห็นหรือไม่ นี่ต่างหากคือการวางแผน
จวีกุ้ยเฟยต้องการให้องค์ชายรองบุกเข้าโจมตี ขณะที่ตระกูลจวี
จะได้รับผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง กลับกัน องค์ชายรองก็วางแผนให้
ตระกูลจวีเป็นหัวหอก ส่วนตัวเขาเองกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์
น่าเสียดายที่สถานะของเขาต ่าต้อยเกินไป แม้แต่คำว่า “เปิ่นกง”
ที่องค์ชายทั่วไปใช้เรียกตัวเองก็ยังใช้ไม่ได้ ได้แต่ใช้คำว่า “ข้า”
เหมือนคนธรรมดาทั่วไป
ข้อเสียของเขาคือไม่มีอำนาจ ข้อดีคือเข้าถึงได้ง่าย
เขาพูดไม่กี่คำก็ดึงจ่างเยี่ยนเข้าร่วมด้วยแล้ว ก่อนจะนิยามการ
กระทำของจู้จ่างหงว่าเป็น “การก่อกบฏ” พร้อมกับชำระล้างการ
กระทำของตัวเองให้กลายเป็น “คนที่ปราบปรามกบฏ”
คนที่ชนะใจประชาชนย่อมได้ครอบครองแผ่นดิน คนที่ชอบธรรม
เท่านั้นถึงจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ หากพูดถึงเรื่องเล่ห์เหลี่ยม จู้จ่างหง
เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น องค์ชายรองต่างหากที่เป็น
อัจฉริยะอย่างแท้จริง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดและยังได้รับประสบการณ์อีกด้วย
เพียงแต่ประสบการณ์แบบนี้ ไม่มีใครเต็มใจจะลิ้มลองเท่านั้นเอง
“น้องชายรัชทายาท” จู้จ่างอวี้เอ่ยอีกครั้ง น ้าเสียงนอบน้อมและ
อ่อนโยน “สถานการณ์ควบคุมได้แล้ว ต่อจากนี้ก็ให้เจ้าเป็นคน
จัดการเรื่องราวทั้งหมดเถอะ”
ตามหลักแล้ว หลังจากปราบกบฏลง รัชทายาทที่กำกับดูแล
ราชการแผ่นดินจะต้องเป็นคนจัดการ แต่ใครเล่าจะเชื่อได้ว่าองค์ชาย
รองที่ควบคุมสถานการณ์เอาไว้แล้วจะยอมปล่อยมือจากอำนาจไป
เขาเพียงกำลังทดสอบว่าจ่างเยี่ยนมีไพ่ตายซ่อนอยู่หรือไม่
คนที่ระแวงสงสัยมากย่อมอดสงสัยทุกเวลาไม่ได้
โดยเฉพาะเมื่อตัวเขาเองเป็นเหมือนนกที่คอยจับตั๊กแตนที่กำลัง
จับจักจั่นอยู่ ยิ่งต้องกังวลว่ารัชทายาทจะเป็นนายพรานที่มาฆ่านกตัว
นั้นอีกที
สมองของจ่างเยี่ยนหมุนวนอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดไม่กล้าแม้แต่
จะใช้หางตามองไปทางพี่ชายน้องสาว ด้วยกลัวว่าจะนำภัยมาสู่พวก
เขา
เด็กหนุ่มสะกดความรู้สึกเอาไว้ แล้วตอบอย่างเยือกเย็นว่า
“ขอบคุณเสด็จพี่รองที่เหนื่อยยาก เช่นนั้นก็แจ้งให้หัวหน้าองครักษ์
จัดการเหตุการณ์น่าสลดใจนี้ให้เรียบร้อยเถอะ”
จู้จ่างอวี้ไม่ได้ตอบรับ ดวงตาเย็นชาของเขาสบกับสายตาเรียบ
เฉยของจ่างเยี่ยน
ชั่วขณะนั้น เวลาราวกับย้อนกลับไป
จู้จ่างอวี้วัยเจ็ดขวบพบกับจู้จ่างเยี่ยนวัยสามขวบ พี่ชายที่
พยายามจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยที่สุด ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาน้องชายที่
ล้มลงแล้วอุ้มเขาขึ้นมาเบา ๆ
เขาคิดว่าจะถูกคนรังเกียจ แต่กลับไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่า
“ขอบคุณเสด็จพี่รอง” แทน
เขาอึ้งไปชั่วครู่แล้วเดินโซเซจากไป
ไม่ต้องขอบคุณหรอก…เขาคิดในใจ…ข้าต่างหากที่สมควร
ขอบคุณเจ้า
แต่ประโยคนี้ถูกเก็บไว้ในใจมาสิบเอ็ดปี ไม่มีโอกาสได้เอ่ย
ออกมาอีกเลย
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” ตอนนี้เขาพูดมันออกมาได้แล้ว “องค์
ชายใหญ่ก่อกบฏในวันที่แต่งตั้งรัชทายาท คิดจะสังหารองค์รัช
ทายาทคนปัจจุบันอย่างโหดเหี้ยม ข้าในฐานะพี่ชายย่อมต้องแก้แค้น
ให้น้องชาย”
แต่ขณะเดียวกันเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่
ตำหนักเฟิงเทียนแห่งนี้มีเพียงองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะ
มีชีวิตรอด ส่วนอีกสองคนนั้น คนหนึ่งจะต้องแบกรับข้อหากบฏ อีก
คนหนึ่งจะถูกสังหาร
เขาต้องการตำแหน่งรัชทายาท เขาต้องการขึ้นครองบัลลังก์
มังกร และเขายังต้องการความชอบธรรมอีกด้วย
บางทีในส่วนลึกของหัวใจอาจจะมีความรู้สึกสงสารผุดขึ้นมา
ตอนอายุเจ็ดขวบ จู้จ่างอวี้ไม่เคยคิดจะทำร้ายจ่างเยี่ยนที่อายุสาม
ขวบ
แต่จู้จ่างอวี้วัยสิบแปดปีสามารถก้าวข้ามศพของน้องชายเพื่อขึ้น
สู่ตำแหน่งนั้นได้
“เสด็จพี่ใหญ่ ลงมือเถอะ” เขากล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา ดึงดาบคม
กริบออกจากเอวของหลี่เฉียง แล้วโยนลงบนพื้นจนส่งเสียงกังวาน
“ฆ่าเขาเสีย แต่ไว้ชีวิตสตรีและเด็กตระกูลจวี”
“ถ้าหาก… ถ้าหากข้าไม่ทำเล่า?” จู้จ่างหงยืนนิ่งราวกับร่างกาย
เป็นอัมพาต
ในที่สุดจู้จ่างอวี้ก็ยกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชา “เช่นนั้นก็ประหาร
ยกตระกูล”
นับจากผู้อาวุโสอายุร้อยปีไปจนถึงทารกแรกเกิด รวมถึงบ่าวไพร่
และสาวใช้นับไม่ถ้วน เลือดที่หลั่งไหลสามารถท่วมท้นทั้งตระกูลจวี้ได้
ชีวิตมากมาย ผู้คนมากมาย
จู้จ่างหงที่เคยยืนตัวตรงในที่สุดก็ต้องก้มลง เขาเดินโซเซไปหยิบ
ดาบขึ้นมา มือสั่นเทาขณะกำด้ามดาบไว้แน่น
ด้ามดาบที่ทำจากทองแดงล้วนช่างเย็นเหลือเกิน ราวกับเป็นคืน
ที่หิมะโปรยปรายหนัก เหมือนน ้าแข็งในฤดูหนาวที่เย็นเยียบที่สุด
ทั้ง ๆ ที่ได้รับการสั่งสอนจากมารดามาอย่างดีแล้ว แต่ทำไมทุก
อย่างถึงมาถึงจุดนี้
เขายกยิ้ม หันกลับไปเผชิญหน้ากับจ่างเยี่ยน ดวงตาฉายแวว
ลังเลชั่วขณะ “น้องห้า เจ้าอย่าได้โทษข้าเลย… อย่าโทษข้าเลย”
ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยสู่เที่ยงวัน ประกายดาบสีขาวสะท้อนแสง
จ้าอย่างรุนแรง
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจทนดูและหลับตาลง เสียงของสตรี
นางหนึ่งพลันดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”